“นายกฯ คนนอก” ผีที่กำลังจะกลับมาหลอกหลอนประชาธิปไตยไทย

0

 

เมื่อเรากล่าวถึงวิวัฒนาการประชาธิปไตยไทยที่ตั้งตัวมาได้กว่า 85 ปี ที่เริ่มตั้งแต่การปฏิวัติของคณะราษฏรเมื่อปี 2475 สภาวการณ์ก็ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ผ่านการเลือกตั้งมีนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ มีการรัฐประหารโดยทหาร มีการฉีกรัฐธรรมนูญไม่รู้กี่ฉบับ มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากผู้มีอำนาจและประชาชน มีการคอร์รัปชั่น วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยมา แต่ประชาธิปไตยไทยก็ดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ปัจจุบันจะยังตั้งตัวไม่ได้ และทหารก็ยังปกครองประเทศอยู่ก็ตาม

 

แต่คำว่าการเลือกตั้งก็ไม่ได้หายไปไหน รัฐสภาก็ไม่ได้หายไปไหน และการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยก็ยังไม่ได้หายไปจากประเทศไทยแค่บางครั้งที่สะดุดไป และพัฒนาการประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยยังได้พัฒนาไปอีกขั้นเมื่อเรายังมีการคุยกันเรื่อยมาว่า กระบวนการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร กระบวนการได้มาซึ่งตัวแทนเป็นอย่างไร และกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเป็นอย่างไร

 

แน่นอนว่าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย ตลอด 85 ปี เรามีประชาธิปไตยที่เปราะบางมาก มีการรัฐประหารกว่า 13 ครั้ง หรือคิดเฉลี่ยจะเกิดขึ้นทุก 6.5 ปี มีนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในเงาทหาร 11 คน และนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีก 5 คน

 

นายกรัฐมนตรีที่อยู่ในเงาทหาร 11 คน

ได้แก่ 1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีหลังปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน 2475 2. พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ฉายา “เชษฐบุรุษประชาธิปไตย” รัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476 3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลัง “คณะทหารเเห่งชาติ” รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เเละ 6 เมษายน 2491 4. นายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี หลังรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 5. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501 6. จอมพลถนอม กิตติขจร หลังรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 7. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 8. พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 9. นายอานันท์ ปันยารชุน รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 10. พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 11. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชารัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

นายกรัฐมนตรีคนนอก 5 คน

โดยหากพิจารณา “ที่มา” ของนายกรัฐมนตรี ที่เข้าข่ายเป็น “คนนอกรัฐสภา” ที่ผ่านมา มี 5 คน ดังนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พลิกบทบาทจากหัวหน้าเสรีไทย-นักการทูต ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมติสภาผู้แทนราษฎร แต่งตั้ง 17 กันยายน 2488 ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก-คนแรก” ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนทั้งประเภทเลือกตั้งและประเภทแต่งตั้ง

คนที่ 2 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก” หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศพร้อมพันเอก ณรงค์ กิตติขจร และครอบครัว

คนที่ 3 พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ด้วยการ “หยั่งเสียง” ของสภาผู้แทนราษฎร หลังจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออก พล.อ. เปรม อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 3 สมัย 8 ปี โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมาก “เชิญ” ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

พล.อ. เปรม ปฏิเสธเทียบเชิญเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก” สมัยที่ 4 ด้วยประโยคทองทางการเมืองว่า “ผมพอแล้ว” เมื่อ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย นำคณะนักการเมืองเสียงข้างมากเข้าคารวะและยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้

คนที่ 4 พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ถือเป็น “คนนอก” ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วย “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง และลั่นวาจา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” หลังนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ชนะการเลือกตั้ง แต่สะดุดเก้าอี้เพราะบัญชีดำ-ไม่มี “วีซ่า” เข้าประเทศสหรัฐฯ ทำให้ พล.อ. สุจินดา ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจจาก พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ

คนที่ 5 นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังคณะ รสช. ยึดอำนาจ 2 สมัย ในสมัยแรก นายอานันท์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ. สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะปฏิวัติยุค รสช.

