การทุจริตกับความเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ

0

การทุจริตกับความเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ

Transparency International หรือองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล ซึ่งทำการสำรวจสถิติความเชื่อมั่นที่สากลมีต่อประเทศต่างๆทั่วโลก ในเชิงความโปร่งใสและการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งในหน่วยงานรัฐและราชการ ได้เปิดเผยผลสำรวจในปีล่าสุดออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสถิติที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย คือในปีนี้ ประเทศไทยมีอันดับความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใส (corruption perceptions index – cpi) ลดลงจากลำดับที่ 76 มาสู่ลำดับที่ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ
ทันทีที่การจัดลำดับเช่นนี้ออกมา ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันฯ ก็ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงในทันที ว่าการสำรวจของ Transparency International ในปีนี้ ได้มีการเพิ่มแหล่งข้อมูลเข้ามาอีก 1 แหล่ง คือข้อมูลด้านความหลากหลายของประชาธิปไตย ซึ่งตัว ดร.สมเกียรติเองก็ยอมรับว่าประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือในด้านนี้ที่ไม่ดีจริงๆ และอยากให้รัฐบาลช่วยปรับปรุงคะแนนในด้านนี้ให้ดีขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน ดร.สมเกียรติก็เหมือนจะพูดในเชิงแก้ต่างให้กับรัฐบาลนี้ โดยระบุว่าแม้ประเทศไทยจะได้คะแนนจากการจัดอันดับลดลง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยมีสถานการณ์การทุจริตที่ตกต่ำลงไปด้วยแต่อย่างไร และเป็นเพราะนักวิจัยต่างชาติที่อาจจะมองประเทศไทยติดลบไปหน่อย
แต่เมื่อพิจารณาสภาพตามความเป็นจริงแล้ว การทุจริตไม่ได้มีปัญหาหนักหน่วงลงจนเป็นที่น่ากังวลอย่างที่ ดร.สมเกียรติว่ามาอย่างนั้นจริงหรือ? หรือมันเป็นเพียงคำปลอบใจตัวเอง ท่ามกลางสภาพที่ผ่านมาเกือบ 3 ปีของการปกครองโดยรัฐบาล คสช. ซึ่งอยู่ในสถานะที่การทุจริตคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือตรวจสอบได้ยากยิ่ง?
หากย้อนมองกลับไปดูตามหน้าข่าวที่ปรากฏในรอบปีที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่ามีข่าวคราวความน่าสงสัยว่าจะมีการทุจริตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานอย่างองค์การทหารผ่านศึก ในการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศ การจัดซื้อยุทธภัณฑ์ภายใต้งบประมาณมหาศาลของกองทัพ การตรวจสอบที่มุ่งเน้นแต่ฝ่ายรัฐบาลเก่า ผลการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ที่มีแต่คำว่า “โปร่งใส” โดยหน่วยงานภายในพวกเดียวกันเอง และกรณีการใช้เงินคงคลังจนแทบจะเกลี้ยงเกลาในปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างรว่าไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นจริงๆ ในเมื่อการตรวจสอบจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ต่างไม่ได้มีการดำเนินการทำไปอย่างเต็มที่
ปัญหาหนึ่งที่คนไทยมักจะลืมนึกถึงไปเมื่อพูดถึงการทุจริตคอรัปชั่นและความโปร่งใสในภาครัฐ คือเรามักจะมองไปที่ภาพของนักการเมืองเป็นหลัก มากกว่าที่จะมองไปที่ข้าราชการหรือองค์กรเร้นรัฐอย่างกองทัพ ที่กำลังปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ และเมื่อนักการเมืองเหล่านั้นมาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก ภาพของการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย จึงมักจะถูกมองเป็นต้นตอของการคอรัปชั่นไปด้วยเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม
นั่นคือยิ่งต้องมีประชาธิปไตยต่างหาก การทุจริตคอรัปชั่นจึงจะสามารถลดลงได้ และที่ผ่านมาก่อนการรัฐประหาร ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นมีขึ้นนั้น เป็นเพราะเรายังมีประชาธิปไตยไม่มากพอต่างหาก ไม่ใช่เพราะว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างไร
