นิธิ เอียวศรีวงศ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย : พรรคจะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือไม่?

0

 

ในบทความของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ นักคิด นักเขียน ผู้ครำ่หวอดอยู่กับประวัติศาสตร์ การเมือง และความเป็นไปของสังคม ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ซึ่งได้ลงในหนังสือพิมพ์มติชน หน้า 16 วันที่ 9 เมษายน 2561 ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ และชวนคิด โดยเฉพาะการเรียกร้องต่อพรรคเพื่อไทยในการพิจารณาตามแนวทางที่อาจารย์นิธิ ได้นำเสนอไว้ในจดหมายเปิดผนึก โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่ว่า พรรคจะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือไม่? การประนีประนอมมีปัญหาอย่างไร? ลองมาอ่านจดหมายเปิดผนึกของอาจารย์นิธิ และพิจารณาดูว่า ข้อเสนอเหล่านี้ควรรับฟังหรือไม่? และพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรต่อ?

1

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์,ที่มาภาพ https://www.matichonweekly.com/in-depth/article_20985

 

เริ่มต้นด้วย…ในฐาะนะที่เคยลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย และอาจจะลงคะแนนให้อีก จึงขอกราบเรียนความต่อไปนี้แก่พรรคเพื่อไทย

 

พรรคคิดจะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือไม่?

หากพรรคคิดว่านี่คือบทบาทสำคัญที่สุดของพรรคในตอนนี้ ขอให้เข้าใจด้วยว่า เป้าหมายทางการเมืองในช่วงนี้ไม่ใช่ชนะการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ริดรอนอำนาจของฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งเช่นนี้ จะชนะเลือกตั้งไปทำไม การต่อสู้ของพรรคไม่อาจจำกัดอยู่ที่หีบเลือกตั้งอีกต่อไป

ตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร อาจมี ส.ส.ของพรรคจำนวนไม่ถึงนิ้วของมือเดียวที่ออกมารณรงค์ต่อต้านการรัฐประหารอย่างกล้าหาญ แต่พรรคไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากหาทางประนีประนอมด้าวยการเชื่อฟังคำสั่งของคณะรัฐประหารอย่างเชื่องๆ นายทุนพรรคอาจเลือกนโยบายประนีประนอมเพื่อเป้าหมายส่วนตัวของเขา แต่พรรคไม่ได้มีหรือควรมีเป้าหมายเดียวกับนายทุน ภารกิจของพรรคที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างท่วมท้นเช่นนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพันธะที่มีต่อประชาชนจำนวนมหึมาที่สนับสนุนพรรค และด้วยเหตุดังนี้ จึงต้องเป็นแนวหน้าในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ลองคิดดูเถิดว่า ในวันที่ 22 พ.ค.ของสี่ปีที่แล้ว หาก ส.ส.ของพรรคทุกคนที่ไม่ได้ถูกเชิญตัวไปเก็บไว้ในค่ายทหาร ออกมาชูสามนิ้วร่วมกับมวลชนทั่วประเทศ เราจะต้องทนอยู่กับอำนาจดิบของคณะทหารมาถึง 4 ปีเช่นวันนี้หรือ ส.ส.จำนวนมากอาจต้องลงเอยด้วยการติดคุกรัฐประหาร

 

แต่การเป็นนักการเมืองในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่มั่นคง มันไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองหรอกหรือ?

 

แน่นอนว่า การประนีประนอมมีความสำคัญอย่างขาดไม่ได้ในการเมืองของทุกสังคม แต่ในบางกรณี การประนีประนอมกลับทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง และหาทางออกได้ยากขึ้นในกรณีเช่นนี้ การประนีประนอมจะทำให้เกิดผลเสีย 2 อย่าง

ประการแรก

การประนีประนอมทำให้ต้องสูญเสียบางส่วนของเป้าหมาย โดยมากส่วนที่ต้องเสียไป คือ ส่วนที่มีความสำคัญต่อประชาชน เช่น จะใช้สิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก้ต้องผ่านการอนุมัติของรัฐเสียก่อน เพราะผู้กำหนดว่าจะต้องเอาอะไรไปแลกับอะไรไม่ใช่ประชาชน แต่เป็น “ผู้ใหญ่” ของพรรคเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น ยิ่งการเจรจาเพื่อประนีประนอมทำกันอย่างไม่เปิดเผยมากเท่าไร ประชาชนก็ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียมากเท่านั้น

