ปฏิรูปตำรวจ เมื่อไหร่จะมีการปฏิรูปกองทัพบ้างละท่าน???

0

 

 

หลังจากที่มีการเสนอให้มีการปฏิรูปตำรวจ ตามแผนโรดแมปของรัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมา 3 ปี ก็พึ่งจะออกลูกกฎหมายมาจัดการปฏิรูประบบยุติธรรม โดยเน้นหนักไปที่ตำรวจ แน่นอนว่าเราเห็นปัญหาในองค์กรตำรวจมาหลายสิบปี และก็ได้แต่เชียร์ให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการแก้ไข ทั้งเรื่องการโยกย้ายซื้อขายตำแหน่ง การใช้อำนาจมิชอบ หรือจะเป็นการสืบสวนสอบสวนที่ชาวบ้านตาดำๆไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ฯลฯ เรื่องนี้เป็นแค่องค์กรตำรวจหรือไม่? คำตอบคงไม่ เพราะมันเลยไปถึงระบบราชการ องค์กรยุติธรรมอย่างศาล หรือแม้กระทั่งกองทัพ

ซึ่งหลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจัดการปฏิรูปตำรวจไทยโดยให้ทหารนั่งประธาน อย่าง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาทหารสูงสุดและมีกรรมการกว่า 35 คน สู่คำถามของเราๆท่านๆว่า เอาทหารมานั่งปฏิรูปตำรวจ จะทำได้สำเร็จหรือ? หลายคนก็ออกมาให้ความเห็นว่าจะปฏิรูปตำรวจต้องปฏิรูปทหารด้วย เช่น นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธาน นปช. กล่าวสรุปได้ใจความว่า การปฏิรูปตำรวจก็ควรจะให้ตำรวจเป็นหัวแถวในการปฏิรูป  ทุกองค์กรมีปัญหา ไม่ใช่แค่เพียงตำรวจ ทั้งทหาร ข้าราชการ และพรรคการเมืองหน่วยงานต่างๆ แม้กระทั่งภาคประชาชนเราก็ต้องปฏิรูปเช่นกัน และกล่าวต่อว่า ปัจจุบันตำรวจก็อยู่ภายใต้ทหารอยู่แล้ว  และแต่ละหน่วยงานก็มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง [1]

สู่การออกมาสวนกลับทันควันของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ว่ากกองทัพบกมีการปรับตัวเรื่อยมาตามลำดับเวลาในหลายๆด้าน ตั้งแต่ภารกิจทางการทหาร และภารกิจทหารที่ไม่ใช่สงคราม โดยเฉพาะบทบาทในการช่วยเหลือและพัฒนาประเทศ ….แม้ว่าภารกิจของทหารในภาวะปกติไม่ใช่การให้บริการในลักษณะสัมผัสตรงกับประชาชนเหมือนหลายๆองค์กร แต่ทุกหน่วยงานในสังกัดยังคงมีการปรับตัวให้แต่ละงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น[2] ต่อด้วยพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกวันนี้กองทัพมีการปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว จึงต้องย้อนถามนักการเมืองในครั้งนี้ เพราะความไม่สงบเรียบร้อยที่นักการเมืองก่อเอาไว้ ส่งผลให้กองทัพมีความจำเป็นต้องเข้ามาหรือไม่…”[3]

ทำไมกองทัพต้องปฏิรูป? คำถามสำคัญของปัญหา เพราะรัฐไทยได้ชื่อว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ ในสายตาของต่างชาติ ที่มีกองทัพเป็นใหญ่เหนือรัฐบาล หรือจะกล่าวได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยไทยเราก็มีทหารที่มาจากการรัฐประหารบริหารประเทศมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง[4] โดย ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้นำกองทัพดูจะถนัดในการใช้แนวคิดแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” หรือไม่ก็แสดงออกในลักษณะแบบ “ปฏิเสธรัฐ” เพราะมักจะถือเอาว่า กองทัพเปรียบเสมือนรัฐ และมีเสรีในการดำเนินการทางการเมืองของตนเอง แนวคิดแบบสุดโต่งเช่นนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการแทรงแซงทางการเมืองของทหาร จนเชื่อเอาเองว่ากองทัพสามารถจัดการเรื่องราวภายในของตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐบาล…”[5] ซึ่ง ดร.สุรชาติ ได้กล่าวว่าแนวคิดนี้สุดโต่ง และละเลยหลักการสำคัญ 3 ประการ[6] คือ

