มรดกรัฐราชการกับการล่าอาณานิคมภายใน

0

มรดกรัฐราชการและการล่าอาณานิคมภายใน: จากสยามสู่ไทยวันนี้

​ประเทศไทยแม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่พัฒนาอย่างเต็มที่แล้วเสียทีเดียว ถ้ามิพักไปกล่าวถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยทั้งตัวละครรัฐและตัวละครที่เป็นผู้มีบารมีนอกอำนาจรัฐในระดับต่างๆแล้ว การที่กลไกราชการจากส่วนกลาง และกลไกการปราบปรามของรัฐ อย่างตำรวจและทหาร มีบทบาทชี้นำกำหนดเหนือกว่าผู้มีอำนาจรัฐ ก็นับเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถหลุดพ้นไปจากการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่กำลังพัฒนาไปได้เสียทีเช่นกัน
​นั่นคืออุปสรรคของการไม่กระจายอำนาจออกจากส่วนกลางนั่นเอง แม้ว่าประเทศไทยจะมีความพยายามพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เติบโตหยั่งรากลงในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ นับตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา แต่การกรั่นเซาะบอนไซต้นไม้ประชาธิปไตย ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร บทบาทหน้าที่ต่างๆที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ กลับถูกโอนถ่ายกลับมาที่กลไกรัฐส่วนกลางที่สำคัญ คือกระทรวงมหาดไทยในทุกครั้งไปเสมอ
​และกระทรวงมหาดไทยนี้เอง ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงมีบทบาทนำอย่างสูงต่อสังคมไทย มาจนถึงทุกวันนี้
​ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีดำริปฏิรูปการปกครองบ้านเมือง สยามยังคงเป็นเพียงกลุ่มอาณาจักรหัวเมือง ที่กระจัดกระจายศูนย์กลางอำนาจไปทั่วภูมิภาคแห่งนี้ ไม่มีศูนย์กลางอำนาจใด ที่มีอำนาจเหนือศูนยกลางอื่นๆอย่างเด็ดเสร็จเบ็ดขาด หัวเมืองประเทศราชและอาณาจักรต่างๆ ส่งบรรณาการมาที่กรุงเทพฯตามระยะเวลาที่แน่นอน แต่หัวเมืองเหล่านั้น ก็ยังคงมีอำนาจปกครองตนเองอยู่ในระดับสูง หรือแม้แต่ตามหัวเมืองชั้นในติดกับกรุงเทพเอง ก็มีขุนนางที่มีกำลังไพร่พลเป็นของตนเอง ขึ้นตรงต่ออำนาจบารมีของพระมหากษัตริย์ ตามความเข้มแข็งของพระมหากษัตรย์องค์นั้นๆ วังหน้า วังหลัง มีบทบาททางการเมืองแทบเทียบเท่าวังหลวง หรือกระทั่งอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ และการเงินการคลังของอาณาจักร ก็อยู่ภายใต้การดูแลของขุนนางอีกตระกูลหนึ่ง อย่างในสยามเอง อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลบุนนาค เป็นต้น
นักวิชาการไทยศึกษา หรือภูมิภาคศึกษาเรียกลักษณะโครงสร้างทางการเมืองเช่นนี้ ว่า Mandala ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “มณฑล” นั่นเอง
อาณาจักรสยาม จึงเป็นกลุ่มหัวเมืองที่อำนาจมีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ภายในนั้น และยิ่งห่างไกลออกไปจากศูนย์กลางเท่าไหร่ หัวเมืองเหล่านั้นก็ยิ่งมีความไม่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และเป็นอิสระจากกรุงเทพฯมากเท่านั้น
จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงดำริที่จะรวมศูนย์อำนาจเข้ามาที่ส่วนกลาง และสร้างประเทศสยามขึ้นมา โดยอาศัยกลไกราชการ ที่ทรงไปได้ความคิดมาจากอิทธิพลของประเทศที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อครั้งเสด็จประพาสหมู่เกาะชวาและคาบสมุทรมลายู ซึ่งอยู่ภายใต้การเป็นอาณานิคมของอังกฤษในสมัยนั้น
การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่เริ่มต้นขึ้นจากการโอนถ่ายการเงินการคลังมายังส่วนกลาง จากตระกูลบุนนาค นำมาสู่การพัฒนาระบบกองทัพของส่วนกลางให้มีความทันสมัยที่สุด ด้วยอาวุธที่ดีที่สุดของยุโรปในสมัยนั้น การนำระบบกระทรวงมาใช้แทนการแบ่งอำนาจให้ขุนนางจากวังต่างๆ ทำให้ขุนนางทั้งหมดต้องขึ้นตรงต่อพระราชอำนาจ และการปรับเปลี่ยนจากระบบหัวเมือง มาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล และการให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ปกครองมณฑลเหล่านั้นทั้งหมดจากส่วนกลาง โดยมีข้าหลวงที่ส่งตรงจากกรุงเทพฯ เป็นผู้ปกครองมณฑลและตังหวัดต่างๆ
แน่นอน การปรับเปลี่ยนครั้งมหาศาลเช่นนี้ ย่อมส่งผลสะเทือนต่ออำนาจเดิมทั้งในส่วนที่กรุงเทพฯ และขุนนางเจ้าผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ซึ่งเคยมีอำนาจการปกครองดินแดนของตนเองมาแต่ก่อน ซึ่งหลายครั้ง ความขัดแย้งเหล่านั้น จบลงทั้งด้วยการยินยอมของเหล่าขุนนาง การใช้กำลังบีบบังคับให้ต้องยอมจำนน หรือกระทั่งการเปิดศึกกันที่จบลงด้วยการนองเลือดของผู้ไม่ยอมจำนนเหล่านั้น
