จะเลือกตั้งแล้ว หาเสียงหน่อย: เทงบช่วยคนจน 5.3 ล้านคน แจกหัวละ 200  เพิ่มจากเดิม 500 บาท

0

 

เห็นใครหลายคนชอบด่านโยบายประชานิยมของ “รัฐบาลทักษิณ” หรือรัฐบาลที่ถูกเรียกว่า “นอมินีทักษิณ” จนถูกสถาปนาเป็นระบอบทักษิณที่ผิดบาปไปเรียบร้อยแล้ว ว่าเป็นส่ิงไม่ดี มอมเมาประชาชน และทำให้เศรษฐกิจของประเทศล่มจม ก็อดนึกไม่ได้ว่าแล้วที่รัฐบาลทหารปัจจุบันทำอยู่เรียกว่าระบอบอะไร เพราะน่าจะแย่กว่าระบอบทักษิณ ผ่านการสร้างนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทหารที่กำลังจะผันตัวเป็นนักการเมือง

11

แต่คำหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในยุคนี้ให้เราได้ยินบ่อยครั้ง คือ “นโยบายประชารัฐ” คือ นโยบายที่ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาล เอกชน และประชาชนทั่วไป ผ่านการเอื้อให้บริษัทเอกชนใหญ่ๆในประเทศมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย มีนโยบายลด แลก แจก แถม ให้กับบริษัทเอกชนไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นลดภาษี จัดสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) และจัดการกับประชาชนไม่ให้ออกมาต่อต้าน ผ่าน ม.44 หรือจะใช้ในทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

 

ในทางหนึ่ง หากนโยบายประชานิยม คือ การออกแบบนโยบายเพื่อให้พรรคการเมืองของนักการเมือง หรือคนออกนโยบายนั้นๆเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป การดำเนินการของรัฐบาลทหารปัจจุบันก็คงเป็นประชานิยมในรูปแบบหนึ่งและผสานกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ให้สัมภาษณ์ว่าตัวเองก็เป็นนักการเมืองไม่ใช่ทหารแล้ว(เหมือนจะพูดกลายๆว่าจะลงสนามการเมืองในสภาในสมัยหน้าหลังเลือกตั้ง) ที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งในปลายปี 2561 หรือช้าสุดคือ ต้นปี 2562

22

นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ นโยบายประชานิยมแบบทหาร หรือที่อยู่ในข่ายนโยบายประชารัฐ ที่เป็นนโยบายที่คัดเลือกคนจนให้ได้สิทธิที่รัฐจัดสรรให้ โดยคัดเลือกด้วยเงื่อนไขว่าต้องมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี และ 100,000 บาทต่อปี ต่ำกว่าเส้นความยากจน/สูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งสามารถนับคนไทยเข้าสู่บัตรนี้ได้กว่า 11.67 ล้านคน โดยจะได้รับเงินรายเดือนจากรัฐสำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 200-300 ต่อเดือน แก็สหุงต้ม 45 บาท ค่าเดินทางรถเมล์/รถไฟฟ้า 500 บาท ค่ารถ บขส.500 บาท ค่ารถไฟ 500 บาท [1]

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดูดีสำหรับนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ต้องแลกมาด้วย

1.) การที่คุณถูกตราหน้าว่าคือคนจนผ่านการมีหลักฐานเป็นบัตรสวัสดิการคนจน ซึ่งอาจมีการเลือกปฏิบัติโดยรัฐได้ในการดูแลพลเมืองผ่านการขีดเส้นของรัฐว่าต้องดูแลขณะที่อาจกีดกันกลุ่มพลเมืองอื่นออกไป

2.) การที่รัฐใช้เงินไม่คุ้มค่าจากการจัดทำบัตรที่มีค่าใช้จ่ายตกใบละกว่า 35 บาท ซึ่งอาจไม่คุ้มค่า ในขณะที่คนไทยทุกคนมีบัตรประชาชน ทำไมไม่ผูกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับบัตรประชาชน?

