เมื่อวานถาม VAT 8% เสียสละได้มั้ย วันนี้บอก “ผมไม่ได้พูด” ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจ

0

สุดท้ายก็กลายเป็นสื่อมวลชนที่เป็นคนผิด หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกมาบอกปัดกลับลำว่าไม่ได้พูดว่าจะมีการขึ้นภาษี พร้อมทั้งตำหนิหนังสือพิมพ์หลายสำนักในเชิงว่า จ้องจะเขียนข่าวให้คนซื้ออย่างเดียวโดยไม่สนข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ตนพูด ทั้งยังระบุด้วยว่า การที่สื่อทำแบบนี้ถือว่าน่ารังเกียจ
ก่อนจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด ขอย้อนกลับไปอ่านหนังสือพิมพ์กันเสียหน่อย เอาให้เป็นธรรมกับรัฐบาลทหารมาที่สุดขอเลือกผู้จัดการออนไลน์เลยแล้วกัน ในรายงานระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า
“จมอยู่ที่ 7% มาตลอดหลายปีมาแล้ว ขึ้นแค่เปอร์เซ็นต์เดียวนะ รายได้ของประเทศก็จะขึ้นแสนกว่าล้าน แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ตอนนี้ก็อยากจะขอร้องว่า เออมันได้ไหม เสียสละได้ไหม ถ้าขึ้นเปอร์เซ็นต์นึงเนี่ย รายได้รัฐมันก็จะมากขึ้น แล้วกลับมาสู่ไอ้ที่ทุกคนเรียกร้องไง คราวนี้ไอ้การขึ้น 1% เนี่ยมันจะมากน้อยแค่ไหน ราคาสินค้ามันไม่ควรจะเพิ่มมากนัก แต่ประเด็นของเราคือทุกคน พออ้างอย่างนี้เอากันใหญ่หมดเลย ทุกอย่างมันก็ทำไม่ได้หมด เข้าใจมั้ย”
แน่นอนว่าต่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม แม้จะออกพูดเรื่องนี้ แต่คำพูดลอยๆ ก็ไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ในทันที เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงนัก เพียงเป็นชาวบ้านร้านตลาดก็พอรู้ แต่คำพูดแบบนี้แม้จะไม่ได้เป็นกฎหมาย แน่นอนคำพูดของผู้นำเผด็จการ หรือต่อให้เป็นจอมเผด็จการสักเพียง ในโลกยุคนี้เราต่างก็ยอมรับกันจนหมดสิ้นแล้ว เราปกครองกันโดยกฎหมาย ไม่ใช่คำพูดลอยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญคือ คำพูดเหล่านั้นมันแสดงให้เห็นเจตนารมย์ของคนเป็นผู้นำว่า เขามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร หรือให้มองในมุมที่เป็นการเมืองขึ้นมาอีกนิด อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ การโยนหินถามทาง เมื่อดูท่าว่าทางที่ตั้งใจจะไปดูแล้วไม่มีใครเห็นด้วยก็ต้องรีบกลับลำ
โดยในวันที่ 10 มี.ค. หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ในเรื่องการมีแนวคิดปรับขึ้น VAT อีก 1% พลเอกประยุทธ์ได้ออกมาพูดใหม่ว่า
“เมื่อวานผมพูดที่ว่าอธิบายเรื่องระบบภาษี อธิบายเรื่องอะไรต่างๆ ก็ตาม เพราะประชาชนก็เรียกร้องขอโน้นขอนี่ ผมอยากจะให้ แต่ผมอธิบายประชาชนเอ้ากลับกลายเป็นว่าผมต้องการขึ้นภาษี มัน ไม่เข้าใจหรือไง หะ ไอ้นั่งข้างหลังน่ะ คืออะไรก็ได้ที่มีความขัดแย้งน่ะ ที่มันจะเป็นปัญหาผมพูดเขียนกันเข้าไป เขียนพาดหัวข่าวหน้า 1 กันเข้าไป ข้างในมันไม่มีอะไรหรอก ข้างในเหมือนที่ผมพูดน่ะ แต่ก็ขอให้เขียนให้คนได้ซื้อหนังสือพิมพ์ น่ารังเกียจนะผมบอกให้”
​ความน่ารังเกียจที่เห็นได้ชัดคือ การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แต่ก็น่าแปลกอย่างมาที่สังคมไทยกำลังจะลืมเรื่องนี้ในอีกไม่ช้านัก ทว่าเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ประเด็นนี้อาจะเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถยุติบทบาทของรัฐบาลลงได้ ไม่ว่าจะด้วยการถูกกดดันให้ยุบสภา หรือถูกม็อบออกมาไล่จากเป็นการปูทางไปสู่การรัฐประหารก็เป็นได้
