โลกเก่า VS โลกใหม่ ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

0

 

 

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา มีงานปาฐกถาพิเศษวันคล้ายวันเกิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีองค์ปาฐก คือ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มีมาปาฐกถาในหัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” เนื้อหาในความสำคัญ คือ ความพยายามเข้าใจเนื้อแท้ของสังคมไทย ความขัดแย้งในสังคมไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผสานกับการสร้างวาทกรรมคนดี-เลว ของฝ่ายโลกเก่าอนุรักษ์นิยมและฝ่ายโลกใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพราะสิ่งดีงามรออยู่ในอนาคต

เสกสรรค์-ปรพเสริฐกุล2-728x485

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,ที่มาภาพ มติชนออนไลน์

หากจะเอาเนื้อหาทั้งหมดมาให้ผู้อ่านๆก็คงเยอะเสียเกินไป (แต่ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มอ่านได้ที่ https://waymagazine.org/puey_talk16/) วันนี้ขอสรุปสิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะช่วยเราวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ผ่านการอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองที่หยั่งรากลึกตลอด 10 ที่ผ่านมา ว่าเป็นการปะทะกันระหว่างโลกเก่ากับโลกใม่ และวาทกรรมคนดี-เลว

 

โลกเก่า VS โลกใหม่ / ฝ่ายอนุรักษ์นิยม VS ฝ่ายก้าวหน้า/คนดี VS คนเลว

 

โดย ดร.เสกสรรค์ ได้บรรยายพื้นฐานของสังคมไทยว่า “…ในความเป็นจริงของสังคมไทย เราไม่ได้มีพฤติกรรมที่ rational ขนาดนั้น ตลอด 10 กว่าปีมานี้บ้านเมืองของเราตกอยู่ในความขัดแย้งในระดับที่ไม่มีใครฟังใคร และความขัดแย้งทางความคิดก็นับเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราปรองดองกันได้ยาก…”

 

แต่ลำพังแค่พฤติกรรมที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของคนในสังคมไทยที่นำไปสู่ความขัดแย้งนั้น ยังได้แบ่งคนเป็นสองกลุ่มใหญ่ในสังคมอีกด้วยที่พร้อมจะฟาดฟันกันตลอดเวลา ดังที่ ดร.เสกสรรค์ บรรยายว่า “…เฉพาะหน้าเราอาจจะแบ่งชุดความคิดที่ขัดแย้งกันได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ แนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมกลุ่มหนึ่ง กับแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้าอีกกลุ่มหนึ่ง อันที่จริงการแบ่งกลุ่มความคิดเช่นนี้นับว่ากว้างมาก เพราะในแต่ละกลุ่มใหญ่ยังมีกิ่งก้านสาขามากมาย นอกจากนี้ยังมีระดับเข้มข้นหรือเจือจางแตกต่างกัน…”

 

ดร.เสกสรรค์ ยกตัวอย่าง ระบุถึงกลุ่มคนไหนบ้างที่เป็น “กลุ่มคนอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย”  ไม่ว่าจะเป็น “ฝ่าย Conservative นั้นอาจจะรวมตั้งแต่พวกที่มีความคิดชาตินิยม รัฐนิยม และจารีตนิยมอย่างเป็นระบบ มาจนถึงพวกต่อต้านคอร์รัปชัน ถือศีลกินผัก เป็นอาสาสมัครในวันหยุด อะไรทำนองนี้…”

“…ส่วนฝ่ายก้าวหน้า หรือฝ่าย Progressive ก็เช่นกัน มีตั้งแต่นักประชาธิปไตย นักเสรีนิยม นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน กลุ่ม Feminist กลุ่มเรียกร้องสิทธิ LGBT มาจนถึงกลุ่มย่อยที่นิยมอนาธิปไตย…” ดร.เสกสรรค์ กล่าว

h

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,ที่มาภาพ กรุงเทพธุรกิจ

แต่ก็มีบ้างบางประเด็นที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้ามองรวมกันบ้าง ซึ่ง ดร.เสกสรรค์มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา “…พ้นจากนี้แล้วยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่มีความคิดผสมผสานกันระหว่างอนุรักษนิยมกับก้าวหน้า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นธรรมชาติของคนทั่วไปที่มักมีทัศนะต่อเรื่องต่างๆ เป็นรายประเด็น”

“ทว่าพูดหยาบๆ ก็คือ ประเทศไทยเรามีทั้งฝ่ายที่อยากรักษาสถานภาพเดิม (status quo) ซึ่งเห็นว่าโลกใหม่คือสังคมที่ปนเปื้อน ดังนั้น จึงควรกลับไปสู่โลกเก่าที่ถูกต้อง ดีงามกว่า กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเพราะเห็นว่าความถูกต้องดีงามรออยู่ในอนาคต ในครรภ์แห่งปัจจุบันสมัย มีสังคมในฝันรอวันถือกำเนิด” ดร.เสกสรรค์ กล่าว

