เปิดคำวินิจฉัยเสียงข้างน้อยยกฟ้องคดีรับจำนำข้าว ไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงไม่ถือเป็นความผิด

0

pasted image 0

เปิดคำวินิจฉัยของตุลาการศาลลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  นายศิศล พิรุณ ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่เห็นควรยกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีจำนำข้าว โดยระบุไม่มีมูลเหตุจูงใจให้เกิดความเสียหาย และ ไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าการทุจริตการระบายข้าว และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพียงอย่างเดียวยังไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายที่กล่าวอ้าง 2 ฉบับ

 

โดยศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ให้จำคุก 5 ปี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีความผิดในเรื่องระบายข้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการรับจำนำข้าว โดยองค์คณะผู้พิพากษา มีมติ 8 ต่อ 1 เสียง โดยเสียงข้างน้อย 1 เสียงคือ นายพิศล พิรุณ มีความเห็นยกฟ้อง โดยความเห็นในการวินิจฉัยยกฟ้องคดีนี้ มีทั้งสิ้น 13 หน้า

คำวินิจฉัยส่วนตน นายพิศล พิรุณ

โดยสาระสำคัญของคำวินิจฉัยของตุลาการศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  นายศิศล พิรุณ เสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวในคณะตุลาการนั้น อยู่ในหน้าที่ 11 ซึ่งระบุถึงปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฟ้องว่า การบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของจำเลยในฐาะนะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และการที่จำเลยไม่สั่งระงับโครงการฯ หลังจาก ป.ป.ช.หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเห็นว่าผลการดำเนินโครงการฯ ประสบภาวะขาดทุนนั้นเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

 

โดจโจทย์ได้ระบุกฎหมายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดมาสองฉบับ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ หรือ ใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติ หรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวางโทษ…”

2

 

สำหรับมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็บัญญัติทำนองเดียวกันว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบันหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวางโทษ…”

ซึ่งเห็นว่า จากถ้อยคำในตัวบททั้งสองมาตรา ที่โจทย์ประสงค์ให้ลงโทษดังกล่าว  การกระทำผิดที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งสองมาตรานั้น นอกจากผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและต้องมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ผู้กระทำยังต้องมีมูลเหตุชักจูงใจหรือมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย

กล่าวคือ  ลำพังการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่ถือว่าเป็ฯความผิดตามกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าว หากจำเป็นความผิดข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า ผู้กระทำมีมูลเหตุชักจูงใจ หรือมีเจตนาพิเศษเพื่อจะให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายด้วย หรือมิฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็ต้องเป็นไปเพื่อแสวงหา ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำ “โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1)  ซึ่งมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษทั้งสองกรณีดังกล่าว ผู้กระทำต้องประสงค์ต่อผลเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยตรง หรือมุ่งแสวงหาประโยน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยตรง มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งผู้ใด หรือเล็งเห็นว่าน่าจะมีเจตนาทุจริตเท่านั้น

 

คดีนี้จากทางไต่สวน  โจทย์นำสืบว่า โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตทุกขั้นตอนโดยเฉพาะขั้นตอนการระบายข้าว แต่ไม่ปรากฎว่ามีพยานหลักฐานใดที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากการทุจริตในการระบายข้าวดังกล่าว แม้ได้ความจากคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 หมายเลขดำ อม.1/2559 หมายเลขแดงที่ อม.178/2560 หมายเลขแดง อม.179/2560 ว่ากลุ่มของบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 10 ในคดีดังกล่าว ไดรับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทำโดยทุจริตจากขั้นตอนระบายข้าว แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดที่พอจะชี้ให้เห็นว่าเป็นการทุจริตของบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด นั้นจำเลยมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือเหตุที่จำเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวตามที่โจทย์ฟ้องเป็นเพราะจำเลยต้องการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด

 

ส่วนที่โจทย์นำสืบว่าเคยมีรูปของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎอยู่ในภาพการเดินทางไปเยือนฮ่องกงของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร  พี่ชายจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จะมีเหตุการณ์ตามภาพเช่นนั้นจริง ก็ยังไม่เป็นหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายอภิชาติถึงขั้นยอมเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งมีนายอภิชาติเป็นผู่ก่อตั้ง เพราะจากทางไต่สวนไม่ปรากฎพยานหลักฐานใดที่ส่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หรือนายอภิชาติดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายใ้หแก่กลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หรือนายอภิชาติ การละเว้นไม่ยับยังโครางการรับจำนำข้าวเปลือกของจำเลยตามฟ้อง

3

จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

 

ส่วนผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว แม้จะฟังว่าก่อให้เกิดความเสียหายมากมายดังที่โจทย์ฟอ้ง หรือฟังว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดังที่จำเลยสู้ ก็ไม่ใช่สาระที่จะต้องนำมาพิจารณาว่าจะเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพราะเหตุผลของโครงการฯ ไม่ใช่องค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายที่โจทย์ฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษ จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำเป็นต้องพิเคราะห์ว่า การดำเนินโครงการหรือการไม่ยับยังโครงการฯ ของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และไม่จำเป็นต้องพิเคระาห์ข้อต่อสู้อื่นของจำเลย เช่นเรื่องอำนาจฟ้อง หรือเรื่องเขตอำนาจศาล เช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลของคีดเปลี่ยนแปลง จึงวินิจฉัยยกฟ้อง

 

Share.

About Author

Comments are closed.