สมัยที่ 2 หลังเลือกตั้งทั่วไป มีนาคม 2535 เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” และ พล.อ. สุจินดา ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะถูกคัดค้านจากกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเป็นนักศึกษาและชนชั้นกลาง หรือ “ม็อบมือถือ” เมื่อชื่อ พล.อ.อ. สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ถูกนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แปลงสารเป็นชื่อ “อานันท์ ปันยารชุน” แทน

ข้อมูลจาก https://thaipublica.org/2016/09/thailand-election2560-3/ 

 

หากย้อนดูตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากรัฐธรรมนูญทั้งหมด 19 ฉบับของ มีเพียง 4 ฉบับที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2517, ฉบับปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535, ฉบับปี 2540 และ ฉบับปี 2550 เท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนทำให้การมี ‘นายกฯ คนนอก’[1]

จะเห็นได้ว่าปัญหาของประชาธิปไตยไทย ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนไม่สามารถเลือกผู้แทนของตนเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้(ปกติ ส.ส.เป็นคนเลือกคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และโดยปกติพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากมักจะได้จัดตั้งรัฐบาลและเลือกส.ส.บัญชีรายชื่อคนที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี)  และเราก็มักคุ้นชินกับมัน แต่ในเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งมีการชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพราะตอนรัฐประหารบอกว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับมาเป็นอ้างว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ  และหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของผู้ชุมนุม คือนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง หลังจากชัยชนะของผู้ชุมนุมครั้งนั้น มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

 

กระทั่งเราได้นายกรัฐมนตรีอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา,นายชวน หลีกภัย,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ,และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ล้วนแล้วมาจากการเลือกตั้ง ก่อนจะพังทลายลงหลังการรัฐประหารปี 2549 กระบวนการพังทลายได้เริ่มก่อนหน้านั้น เมื่อกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย(เสื้อเหลือง) เสนอมาตรา 7 เนื้อหาสำคัญคือ นายกพระราชทาน ซึ่งก็ถูกมวลชนคัดค้านในที่สุด การรัฐประหารปี 2549 เราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากเงาทหาร อย่างพล.อ.สุรยุทธ์ จุฬานนท์ กระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ยังบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งอย่างนายสมัคร สุนทรเวช,นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะพังทลายลงอีกครั้งด้วยการรัฐประหารเมื่อปี  2557 และก็เข้าสู่ยุคทหารที่ปัจจุบันที่ปกครองประเทศกว่า 3 ปี 6 เดือนแล้ว

1

ผีนายกฯคนนอกก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยอีกแล้ว เมื่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานนั้น ได้เสนอเปิดทางให้มีนายกฯคนนอกได้ โดยมาตราที่ 272 บัญญัติว่า “ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

สรุป[2] คือ

1) ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา

2) รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้

3) ส.ส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คนเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน

4) หลักการที่เปิดช่องให้มี ‘นายกฯ คนนอก’ ได้ตามมาตรา 272 น่าจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึงได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่ว่าจะเลือกตั้งกันอีกกี่ครั้งก็ไม่อาจนำมาตรา 272 มาใช้เพื่อตั้งนายรัฐมนตรีจากนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้อีกแล้ว

ข้างต้นเพื่อชี้ให้เห็นกระบวนการอันแยบยลของคณะรัฐประหาร นักการเมืองลากตั้ง และเนติบริกรในยุคปัจจุบัน เพื่อที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งที่เคยถูกปิดตายไปเมื่อปี 2535

3

แต่ก็ไม่พ้นกระบวนการที่เป็นประชาธิไตยมวลชนและนักการเมือง ที่ออกมาต่อต้านแนวความคิดดังกล่าวของนายมีชัย ฤชูพันธ์ ประธานร่างฯ  เพราะเป็นการถอยหลังเข้าคลองของระบอบประชาธิปไตยไทย ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายนักวิชาการ และกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ซึ่งกระบวนการนี้พยายามให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนี้ และหัวหน้าคณะรัฐประหาร สืบทอดอำนาจออกไปอีก โดยเป็นประเด็นที่นักการเมืองที่เคยมาจากการเลือกตั้งเห็นด้วยว่าจะต้องคัดค้านและไม่ให้กฎหมายฉบับนี้คลอด ถึงขนาดมีความเป็นไปได้รวมกันของสองพรรคใหญ่ เพื่อสกัดนายกฯ คนนอก แต่ต้องรอดูอนาคตว่า ผีนายกฯคนนอกจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? และหากเกิดขึ้นจริงจะเกิดความขัดแย้งสูงเท่าใด น่าติดตามในอนาคต…

[1] https://www.ilaw.or.th/node/4068

[2] https://www.ilaw.or.th/node/4068

Share.

About Author

Comments are closed.