ประการที่สอง

ด้วยเหตุนี้ การประนีประนอมจึงตอบสนองแก่ความประสงค์ของบุคคลที่แคบมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายได้ง่าย ลองคิดดูเถิดว่า หากคุณทักษิณ ชินวัตร หรือ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นของ คสช.(ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้) ใครจะได้อะไร นอกจากคนในตระกูลชินวัตร เท่านั้น

 

พรรคเพื่อไทยจึงควรประกาศอย่างชัดเจนหนักแน่นตั้งแต่ตอนนี้ว่า พรรคพร้อมจะเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าทั้งหมด นับตั้งแต่พรรคเสรีรวมไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเกรียน,ฯลฯ จะเป็นพันธมิตรในระดับใดและอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาร่วมกัน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า การเป็นพันธมิตรทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อทำให้โครงการเปลี่ยนประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย มีพลังที่จะทำได้อย่างเป็นผลมากที่สุด ทั้งในฐานะที่ได้จัดตั้งรัฐบาล และไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล

 

ภารกิจทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรของพรรคก็คือ ทำให้มาตรการทุกอย่างทั้งการบริหารและกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างประเทศตกอยู่ภายใต้การรัฐประหาร ไม่มีผลทั้งหมด ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่บังคับอยู่เวลานี้ลงโดยเร็ว นำเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้พร้อมบทเฉพาะกาลที่จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

 

สี่ปีที่ผ่านมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนย่ิงกว่าครั้งใดว่า กลไกของรัฐไทยนั้นล้าหลังมาก รัฐไทยจึงไม่มีความสามารถจะนำชาติบ้านเมืองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้เพียงลำพัง ด้วยเหตุดังนี้ พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะต้องผลักดัน “กติกาใหม่” ที่สังคมสามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐได้อย่างเต็มที่ ในฐานะผู้นำรัฐด้วย ไม่ใช่ผู้เสริมพลังของรัฐเท่านั้น สังคมต้องรับเอาภาระการนำแทนรัฐล้าหลัง และการนำนี้ไม่ควรจำกัดอยู๋แต่ในมือของพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น แต่สังคมโดยรวมต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงด้วย เช่น สัดส่วนของกรรมการสภาพัฒน์ต้องประกอบด้วยบุคคลนอกภาครัฐด้วย(เพียงแต่ต้องคิดให้ดีว่า ทำอย่างไรจึงอาจเลือกตัวแทนของสังคมได้กว้างกว่านายทุนและนักวิชาการ ทั้งยังต้องคิดถึงการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายให้มากกว่าบุคคลที่เป็นกรรมการ)

 

สองเรื่องหลักที่ต้องลงทุนทำอย่างเต็มที่(ไม่แต่เพียงเงินงบประมาณอย่างเดียว ควรนึกถึง “ทุน” ในรูปแบบอื่นๆอีกมาก) คือ การศึกษา,สาธารณสุข,และการกระจายอำนาจการปกครอง ไม่แต่เพียงรื้อฟื้นการเลือกตั้ง อปท.ทุกระดับกลับคืนมา แต่ต้องทำให้ อปท.แต่ละระดับมีอำนาจบริหารในมือของตนเองที่อิสระ รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของประชาชนในพื้นที่(ไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทย) อปท.ต้องเข้ามารับผิดชอบด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษาในท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก

 

ความคิดเรื่องกระจายอำนาจด้วยการตั้งองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นองค์กรอิสระจากรัฐ(เช่น สสส.) ไม่ใช่การกระจายอำนาจจริง เป็นแต่เพียงการถ่ายโอนอำนาจรัฐไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่อ้างความเป็น “มืออาชีพ” ขึ้นมาเสวยผลประโยชน์เท่านั้น

