พฤษภาทมิฬรำลึก : เลือดเนื้อและคราบน้ำตาของการต่อต้านเผด็จการ(ตอน 1)

0

 

 

เมื่อย้อนอดีตกลับไป 25 ปี ที่แล้ว หลายคนอาจลืมไปบ้างแล้ว แต่อีกหลายคนก็ลืมไม่ลง เมื่อรัฐได้ใช้อำนาจเผด็จการป่าเถื่อนเข้าจัดการกับประชาชนของตัวเอง เพียงเพราะชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และจะสืบทอดต่ออำนาจของตัวเอง จนเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกขนานนามว่าเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” หรืออีกชื่อหนึ่ง “พฤษภาประชาธรรม”

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีมูลเหตุมาจากการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ด้วยเหตุผลของการรัฐประหารคือ รัฐบาลมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีความพยายามจะทำลายสถาบันทหาร โดยมีหัวหน้าคณะรัฐประหาร คือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ซึ่งภายหลังการรัฐประหารได้เลือกนายอานันท์ ปันยารชุน รักษาการนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

 

ภายหลังจากที่ร่างรัฐรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร และมีการเตรียมเสนอนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด

รัฐสภา จึงมีการเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นการตระบัดสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนได้รับฉายา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จากสื่อมวลชนในเวลาต่อมา และเนื่องจากก่อนหน้านี้ ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้

 

ในขณะที่พลเอกสุจินดา คราประยูร เพิ่งเร่ิมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีเสียงคัดค้านหน้าหู เริ่มตั้งแต่ในรัฐสภา ที่มีพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช.เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและเคยได้ประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ซึ่งในขณะนั้นสังคมไทยมีกระแส นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง) ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้ ถูกเรียกว่า “พรรคเทพ”(สื่อมวลชนเรียก) ซึ่งประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังธรรม,และพรรคเอกภาพ

 

ส่วนพรรคการเมืองที่ให้การสนับสนุนพลเอกสุจินดา (ซึ่งถูกเรียวว่าพรรคมาร ในเวลาต่อมา) ประกอบด้วย  5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม,พรรคชาติไทย,พรรคกิจสังคม,พรรคประชากรไทย,และพรรคราษฎร ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงปราบปรามประชาชน สังคมไทยมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง 5 พรรคการเมือง(พรรคมาร) ต่างเคยตอบรับเรื่องดังกล่าวมาก่อน แต่ในที่สุดก็หันกลับมาให้การสนับสนุนพลเอกสุจินดา  และอีกเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการชุมนุมของประชาชน คือ เห็นว่าเป็นการพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)

 

การต่อต้านของประชาชนเริ่มขึ้นเมื่อ มีการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา มีการอดอาหารของ ร้อยตรีฉลาด วรฉัตร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรม) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์, พรรคเอกภาพ, พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรมโดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

 

หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2535 และเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในบริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด มีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง

จากนั้นวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 00.30น. รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานีจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดนนทบุรี,ประกาศ ห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกัน และประกาศให้วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการ พร้อมกับปิดโรงเรียนในจังหวัดที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 3 วัน โดยให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลายการชุมนุมในเช้ามืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

เวลา 15.30 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤษภาคม ทหารได้(ควบคุมตัวพลตรีจำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่าง ๆ ขณะที่รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีก 7 คน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, นางสาวจิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงชุมนุมไม่เลิก และยังปรากฏข่าวรายงานการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในหลายจุดและเริ่มเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในคืนวันนั้นในบริเวณถนนราชดำเนิน

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มจักรยานยนต์หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เช่น การทุบทำลายป้อมจราจรและสัญญาณไฟจราจร

วันเดียวกันนั้นเริ่มมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ขณะที่สื่อของรัฐบาลยังคงรายงานว่าไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่สำนักข่าวต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็นและบีบีซีได้รายงานภาพของการสลายการชุมนุมและการทำร้ายผู้ชุมนุม หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยบางฉบับเริ่มตีพิมพ์ภาพการสลายการชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนเอกชนในประเทศ

ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ ด้วยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางในเขตตัวเมือง เป็นนักธุรกิจหรือบุคคลวัยทำงาน ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ในอดีต ซึ่งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นนิสิต นักศึกษา ประกอบกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารในครั้งนี้ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนี้จึงได้ชื่อเรียกอีกชื่อนึงว่า ม็อบมือถือ

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AC

http://www.oocities.org/thaifreeman/17may/may.html

 

Share.

About Author

Comments are closed.