1)  กองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐบาล กองทัพไม่ได้ดำรงฐานะเป็นเอกเทศจากรัฐบาล และรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ            2)รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้แก่กองทัพในการดำเนินกิจกรรมทางทหารของประเทศ เพราะกองทัพเป็นองค์กรราชการหนึ่งของรัฐบาล

3)  ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม รัฐบาลมีฐานะเหนือกองทัพ เช่น หลักการของระบอบประชาธิปไตยคือ การควบคุมโดยพลเรือน หรือหลักการของระบอบคอมมิวนิสต์คือ พรรคคุมปืน (กองทัพ) หลักการของระบอบเผด็จการทหารคือ รัฐบาลควบคุมกองทัพ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักการพื้นฐานสำคัญของกองทัพต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมไทย มีการละเลย ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐซ้อนรัฐ ทหารไทยแทบไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับประชาชน มีการตั้งโรงพยาบาลของตนเอง มีศาลเป็นของตนเอง มีสาธารณูปโภคเป็นของตนเอง มีการศึกษาตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยแยกออกจากประชาขน ฯลฯ แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชนเลย มีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้ทหารไม่เข้าใจมิติการดำรงอยู่ของประชาชน การสั่งการของทหารจากบนลงล่างตามสายบังคับบัญชา แต่สำหรับประชาชนมีความหลากหลายว่า และมีวิถี ประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

 

สิ่งเดียวที่ยังมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนคือ เงินงบประมาณทหาร ที่ยังเอาจากภาษีประชาชน ซึ่งตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ที่ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย งบประมาณทหารพุ่งขึ้นสูงเกือบเท่าตัว จากปี 2549 ที่งบประมาณอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท มาปี 2560 พุ่งสูงกว่า 220,000 ล้านบาท[7] เหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงการขึ้นครองอำนาจในฐานะรัฐบาลผู้บริหารประเทศจากการรัฐประหาร ที่มีการส่งเหล่าทหารไทยเข้าควบคุมกระทรวง ทบวง กรม ที่มีงบประมาณบริหารได้อย่างสบายใจ ซึ่งปีนี้ก็จัดงบประมาณบริหารประเทศไปกว่า 2.8 ล้านล้านบาท

จากข้างต้น การปฏิรูปกองทัพจึงมีความจำเป็นไม่น้อยกว่าการปฏิรูปตำรวจ และด้วยขนาดองค์กรขนาดใหญ่ของทหารที่โตวันโตคืน มีภาวะรัฐซ้อนรัฐ จนไม่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ จากการละเมิดหลักมนุษยชน จับคนเห็นต่างเข้าคุก ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นอารยะ การปฏิรูปกองทัพยิ่งมีความจำเป็นยิ่งขึ้น เมื่อกล่าวถึงเรื่องภายในตัวเองทัพเอง ที่อยู่เป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่มีความโปร่งใส มีผลประโยชน์มหาศาล สู่การคอร์รัปชั่นขนาดมหึมา ซึ่งเราๆท่านๆก็รู้กัน(บริหารประเทศมา 3 ปี ทำอะไรไปบ้าง ขนาดทักษิณยังอาย.http://www.ispacethailand.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/12748.html)  กล่าวมาเพียงเท่านี้ ยังไม่สมควรปฏิรูปกองทัพอีกหรือ???

[1] เวปไซต์ประชาไท.จตุพรแนะอย่าปฏิรูปแต่ตำรวจต้องทหารด้วย “โฆษกทบ.” สวนกลับกองทัพปฏิรูปตนเองตลอด.http://prachatai.org/journal/2017/07/72334.ลงวันที่ 10 ก.ค.60.ค้นวันที่ 11 ก.ค.60

[2] อ้างแล้ว.

[3] อ้างแล้ว.

[4] http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1432287878

[5] สุรชาติ บำรุงสุข.บทความสุรชาติ บำรุงสุข:พ.ร.บ.กลาโหมใหม่; รัฐซ้อนรัฐในการเมืองไทย!.https://prachatai.com/journal/2008/02/15747.ลงวันที่ 13  ก.พง 51.ค้นวันที่ 10 ก.ค.60.

[6] อ้างแล้ว

[7] ทำรัฐประหารกำไรดีนะ : งบยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ปี 61 เพิ่มจากปีก่อนกว่า 30% จาก 2.11 แสนล้าน เป็น 2.73 แสนล้าน

http://www.ispacethailand.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/12483.html.ลงวันที่ 9 พ.ค.60.ค้นวันที่ 10 ก.ค.60

Share.

About Author

Comments are closed.