สิ่งนี้ ถูกเรียกโดยนักวิชาการไทยศึกษา ว่าการล่าอาณานิคมภายใน (Internal colonization) เพราะด้วยความที่หัวเมืองเหล่านั้น ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามมาก่อน เพียงแต่ส่งบรรณาการให้สยามเท่านั้น พวกเขาจึงไม่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนของใคร และการนำระบบการปกครองจากกรุงเทพไปสวมใส่แทนที่อำนาจเจ้าเมืองเดิม จึงเป็นเสมือนการล่าอาณานิคมแบบที่ชาติตะวันตก ทำกับดินแดนต่างๆทั่วโลก ซึ่งแน่นอน ว่าเครื่องมือที่สำคัญ ที่ทำให้การยึดครองดินแดนเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ ก็คือกองทัพสมัยใหม่ แบบที่ชาติตะวันตกทั้งหลายมีอยู่นั่นเอง
การล่าอาณานิคมภายในโดยอาศัยกำลังทหารที่เหนือกว่า, การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล, และการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง จึงเป็นสิ่งเดียวกัน ความสำเร็จทั้งหมดนี้ อาศัยตัวละครสำคัญสองตัวเป็นกลไกสำคัญ นั่นคือกองทัพ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการปกครองของรัฐไทยสมัยใหม่ โดยที่โครงสร้างในลักษณะนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างการปกครองแบบเจ้าอาณานิคม ที่นำมาใช้ต่อดินแดนอาณานิคม
โครงสร้างการปกครองเช่นนี้ มีระบบคิดสำคัญ คือการอาศัย “คนนอก” (เจ้าอาณานิคม) หรือคนในที่ฝักใฝ่สวามิภักดิ์ต่อคนนอก มาเป็นผู้ปกครองดินแดน เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าอาณานิคมเป็นสำคัญที่สุด หรือหากจะมีประโยชน์เพื่อประชากรในดินแดนอาณานิคมบ้าง ก็คือการส่งเสริมให้พวกเขาเหล่านั้น พัฒนาความศิวิไลซ์ขึ้นมาจากความเป็น “คนเถื่อน” ตามความเชื่อในแบบคนขาวเป็นใหญ่ ( White Supremacy) หรือภาระของคนขาวที่ศิวิไลซ์ (White man’s burden) นั่นเอง
กลับมาดูที่ประเทศไทยในปัจจุบัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเสียงเรียงนามจากสยามมาสู่ไทย แต่เราจะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างของการปกครองประเทศ ยังคงรูปแบบเก่าที่ตกทอดเป็นมรดกมาตั้วแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้เกินกว่าครึ่งหนึ่ง
ประการแรก วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคมในการปกครองจากส่วนกลาง ยังคงยึดติดอยู่กับกลไกข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยอย่างลึกซึ้ง ประเพณีที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นของนักเรียนรัฐศาสตร์ไทย ที่ปลูกฝังทั้งเรื่องระบบโซตัส ระบบความคิดว่าด้วยการเป็นเจ้าคนนายคน ว่าด้วยการจะเข้าไป “ช่วยเหลือ” ชาวบ้านให้พัฒนา จะแตกต่างไปจากความคิดที่เจ้าอาณานิคมมีต่อดินแดนที่ถูกปกครองบ้าง ก็คงจะเป็นเพียงในแง่ของดีกรีความเหนียดหยามที่เข้มข้นน้อยลงไปกว่าการปกครองในแบบอาณานิคมบ้างก็คงจะเพียงเท่านั้น
ประการที่สอง โครงสร้างการปกครองที่อาศัยกระทรวงมหาดไทยเป็นศูนย์กลางการปกครองบ้านเมือง ยังคงระบบแบบแผนเดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกส่วนราชการภายใต้ศาลากลางจังหวัด ยังคงจัดทำแผนนโยบายตามที่ส่งตรงมาจากกรุงเทพฯ. ละยังคงรายงานกลับไปที่กรุงเทพฯ ทรัพยากรในรูปแบบภาษีส่วนใหญ่ ยังคงส่งลงไปยังกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงก็มีเพียงชื่อตำแหน่งผู้ปกครองจังหวัด ที่เปลี่ยนจาก “ข้าหลวง” ของระบบอาณานิคม ไปเป็น “ผู้ว่าฯ” ก็เพียงเท่านั้น หากแต่วิธีคิดที่ติดมากับโครงสร้าง ยังคงสะท้อนภาพการล่าอาณานิคมภายในอย่างเข้มข้น
ประการสุดท้าย เป็นสิ่งที่หากไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น เราก็จะไม่มีทางเห็นมรดกที่ตกทอดมาชิ้นนี้ได้เลย นั่นคือการมีบทบาทของกองทัพต่อการปกครอง และการล่าอาณานิคม รวมศูนย์อำนาจการปกครอง นี่คือบทบาทที่สำคัญของกองทัพเป็นต้นมาหลังการรัฐประหาร กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือกลไกในการปราบปรามฝ่ายผู้เห็นต่างอย่างเข้มข้น มณฑลทหารบกในพื้นที่ต่างๆเปรียบเสมือนกลไกในการปราบปรามผู้ที่แข็งขืนต่อนักล่าอาณานิคม เพื่อสนองต่อการรวมศูนย์อำนาจและสถาปนาอำนาจที่ขึ้นต่อส่วนกลาง
และนี่คือมรดกตกทอดที่สำคัญ ที่ส่งต่อจากสยามมาสู่ประเทศไทยในวันนี้


 

Share.

About Author

Comments are closed.