3.) มีการยกเลิกสวัสดิการรถเมล์-รถไฟฟรี ซึ่งกีดกันคนที่ไม่มีบัตรดังกล่าวออกไป ในขณะที่ก่อนหน้านั้นใครก็ตามก็สามารถโดยสารฟรี

4.) การที่จะสามารถใช้บัตรได้ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต้องผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งอาจเข้าไปสู่กระเป๋าของเอกชนรายใหญ่ไม่กี่รายหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ผลิตสินค้าไม่กี่รายที่เข้าร่วมกับโครงการประชารัฐ(มีการประเมินว่าอาจเข้ากระเป๋าเอกชนจากโครงการนี้กว่า 50,000 ล้านบาท[2]

5.รัฐมีกลไกใดในการคัดกรองผู้ที่สมควรได้รับสิทธิ์ เพื่อให้สวัสดิการเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดและมีการรั่วไหลน้อยที่สุด

33

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ,โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ,ภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ

 

ขณะที่นโยบายดำเนินการรไปด้วยงบประมาณประเทศกว่า 40,000 ล้านบาท ล่าสุด รัฐบาลประกาศนโยบายนี้ เฟส 2 เพิ่มวงเงินลงไปอีก 35,679.09 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. งบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับบริหารจัดการ 2,999.17 ล้านบาท
  2. งบประมาณสำหรับโครงการเพื่อรองรับมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต 18,807.41 ล้านบาท
  3. งบประมาณสำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด 13,872.51 ล้านบาท

โดยนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า นโยบายนี้ เฟส 2 มีทั้งหมด 34 โครงการ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ

  • โครงการด้านการมีงานทำ 5 โครงการ
  • โครงการฝึกอบรมและการศึกษา 10 โครงการ
  • โครงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 11 โครงการ
  • โครงการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน 8 โครงการ

 

เป็นความร่วมมือของ 13 หน่วยงานคือ 6 กระทรวง 3 ธนาคาร 2 กองทุน และ 2 หน่วยงาน ซึ่งในส่วนของโครงการรสำคัญ เช่น การจัดหางานในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงแรงงาน โครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพเพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยกระทรวง พาณิชย์ โครงการตลาดประประชารัฐ โดยกระทรวงมหาดไทย ส่วนโครงการฝึกอบรมและการศึกษามีโครงการสำคัญ เช่น โครงการฝึกอาชีพเร่งด่วนอเนกประสงค์ โครงการช่างชุมชน ฯลฯ ซึ่งหากคนจนรายใดวางแผนชีวิตให้หากเข้าโปรแกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตจะได้รับเงินสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือรายเดือนเพิ่มอีกเดือนละ 300 บาท จากเดิม 200 บาท เป็น 500 บาท สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี และเพิ่มอีก 100 บาท สำหรับคนมีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี หวังให้คนจน 5.3 ล้านคนพ้นจากเส้นความยากจน[3]

 

จะเห็นได้ว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำงานกับคนจนของประเทศ และสร้างผลเสียให้เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว และหนำซ้ำไม่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม น่าคิดว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสนามการเมือง นี้เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าหรือไม่ ในช่วงที่ตนเองเป็นรัฐบาลและมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการทำอะไรก็ได้ ผ่านงบประมาณของประเทศ แถมยังมีการแช่แข็งพรรคการเมืองอื่นๆไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองอีกด้วย หากสมมติว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าพรรคทหารในปัจจุบันและได้เป็นรัฐบาล คงได้เปรียบไม่น้อย ทั้งได้แช่แข็งพรรคอื่นๆ และหาเสียงอยู่คนเดียว บวกกับเป็นรัฐบาลที่สามารถใช้เงินของประเทศได้อีก อะไรจะดีไปกว่านี้…สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

[1] หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค ๐๔๑๒.๔/๑๔๕๔๘ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

[2]https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/67018

[3] https://www.thairath.co.th/content/1173275

Share.

About Author

Comments are closed.