ยุบคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ทิ้งเถอะ หากยังพูดว่าคำสั่งคณะรัฐประหารคือกฎหมาย

0

หลังจากที่ 10 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ตัดสินใจเดินทางเข้ารวมเสนอความคิดเรื่องการสร้างความปรองดอง กับ ป.ย.ป. สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อเสนอสำคัญของ นปช. คือการเสนอให้ยกเลิกอำนาจตามมาตรา 44 ในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 รวมทั้งประกาศ และคำสั่งต่างๆ ของ คสช. พร้อมกับเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการปฎิรูปกฎหมายขึ้นมา เพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ไม่ต้องการหลักนิติธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตย

เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ไปถึงหูของ พี่ใหญ่โต๊ะปรองดอง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือบิ๊กป้อม ก็เห็นทีว่าท่านจะต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยท่านได้ตอบคำถามของสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่ นปช. เสนอในวงพูดคุยเตรียมสร้างการปรองดอง แต่เห็นว่า คำสั่งก็คือคำสั่ง ทุกประกาศหรือคำสั่งของคสช. เปรียบเสมือนกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้น อะไรที่เป็นกฎหมายไปแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ ซึ่งทุกคำสั่งของคสช. มีวัตถุประสงค์คือทำเพื่ออนาคต ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ในเมื่อพลเอกประวิตรพูดเรื่องนี้ในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องนั่นแหละ เพราะพลเอกประวิตร มีกองกำลัง มีอาวุธ และมีกฎหมาย คำสั่งต่างๆ อยู่ในมือ แม้ว่าจะได้สิ่งเหล่านี้มาจากการยื้อแย่งมันมาจากประชาชนก็ตาม สิ่งที่พลเอกประวิตร พูดถูกทุกอย่างตามที่ผิด จะผิดก็เพียงแค่อย่างเดียว อ้างได้อ้างว่านี่คือการเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหาร สู่ระบอบประชาธิปไตยไตย หากจะให้ถูกต้องที่สุด พลเอกประวิตร ควรระบุไปตรงๆ ว่าตอนนี้คือสภาวะยกเว้น หลักการกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่สามารถใช้ได้จริงในประเทศไทย
แต่ในเมื่อยังคงอ้างว่าทำทุกอย่างไปเพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอยู่ การพูดแบบนี้ ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนไม่รู้หลักการกฎหมายเอาเสียเลย
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในอาจารย์คณะนิติราษฏร์ เคยเขียนบทความทางวิชาการ ระบุว่า การที่คำสั่งของคณะรัฐประหาร มีสภาพกลายเป็นกฎหมาย เกิดจากหลายปัจจัยที่สอดรับ จนกลายเป็นเนื้อประสานเดียวกันกล่าวคือ ในระบบกฎหมายไทย มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับยอมรับการดำรงอยู่ของรัฐประหาร โดยถือหลักว่า เมื่อเริ่มแรก รัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
กล่าวให้ถึงที่สุด ระบบกฎหมายไทยยอมรับความถูกต้องของรัฐประหารโดยพิจารณาจาก “อำนาจ” ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ “กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ”
ขณะเดียวเมื่อศาลไทยยอมรับรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จและตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ ศาลไทยได้พิจารณาว่า รัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่นๆแยกขาดจากกัน ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาหลายฉบับที่ยืนยันว่าแม้รัฐประหารจะยกเลิกรัฐธรรมนูญแต่ก็ไม่มีผลต่อกฎหมายอื่นๆ เว้นแต่คณะรัฐประหารจะมีประกาศยกเลิกในภายหลัง
พร้อมกันที่ ศาลแม้จะมองคณะรัฐประหารจะได้อำนาจการปกครองมาโดยไม่ชอบ แต่เมื่อได้มาแล้วสามารถสถาปนาอำนาจของตนจนมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งจนกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณะรัฐประหารก็ย่อมมีอำนาจออกกฎหมายได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่ยอมรับว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายมาตั้งแต่ต้น แต่อยู่ที่การให้คุณค่ากับคำสั่งนั้นผ่านการรับรองโดยศาล หากเป็นเช่นนี้ และยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คุณค่าความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญก็คงเป็นเพียงแต่เรื่องหลักการที่เขียนไว้ในเนื้อหาการเรียนการสอน ในคณะนิติศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์เพียงเท่านั้น เพราะผู้ที่จะมีอำนาจต่อกรกับการรัฐประหาร หรือคณะรัฐประหารโดยตรงอย่างศาลไร้เสียซึ่งความกล้าหาญที่จะยืนยัน หลักความชอบธรรมของอำนาจ
หากเป็นเช่นนี้แล้วการเรียนการสอนทั้งนี้คณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ จะยังมีความจำเป็นต่อไปเพื่ออะไร หรือเป็นไปเพียงเพื่อผลิตนิติบริกร และรัฐศาสตร์บริการเพียงเท่านั้น
สำหรับเรื่องดังกล่าว ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เคยให้สัมภาษณ์ซึ่งมีแง่มุมที่น่าสนใจว่า
กฎหมายไม่ใช่แค่ตัวอักษร มันไม่ใช่แค่คำสั่งของรัฐที่ออกมาแล้วถือว่าทุกอย่างคือกฎหมาย อันนั้นสำหรับเราไม่ถือว่าเป็นกฎหมายเสมอไป กฎหมายมันต้องมีความชอบธรรม ทั้งที่มาและเนื้อหา ถ้าที่มาชอบธรรมแต่ถ้าเนื้อหาไม่ชอบธรรมเรายังไม่ถือว่าเป็นกฎหมาย เช่น การที่บัญญัติว่าประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ เลย แม้จะเขียนเป็นตัวกฎหมาย แม้จะมีที่มาการออกกฎหมายโดยชอบ แต่ว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศนั้นถือว่ากฎหมายนั้นใช้ไม่ได้ เพราะว่าเรื่องของการที่คนมีสิทธินั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมา
“นักทฤษฎีอาจจะบอกว่ากฎหมายต้องมีการตราโดยชอบ คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ถ้าเป็นสายคลาสสิกจะบอกว่า กฎหมายคือคำสั่งของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย หรือว่าจะเป็นเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารแล้วออกกฎหมาย ถือว่าเป็นกฎหมาย นักกฎหมายกระแสหลักของเมืองไทยเชื่อแบบนั้น รวมถึงคำพิพากษาศาลฎีกาเคยตัดสินแบบนั้น ว่าคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย แต่โลกมันพัฒนามาในยุคก่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่ในปัจจุบันนี้แนวคิดถือว่ามนุษย์มีสิทธิเสรีภาพ ถือว่าแม้จะมีคำสั่งของรัฐ เรายังคงถือว่าเรามีสิทธิเสรีภาพอยู่และสิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย” ภาวิณี กล่าว

Reference
https://prachatai.com/journal/2017/03/70588
http://www.tnamcot.com/content/674921
http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1436791066

คำสั่ง คสช. ไม่ใช่กฏหมาย

Share.

About Author

Comments are closed.