700 บาทต่อวัน ความฝันอันเลือนลางของแรงงานไทย

0

เมื่อเรากล่าวถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ หากมองในมุมแรงงานก็ช่างน้อยนิดเหลือเกินในสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นทุกวันนี้ งานก็หาทำได้น้อย(เลือกงานแทบไม่ได้)  ทำให้ยอมรับสภาพกับค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบังคับให้นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้าง ในขณะที่ในมุมมองนายจ้างก็อยากให้ค่าแรงขั้นต่ำเข้าไว้ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของตัวเองมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง และได้กำไรเพิ่มมากขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิต

ในขณะที่มุมมองของรัฐที่เป็นตัวกลาง ก็มองสองภาพใหญ่คือ เข้าใจสภาพแรงงานไทยที่ได้รับ ดังนั้นนโยบายปรับขึ้นค่าแรงจึงเป็นเรื่องหนี่งที่เอาใจแรงงานได้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ ไหนจะมีแรงงานต่างด้าวที่ไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยบางส่วนอีก แต่ในขณะเดียวกันหากรัฐเอาใจแต่ลูกจ้าง เหล่านายจ้างก็จะรวมตัวออกมาโวยรัฐอีกว่าปล่อยให้ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มมากขึ้น หรือไม่ทำตามนโยบายของรัฐบาล และก็จะไม่เป็นการจูงใจให้เหล่าบริษัทต่างประเทศอยากเข้ามาลงทุนในไทย ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เป็นผลให้รัฐบาลเสมือนร่วมมือกับนายจ้างในการกดค่าแรงลูกจ้างด้วยการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ดูให้ต่ำกว่าเข้าไว้ วงจรค่าแรงขั้นต่ำเช่นนี้ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจประเทศไทยเรื่อยมา

ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล่ำที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศไทย ที่จากการในปี 2559 ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซีย และอินเดีย ขยับขึ้นจากอันดับที่ 11 ของโลกในปี 2558 ใน 5 ปีที่ผ่านมา คน 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศรวมกัน มหาเศรษฐีระดับพันล้านในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 5 คนในปี 2551 เป็น 28 คนในปี 2558 แต่คนไทย 10% หรือประมาณ 7 ล้านคนยังมีชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจน ในชั่วโมงทำงานที่เท่ากัน โดยเฉลี่ยผู้ชายจะได้ค่าตอบแทน 100 บาท ผู้หญิงได้ค่าตอบแทน 87 บาท โอกาสของลูกคนที่มีรายได้น้อยจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยต่างจากคนอื่น 19 เท่า และการกดค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในราคา 300 บาทต่อวัน ในไทยปัจจุบันจึงเป็นเสมือนหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