เราๆท่านๆจะเห็นแล้วว่าการแบ่งคนในสังคม บนพื้นฐานของความขัดแย้งในปัจจุบัน ของ ดร.เสกสรรค์นั้น แบ่งตามสำนึกทางอุดมการณ์และวิธีคิดการมองโลก มุมมองที่ความคิดของตนเองรู้จักเท่านั้น อะไรที่ไม่รู้จัก็ตัดทิ้งไป ทำให้การเลือกอยู่กับสิ่งที่รับรู้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทย หรือข้อสรุปของ ดร.เสกสรรค์ ที่ว่า “…มนุษย์เราโดยทั่วไปมักจะเห็นโลกได้จำกัด และเห็นโลกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานความคิดที่มีอยู่ในตัวเขา…”

ไทยกับความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรง?

ในตอนหนึ่งของบทปาฐกถา กล่าวถึง คำถามที่ว่า “…ทำไมในกรณีของประเทศไทย ความแตกต่างทางความคิดจึงนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองสลับไปมา?” ซึ่ง ดร.เสกสรรค์ ได้กล่าวถึง  ความแตกต่างกันทางความคิดระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้าข้างต้นนั้น ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงอันใด ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างในประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศเหล่านั้นก็มีทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้า มีฝ่ายขวามีฝ่ายซ้าย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็สามารถอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้ ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน

ซึ่ง ดร.เสกสรรค์ ได้ขอขออนุญาตตั้งข้อสังเกตในหัวข้อนี้ว่า “…เรื่องการเมืองในบ้านเราไม่ใช่เรื่องความคิดเพียงอย่างเดียว หากเป็นความคิดที่ผูกโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ และประเด็นเชิงโครงสร้างอื่นๆ อีกหลายประการ แต่อีกเรื่องที่ ดร.เสกสรรค์ ให้ความสำคัญในการมองเรื่องนี้ คือ “โลกที่เราคิด” ผ่านการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง(ความคิดผู้ถอดความ)

ดร.เสกสรรค์ กล่าวเสริมว่า “…ประเทศไทยนั้น มีทฤษฎีทางสังคมการเมืองที่คิดขึ้นใหม่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำและส่งทอดมาจากสองแหล่ง คือ มาจากยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วชุดหนึ่งกับมาจากโลกภายนอกอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนมีสัดส่วนที่ไม่ได้กลมกลืนกับสภาพที่เป็นอยู่…”

“…สังคมไทยได้กลายเป็นพื้นที่ช่วงชิง (Contested Area) ระหว่างความคิดสองกระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่องกาละ ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่องเทศะ และทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน…” ดร.เสกสรรค์ กล่าว

ซึ่งในปัจจุบันความขัดแย้งทางความคิดยังคงรุนแรงอยู่เช่นเดิมแค่ซ้อนรูปรอการปะทะกันอีกครั้งผ่านสถานการณ์การเมืองและการสลับขั้วขึ้นปกครองระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้า โดย ดร.เสกสรรค์ กล่าวถึงมิตินี้ว่า “…ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้าต่างก็ต้องเหนื่อยกับการปลูกฝังความคิดของตนในสังคมไทยปัจจุบัน ฝ่ายหนึ่งต้องการนำความคิด ความเชื่อ และคุณค่าจากสมัยเก่ากลับมาอยู่ในกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พบว่าการนำแนวคิดจากโลกภายนอกมาไว้ในพื้นที่อันไม่ใช่เนื้อดินถิ่นกำเนิดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย…”

“….การที่ทั้งสองฝ่ายแข่งกันบรรจุชุดความคิดฝ่ายตนลงไปใน space and time ของประเทศไทยปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่กดดันผู้คนในสังคมอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันสมัยของไทยก็มีทั้งภูมิลักษณ์และดินฟ้าอากาศของตัวเอง ซึ่งมิใช่กาลเทศะที่จะเกี่ยวร้อยความคิดทั้งสองชุดได้โดยอัตโนมัติ หรืออย่างน้อยไม่ใช่ทุกเรื่องทุกประเด็นพร้อมๆ กัน…”