ต้องชัดเจนมาแต่ต้นว่า เป้าหมายทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพื่อกระจายความคิดในการเปลี่ยนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากอำนาจรัฐประหารโดยเร็ว และจะเปิดพื้นที่ให้สังคมเข้ามานำความเปลี่ยนแปลงแทนข้าราชการที่ยังคงล้าหลังเหมือนเดิมตลอดมาพรรคต้องกล้าชี้ให้ประชาชนเห็นความบกพร่องของตัวรัฐธรรมนูญและระบบการเมือง,เศรษฐกิจ,ฯลฯ ที่คณะรัฐประหารได้จัดวางไว้

 

อย่ากลัวว่าพรรคจะถูกสั่งปิดหรือล้มเลิกไป สถานการณ์ในปัจจุบันกับ 2549 แตกต่างกันมาก และถึงถูกสั่งปิด นักการเมืองของพรรคก็ยังสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ในฐานะบุคคลธรรมดา(ความเป็นนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่การรับรองของ กกต.แต่อยู่ที่ทรรศนะของประชาชน) พรรคเองก็ยังอาจดำรงอยู่ได้ในฐานะองค์กรทางการเมือง ที่ไม่ลงไปแข่งขันทางการเมืองในระบบ

2

ที่มาภาพ,http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9580000135732

ประการสุดท้ายที่มีความสำคัญเหมือนกันก็คือ การเป็นผู้สมัครของพรรคที่เสนอทางเลือกอย่างชัดเจนดังกล่าวข้างต้น หากจะได้รับเลือกในเขตของท่าน ก็จะได้รับเลือก หากจะไม่ได้รับเลือกก็จะไม่ได้รับเลือก ไม่ว่าจะมีนายทุนพรรคเป็นใคร ไม่มีครั้งไหนที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถปลดแอกจากตระกูลชินวัตรได้ง่ายเหมือนครั้งนี้ พรรคไม่อาจชูใครในตระกูลชินวัตรขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกแล้ว อีกทั้งงบหาเสียงก็มีความสำคัญน้อยลง เพราะมันชัด อย่างไม่เคยชัดเท่าการเลือกตั้งครั้งไหนเลยว่า จะเลือกใครไปทำไม?

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การต่อสู้ทางอุดมการณ์ หากพรรคเพื่อไทยยังพยายามรักษษความจืดของพรรคไว้เพื่อหวังจะได้เกี้ยเซี้ย นอกจากพรรคจะไม่มีโอกาสเกี้ยเซี้ยแล้ว ประชาชนก็จะเริ่มตื่นรู้ว่า ไม่อาจใช้พรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวกเขาได้

 

การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีจริง แต่ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเพื่อไทยก็จะเป็นข้อได้เปรียบโดยอัตโนมัติ ประชาชนจำนวนมากรู้ว่า ความสะใจที่ได้จากการเอาชนะคณะรัฐประหารนั้น ไม่เพียงพอจะช่วยประเทศไทยให้หลุดจากหลุมดำที่ทหารบางกลุ่ม,นายทุนบางกลุ่ม,เนติบริกร และนักวิชาการบางกลุ่มได้เฝ้าเพียรขุดฝังบ้านเมืองให้มืดมิดตลอดไปได้

พรรคเพื่อไทยพร้อมหรือยัง?

3

น่าสนใจไม่น้อยกับมุมมองของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ต่อพรรคเพื่อไทย ในการที่จะเป็นธงนำให้ประชาชนต่อสู้กับมรดกของคณะทหารที่ทิ้งให้กับสังคมไทย และการเป็นพันธมิตรต่อกันระหว่างพรรคที่เป็นฝ่ายก้าวหน้าในการเรียกร้องประชาธิปไตยและพัฒนาประเทศในทิศทางที่ควรจะเป็น และยังกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในตอนท้าย ที่ว่า “ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเพื่อไทยก็จะเป็นข้อได้เปรียบโดยอัตโนมัติ ประชาชนจำนวนมากรู้ว่า ความสะใจที่ได้จากการเอาชนะคณะรัฐประหารนั้น ไม่เพียงพอจะช่วยประเทศไทยให้หลุดจากหลุมดำที่ทหารบางกลุ่ม,นายทุนบางกลุ่ม,เนติบริกร และนักวิชาการบางกลุ่มได้เฝ้าเพียรขุดฝังบ้านเมืองให้มืดมิดตลอดไปได้”

 

ถอดความจาก https://www.matichon.co.th/news/907970

 

Share.

About Author

Comments are closed.