อัตราค่าแรงขั้นต่ำต่อวันที่แท้จริงรายจังหวัด
ภาพที่ 1 อัตราค่าแรงขั้นต่ำต่อวันที่แท้จริงรายจังหวัด ที่มา http://thaipublica.org/wp-content/uploads/2016/11/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1.png
เพราะการกดค่าแรงให้ต่ำให้ต่ำเข้าไว้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม? สมมติฐานเช่นนี้ คงได้ประจักษ์แล้วในประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้รูปแบบแบบทุนนิยม และหากย้อนกลับไปดูถึงการปรับค่าแรงขั้นต่ำนับต้องแต่อดีตถึงปัจจุบันแน่นอนว่ามีสภาพที่ขึ้นลงเรื่อยมา จนในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ได้ออกเป็นนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทุกจังหวัด และได้ปฏิบัติใช้จริง จนทำให้กราฟ(ภาพที่ 1) ในช่วงที่นโยบายนี้ถูกปฏิบัติจริง ซึ่งก็ถูกใจลูกจ้าง แต่ก็ถูกขัดขวางจากนายจ้างไม่น้อย แต่สุดท้ายนโยบายนี้ก็ออกมาซึ่งเป็นผลดีกับลูกจ้าง
แต่ก็มีบางฝ่ายอย่างกลุ่มคณะกรรมการสมานฉันท์งานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายแรงงาน และทำงานด้านปกป้องสิทธิของแรงงานไทย มองว่าการปรับค่าแรงของรัฐบาลย่ิงลักษณ์ยังน้อยไป เพราะจากการปรับขึ้นเพียงแค่ 300 บาท นั้นไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพที่แรงงานได้รับ ดังนั้นขอปรับเป็น 360 บาท(การอ้างอิงจากผลสำรวจค่าครองชีพแรงงานในกรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑลของคสรท. ซึ่งพบว่าแรงงาน 1 คนมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภครวมแล้ววันละ 360 บาท ซึ่งปัจจุบันแม้ค่าน้ำมันลดลง แต่ค่าครองชีพสูง ทำให้ค่าจ้างวันละ 300 บาทไม่พอใช้จ่าย ทุกวันนี้แรงงานต้องทำโอที จึงจะมีเงินพอใช้จ่ายเลี้ยงตนเองและครอบครัว) เพื่อสะท้อนความเป็นจริงในสภาพเศรษฐกิจ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) พร้อมด้วยเครือข่ายแรงงาน ได้แถลงข่าว ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 61 ในอัตราเดียวกันทั่วประเทศพร้อมจี้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด และบอร์ดค่าจ้าง บอกไม่มีประโยชน์ห่วงรัฐบาลอุ้มแต่นายจ้าง โดยระบุค่าจ้างปัจจุบันควรอยู่ที่ 600-700 บาทนั้น ด้วยเหตุผลจากการสำรวจความคิดเห็น พบว่าลูกจ้าง 1 คนต้องมีความรับผิดชอบดูแลครอบครัวอีก 2 คน รวมทั้งหมด 3 คนต้องมีค่าแรงตกวันละ 567.79 บาท แต่หากเลี้ยงดูเพียงตัวเองคือ ลูกจ้าง 1 คนต้องมีค่าแรงขั้นต่ำที่ 348.49 บาท จึงจะเพียงพอต่อค่าครองชีพ แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อและสถานการณ์ปัจจุบันจึงคาดการณ์ว่าหากต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก 2 คน
สาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน คสรท.
ซึ่งการออกมาแถลงข่าวของกลุ่มเครือข่ายแรงงานข้างต้น ด้วยการอ้างตัวเลขกว่า 700 บาท เกิดเป็นกระแสในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะทั้งภาครัฐกระทรวงแรงงาน ก็ได้ออกมาโต้เรื่องดังกล่าวทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ การปรับค่าจ้างจะต้องอยู่บนความเป็นจริง ต้องพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ การพิจารณาค่าจ้างเป็นระบบไตรภาคี มีอนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดรวบรวมข้อมูล ปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งระบบไตรภาคีมีกฎหมายกำหนดไว้จะให้ยกเลิกไปใช้วิธีอื่นไม่ได้ โดยในปีนี้ยังใช้สูตรการพิจารณา 10 รายการ เหมือนปีที่ผ่านมา อาทิ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต แต่จะครอบคลุมมากขึ้น ส่วนภาคธุรกิจซึ่งนำโดยสภาอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ เพราะหากคิดรวมรายเดือนเท่ากับเกือบ 20,000 บาทต่อเดือน(700 บาทต่อวัน) สูงกว่าค่าจ้างแรงงานผู้ที่จบปริญญาตรีที่มีอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนายจ้างอาชีพบริการ

ภาพสะท้อนของวงจรการกดค่าแรงขั้นต่ำในสังคมไทยยังคงเป็นไปในทิศทางที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจมากกว่าภาคแรงงาน การออกมาขอขึ้นค่าแรงของแรงงานเปรียบเสมือนของแสลงของรัฐและภาคธุรกิจ ดังนั้นภาพความเหลื่อมล้ำยังคงดำเนินต่อไป การกดขี่แรงงานยังคงดำรงต่อไป ภาพฝันของแรงงานไทยที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคงไม่ได้เกิดขึ้น ยังคงแปรผกผันกันเสมอระหว่างค่าแรงกับค่าครองชีพ และแรงกายของแรงงานที่ต้องเสียไปเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าจากการกดขี่แรงงานและเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ของคนรวยภาพใต้แรงงานไทย…

 

Share.

About Author

Comments are closed.