ความเป็นคนดี พลังสูงสุดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ดร.เสกสรรค์เริ่มต้นเรื่องนี้โดยมองว่า “…จินตนาการที่มีพลังที่สุดอย่างหนึ่งของฝ่ายอนุรักษนิยมในสังคมไทยคือแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นคนดี’ ซึ่งผูกโยงกับเรื่องศีลธรรม บุญบาป อย่างแยกไม่ออก … ความดีเป็น concept ที่อยู่เหนือยุคสมัย นอกจากนี้ยังเป็นจินตภาพเชิงบวกที่กินความกว้างและคลุมเครือมาก จนกระทั่งแทบทุกคนสามารถพยักหน้าเห็นด้วย…”

ซึ่ง ดร.เสกสรรค์ มองว่า “…โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเป็นคนดีโดยทั่วไป ผมเพียงแต่เห็นว่าการสมมุติตนเป็นคนดีเพื่อรวบอำนาจนั้นไม่ถูกต้อง พ้นจากเรื่องนี้แล้ว ใครอยากจะทำดีเพื่อพัฒนาตน ไม่ว่าจะถือศีล กินเจช่วยเหลือหมาแมว งดเหล้าช่วงเข้าพรรษา หรือนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ผมถือเป็นสิทธิของท่าน และในบางเรื่องผมก็เห็นด้วย…” ทว่าในขณะเดียวกันเมื่อกล่าวถึงเรื่องคนดี ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็ตัดขาดจากประเด็นชนชั้นและกลุ่มผลประโยชน์ ตลอดจนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมโดยส่วนใหญ่

ความเป็นไทย วาทกรรมที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง

ดร.เสกสรรค์ กล่าวถึงวาทกรรม “ความเป็นไทย” ที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างความ่ขัดแย้งทางการเมืองผ่านแนวคิดที่ว่า “…ความเป็นไทยเป็นสิ่งที่รัฐไทยสร้างขึ้นล้วนๆ และในช่วงประวัติศาสตร์ที่ไม่นานนัก ลักษณะสำคัญของแนวคิดนี้คือมีไว้ใช้กับคนในประเทศมากกว่าใช้ต่อต้านต่างชาติอย่างจริงจัง…” ซึ่งในอดีต ประเทศไทย ผ่านการรวมศูนย์อำนาจเหนือแว่นแคว้นที่มีชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมหลากหลายมาก กระทั่งบางแห่งเคยมีฐานะกึ่งอิสระมานาน ดังนั้นด้วยเหตุผลในการปกครอง แนวคิดเรื่องสร้างภาษาและวัฒนธรรมกลางจึงเกิดขึ้น จากนั้นคลี่คลายขยายตัวไปเป็นเรื่องรัฐนิยม ชาตินิยมแบบไทยๆ กระทั่งกลายเป็นนิยามความเป็นไทยในปัจจุบัน

ซึ่งแนวคิดนี้มีจุดเน้นอยู่ที่ ความจงรักภักดีและเชื่อฟังรัฐ ใครที่ทำตัวเป็นเด็กดีคนนั้นจึงจะถูกนับเป็นคนไทย

“…ด้วยตรรกะเดียวกัน ใครที่คิดเห็นต่างจากรัฐ ก็มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนไทย กระทั่งถูกขับไล่ไสส่งให้ไปอยู่ประเทศอื่น ทั้งๆ ที่คนคนนั้นอาจเกิดในประเทศไทย ถือสัญชาติไทย มีพ่อแม่พี่น้องเป็นคนไทย และบางทีอาจจะมีรากเหง้าอยู่ในวัฒนธรรมไทยมากกว่าคนที่ขับไล่เขาเสียอีก…” ดร.เสกสรรค์ กล่าวเสริม

และความเป็นไทยก็ไม่ได้รวมถึงการมีสิทธิเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตยเอาไว้เป็นเนื้อใน หากยังคงเน้นเรื่องการเชื่อฟังรัฐ และความภูมิใจในชาติแบบลอยๆ

สรุป

ในบทปาฐกถาครั้งนี้ของ ดร.เสกสรรค์ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังได้กล่าวถึงหัวข้อสำคัญๆที่ทำให้เกิดพลวัตความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 10 ปี และความขัดแย้งที่ได้ระเบิดออกมาอันมีพื้นฐานแนวคิดที่แตกต่างกันของคนในสังคม ที่ได้ฟูมฟักของแนวคิดฝ่ายก้าวหน้า จนกระทั่งปะทะกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมเข้าอย่างจังในปัจจุบัน ความตอนหนึ่งน่าสนใจของ ดร.เสกสรรค์ ที่ว่า การเชื่อมร้อยระหว่างมนุษย์นั้นไม่ได้มาจากความคิดเพียงอย่างเดียว ดังนั้นน่าตั้งคำถามต่อว่า ทำอย่างไรจะให้สองความคิดอยู่ร่วมกันได้ ไม่เกิดสภาวะความขัดแย้งอย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน

ขอบคุณ การถอดข้อมูลของ Way mgazine

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.