ห้ามพูดเรื่องนิรโทษกรรมในเวทีปรองดอง แต่เขียนนิรโทษกรรมให้ตัวเองไว้ใน รธน.

0

ท่ามกลางวงถกเรื่องการเตรียมการสร้างการปรองดองที่เดินทางมาได้ใกล้ถึงจุดจบ ผู้เล่นสำคัญๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย นปช. และ กปปส. ได้เดินทางเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นในเวทีพูดคุยปรองดองจนครบถ้วนแล้ว มีหลากหลายประเด็นที่แต่ละผู้เล่นต่างหยิบยกเข้าไปนำเสนอในวงรับฟังความคิดเห็นที่ อำนวยความสะดวกโดยเจ้าภาพใหญ่คือ กระทรวงกลาโหม
เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปผ่านการตอบคำถาม คล้ายกับการทำข้อสอบตามโจทย์ที่ครูมอบให้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะมีคุณครูเป็นผู้ตรวจคำตอบอีกที ก่อนที่จะสรุปคำตอบของนักเรียนส่งให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ดู เพื่อออกแบบโครงสร้างการปรองดองต่อไป แต่ก็ไม่แน่ชัดนักว่า คุณครู และผู้อำนวยการที่ธงสำหรับคำตอบไว้มากน้อยเพียงใด
เพราะหลังออกจากห้องพูดคุย คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นก็จะเป็นตัวแสดงหลักที่จะออกมาบอกกับประชาชนว่า พรรคการเมืองแต่ละ กลุ่มทางการเมืองแต่ละกลุ่มเสนออะไรไว้บ้าง น้อยนักที่ประชาชนจะได้รับรู้รับทราบถึงกระบวนการพูดคุยภายใน เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้จัดการปรองดองไม่ต้องการให้เป็นเรื่องที่ถูกรับรู้ในทางสาธารณะ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ คำพูดของ พ.อ. พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งได้ระบุถึง กระบวนการปฏิบัติในการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในพื้นที่จังหวัดต่างว่า เพื่อเป็นการป้องกันการนำข้อมูลหรือข้อคิดเห็นในการประชุมทั้งของตนเองหรือผู้เข้าร่วมประชุมไปเผยแพร่ก่อนเวลาอันควร ซึ่งอาจจะเป็นการชี้นำความคิดเห็นให้กับกลุ่มอื่นๆหรือพื้นที่อื่นๆได้ ทางกอ.รมน. จึงได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้นำอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ทุกชนิดนำเข้าในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็น
แน่นอนจริงๆ หรือว่าสิ่งที่กำลังเดินหน้าไปนี้คือ กระบวนการสร้างความปรองดองจริงๆ เพราะตามหลักการแล้วการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนในสังคมต่างก็มองเห็นว่า หากยังปล่อยให้สังคมมีความขัดแย้งกันต่อไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น จึงพร้อมใจที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการปรองดอง ด้วยการถอยหลังออกมากันคนละก้าว และออกแบบกระบวนการที่มีความเป็นกลาง โดยเลือกบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายเข้ามาเป็นคนกลาง ในการจัดการปรองดอง และเปิดพื้นที่สาธารณะให้ทุกฝ่ายต่างได้พูดความจริงที่เกิดขึ้นในความขัดแย้งที่ฝั่งลึกมาอย่างยาวนาน พร้อมกับเสนอถึงความต้องการที่แท้จริง กระบวนการที่ทุกต้องควรจะออกมาในรูปแบบของการถกแถลง และเรียนรู้ร่วมกัน หาไม่กระบวนออกคำสั่งให้คนมาปรองดอง และปิดเรื่องราวต่างๆ เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
ประจักษ์ ก้องกีระติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เคยให้แง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองไว้ว่า
“การปรองดองที่แท้จริงไม่สามารถถูกบังคับยัดเยียดด้วยกฎหมายหรือคำสั่งใดๆมันต้องสร้างขึ้นมาในจิตใจของหมู่มวลสมาชิกในสังคม ผ่านกระบวนการที่ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน…”
เมื่อดูจากกระบวนการต่างๆ ที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับหลักการสร้างความปรองดองที่ถูกยอมรับอย่างเป็นสากล ฟันธงได้เลยว่า กระบวนการครั้งนี้เป็นเพียงแค่ การแสดงละครอีกหนึ่งฉาก ที่ คสช. เป็นผู้กำกับ เพื่อยืดระยะเดินสู่การเลือกตั้งออกไปอีก
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงการปรองดอง มีประเด็นหนึ่งที่มักจะถูกนำมาพูดถึง แม้ว่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักของกระบวนการ แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดหายไปเสียไม่ได้ นั่นคือ “การนิรโทษกรรม”
จำเป็นที่จำต้องเคลียร์กันให้เข้าใจเสียก่อนว่า การนิรโทษกรรม ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ดังภาพลักษณ์ที่โจมตีในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนในที่สุดถูกนำไปขยายผลต่อจนเกิดการทำรัฐประหารไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย แต่การนิรโทษกรรม คือการคืน ความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองโดยตรงจากการดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองหลายร้อยราย และส่วนใหญ่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
ในอีกแง่หนึ่ง การนิรโทษกรรม ถือเป็นทางลงของผู้กระทำผิดที่สำนึกผิดว่า สิ่งที่ตนเองไปทำไปนั้นไม่ถูกต้อง และไม่ควรจะเกิดขึ้น เช่นการยอมรับในความผิดพลาดในการสลายการชุมนุม หรือการกระทำต่างๆ ที่มีการใช้ความรุนแรง เมื่อสังคมเห็นว่าหากเอาผิดกันต่อไปรังแต่จะสร้างปัญหาให้สังคม การนิรโทษกรรม เพื่อให้ผู้คนในสังคมหันหน้ากลับมาอยู่ร่วมกัน พูดคุยกันบนกติกาประชาธิปไตยได้อีกครั้ง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่จะต้องยืนอยู่บนการสำนึกผิดอย่างแท้จริง และที่สำคัญคำขอโทษ จะต้องเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรจะได้ยิน หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ประโยชน์อะไรสำหรับการปรองดอง
แต่ที่ผ่านดูเหมือนว่าคำว่า นิรโทษกรรม จะเป็นของแสลงสำหรับ คสช. ก่อนหน้าที่จะการเริ่มต้นการพูดคุยปรองดองในวันแห่งความรัก 14 ก.พ. 2560 ทั้งพลเอกประวิตร และพลเอกประยุทธ์ ต่างออกมายืนกรานชัดเจนว่า ห้ามพูดเรื่องการนิรโทษกรรม แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด คสช. จึงหวาดกลัวการนิรโทษกรรมถึงเพียงนั้น
เพราะในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติไปนั้น กรธ. เองก็ได้เขียนนิรโทษกรรมให้ คสช. ไว้เบ็ดเสร็จเรียบร้อยทุกกระบวนการ อีกทั้งยังครอบคุมการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 หลังจากที่รัฐธรรมผ่านการลงประชามติไปแล้วด้วย
สำคัญที่สุดคือ หากพรุ่งนี้ คสช. จะเขียนคำสั่งขึ้นมาใหม่โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพื่อขอให้การเลือกตั้งเลือนออกไปอีก 5 ปี ก็ทำได้ โดยที่คำสั่งดังกล่าว แม้ว่าจะผิหลักการสักเพียง แต่จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกกระบวนการ
นี่น่ะหรือ คนไม่ชอบการ นิรโทษกรรม
Reference
https://prachatai.com/journal/2017/03/70432
http://themomentum.co/momentum-opinion-why-should-not-reconciliation

Share.

About Author

Comments are closed.