แต่ก็ต้องถือว่าทีมคลัง ทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลทหารชุดนี้ยังพอจะมีสติอยู่บ้าง ที่ช่วยกันเหยียบเบรกเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แต่แทนที่จะมีการออกมาแสดงความขอโทษที่พูดเกินเลยไปจนทำให้สังคมตื่นตระหนก กลับกลายเป็นว่าออกมาด่านักข่าว ด่าสื่อมวลชนแทน และโทษว่าเอาเรื่องที่ตนเองพูดไปเขียนข่าวจนเกินความจริง
​อย่างนี้ไม่เรียกว่าน่ารังเกียจ แล้วจะเรียกว่าอะไร
​สำหรับประเด็นเรื่องการเก็บภาษีของประเทศไทยในปัจุบัน นั้นก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่สูง และประสบปัญหาในการจัดเก็บภาษรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่นกรณีภาษีที่ดิน ภาษีมรดก หรือภาษีอื่นใดก็แล้วแต่ที่มีลักษณะของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างเต็มที
​แต่การเพิ่ม VAT จาก 7 เป็น 8 เปอร์เซนต์ แน่นอนว่าหากรัฐบาลจะทำก็สามารถดำเนินการได้เลย เพราะกฎหมายกำหนดเพดานของ VAT ไม่เกิน 10 % และประเทศไทยมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % มานานหลายปี แต่คำถามที่ต้องตอบให้ได้สำหรับรัฐบาลทหารคือ หากจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 เปอร์เช็นต์ เหตุผลของการปรับขึ้นครั้งนี้คืออะไร
​แน่นอนพลเอกประยุทธ์ ออกมาถามไว้ล่วงหน้าแล้วว่า คนไทยเสียสละได้ไหม เพื่อที่ 1 ปี รัฐบาลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท ถเตอบในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง การเก็บภาษีเพิ่มอาจจะไม่ใช่ปัญหาโดยตัวมันเอง แต่ประเด็นคือ รัฐบาลต้องการเงิน 1 แสนล้านไปทำอะไร หากว่าเป็นการนำเงินไปสร้างรัฐสวัสดิการ เรียนฟรีถึงปริญาตรีอย่างเท่าเทียมกันทุกคน เพิ่มสวัสดิการรักษาพยาบาล สร้างสังคมที่เอื้อหนุ่นต่อผู้พิการ แรงงานมีสวัสดิการที่ดีขึ้น ฯลฯ หากรัฐบาลนำเงินไปทำเรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่น่ายินดี
แต่เปล่าเลยสิ่งที่รัฐบาลทหารทำตลอดเวลาเกือบ 3 ปี ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าแนวทางรัฐสวัสดิการไม่ใช่นโยบายที่เขาต้องการ สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นคือการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลับสู่ รัฐสังเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสด้วยความเมตตาอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่กองทัพเรือกำลังจะได้เรือดำนำจากประเทศจีนในราคา 13,000 ล้านบาท ข้าราชการไม่การเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศโดยอาศัยภาษีประชาชน พร้อมกับใช้คำว่าดูงานเป็นตัวบังหน้า และเรามี สนช. บางคนที่ได้รับเงินเดือนแบบฟรี โดยที่แทบจะไม่เข้าประชุมลงมติ เรามีลูกนายพลตั้งบริษัทในค่ายทหาร และรับงานจากการกองทัพ ทั้งที่บริษัทอาจจะขาดคุณสมบัติในการประมูลโครงการของรัฐ
นิยตสาร WAY Magazine ได้คิดคำนวนว่า หากรัฐบาลได้เงินเพิ่มขึ้นมาก 1 แสนล้านบาท รัฐบาลจะสามารถนำเงินนั้นไปทำอะไรได้บ้าง เช่น สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โมเดลกับโครงการที่จังหวัดกระบี่ได้ 3 โรง สามารถทำ single gateway ได้ 5 โครงการ สามารถซื้อเรือดำน้ำจากจีนได้ 8 ลำ และสามารถทำประชามติแบบมัดมือชกได้อีก 34 ครั้ง

reference
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000024880

Share.

About Author

Comments are closed.