เพราะหากมองภาพในเชิงเปรียบเทียบกันจริงๆ ในสมัยที่เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น เกิดขึ้นได้อย่างหมดจรดทะลุปรุโปร่ง การกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยข้อสังเกตต่อโครงการต่างๆสามารถทำได้โดยมีการันตีว่าผู้ตรวจสอบจะไม่ถูกข่มขู่คุกคาม หรือหากถูกข่มขู่คุกคาม ก็จะมีกลไกต่างๆมากมายทั้งในภาคส่วนของสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่พร้อมจะเป็นเกราะป้องกันให้ผู้ตรวจสอบ และผู้ถูกตรวจสอบ ก็ไม่สามารถออกมาพูดจาข่มขู่โวยวายเมื่อถูกตั้งคำถามได้ และได้แต่ยอมรับการตรวจสอบ ต่อสู้ด้วยหลักฐานหลักการต่างๆไป และสื่อมวลชน ต่างก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบกรณีการทุจริตต่างๆที่เกิดขึ้น
เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน การตรวจสอบการทุจริตต่างๆ ล้วนแต่สามาถเกิดขึ้นได้ยาก หรือไม่ได้เป็นไปอย่างจริงจังเลย เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลไกการตรวจสอบหลักถูกยกให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภายในหน่วยงานที่ถูกกล่าวหาอีกที และหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หรือตั้งข้อสังเกตว่ามีการทุจริต ได้เหมือนที่ออกมาขู่ฟอดๆใส่ผู้ถูกตรวจสอบ หรือฟันธงว่ามีการทุจริตก่อนที่จะมีการตัดสินโดยศาล อย่างในสมัยที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยในระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ยังไม่เคยมีคนในหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. ออกมาชี้มูลความผิดบุคคลใดในรัฐบาล คสช. หรือแม้กระทั่งที่จะออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกล่าวหาบุคคลใดในรัฐบาลปัจจุบัน เหมือนอย่างที่พวกเขาเคยพูดจากล่าวหาบุคคลในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอน ว่าอาจจะไม่มีการทุจริตใดๆเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ แต่คำถามคือเราจะรู้ให้แน่ใจได้อย่างไร? ในเมท่อมันไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างลงลึกแท้จริงเช่นนั้น
แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรยากาศบ้านเมือง ที่ไม่ว่าจะกฎหมาย หรือกลไกภาครัฐ ภาคประชาชน มีเสียงน้อยกว่ากระบอกปืนของผู้คุมอำนาจ ที่สามารถเอาใคร ขังไว้ในมณฑลทหารบกที่ 11 ได้ทุกเมื่อ ตลอดเวลา การตรวจสอบจึงเป็นไปแบบเกรงอกเกรงใจยิ่ง และยิ่งเมื่อเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพด้วยแล้ว การตรวจสอบยิ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช.หรือ สตง.ยิ่งไม่กล้าตอแยด้วยมากนักอย่บเห็นได้ชัด
และในเมื่อท่าทีที่แตกต่างกันในการตรวจสอบ ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลที่มาจากากรรัฐประหาร มีความแตกต่างกันมากเช่นนี้ แล้วใครจะมาเชื่อมั่นในความโปร่งใสของประเทศไทยได้อีก และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดอันดับ cpi ของไทยถึงลดลงเช่นนี้ ในสมัยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร
จริงอยู่ที่ Transparency International ได้เพิ่มแหล่งข้อมูลด้านความหลากหลายของประชาธิปไตยเข้ามาอีกแหล่งหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้คะแนนของไทยตกลง แต่เอาเข้าจริงเรื่องเดียวที่เราทำหนิ Transparency International ได้ ก็คือทำไมพวกเขาถึงไม่เอาแหล่งข้อมูลนี้มาประกอบการพิจารณาด้วยตั้งนานแล้ว เพราะประเทศไทยเราอยู่ภายใต้ระบอบที่มาจากการรัฐประหารมาตั้ง 2 ปีแล้ว
ส่วนจะเป็นอย่างที่ ดร.สมเกียรติว่ามา ว่าเราไม่ได้มีปัญหาการทุจริตที่ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมเลยจริงหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งหาคำตอบกันอีกครั้ง ย้อนหลังกลับไป เมื่อเราทีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่สมบูรณ์พอที่จะตรวจสอบการทุจริตได้อย่างแท้จริงนั่นล่ะ

Share.

About Author

Comments are closed.