สุมหัวคิด กับ สุธรรม แสงประทุม : จากเหตุการณ์14 ตุลา สู่ 6 ตุลา  ประชาธิปไตยที่เบ่งบาน ความรุนแรงไม่นำไปสู่ทางออก

0

 

  • อำนาจเผด็จการในเมืองไทยเหมือนอาคารหลังใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่นาน เหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดพายุใหญ่พัดมา กระเบื้อง 3 แผ่น ปลิวไป(คือ ถนอม,ประภาส,ณรงค์) หายไป แต่ตัวโครงสร้าง(ตัวบ้าน) ยังอยู่

  • เป้าประสงค์ของนิสิตนักศึกษา ในช่วงนั้นชัดเจนแล้วว่า เราต้องลุกขึ้น ปลุกให้ประชาชนมาเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

  • นายสุธรรม ติดอยู่ในเรือนจำบางขวาง 2 ปี และได้ขึ้นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ(หมายความว่า ไม่มีทนายความสู้คดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์)

  • เข้าถึงได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=bp_egdRJEOo&feature=youtu.be

นายสุธรรม แสงประทุม ในช่วงระหว่างปี 2517-2519 ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(ศนท.)” ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ยังอายุเพียงแค่ 23 ปี เท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว นายสุธรรมเป็นนิสิตในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในคณะนิติศาสตร์ เริ่มต้นเคลื่อนไหวต่อต้านระบบโซตัส (SOTUS) กระทั่ง เข้าสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เรามาลองฟังจากการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ตั้งแต่การก่อตัวก่อนจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา จนถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ดังนี้

 

ก่อนจะเป็น เหตุการณ์ 14 ตุลา

นายสุธรรม เล่าว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่วมกับ จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจ(ราวปี 2502) และได้ปกครองประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญกว่า 10 ปี กระทั่ง ปี 2512 ถึงได้มีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้ง พอมีการเลือกตั้งเสร็จ จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้ยึดอำนาจอีก ในปี 2514 เพียงแค่ 2 ปี เท่านั้น (ซึ่งเป็นการยึดอำนาจตัวเอง) เหตุการณ์นี้ ทำให้นิสิตนักศึกษาไม่เห็นด้วย

ขณะเดียวกัน คณะยึดอำนาจได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีความล่าช้ามาก ทำให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแข่งกับคณะยึดอำนาจ ในช่วงปี 2514

ในช่วงระหว่างปี 2514-2516 ได้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าประสงค์ของนิสิตนักศึกษา ในช่วงนั้นชัดเจนแล้วว่า เราต้องลุกขึ้น ปลุกให้ประชาชนมาเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เช่น ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชมรมคนรุ่นใหม่ ได้ทำหนังสือขึ้นมาว่ามีการนำเฮลิคอปเตอร์ของราชการไปล่าสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติไปล่าสัตว์(เหตุการณ์ ล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวร)  และไม่มีใครมีความผิดเลย

นักศึกษาจึงเขียนหนังสือประท้วง แย้ง วิจารณ์ แต่กลับมีการลบชื่อนักศึกษารามคำแหงออกจากมหาวิทยาลัย 9 คน จึงมีการเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งแรก เรียกร้องให้เอานักศึกษากลับเข้าเรียนเช่นเดิม และในการสลายการชุมนุมหลังประสบความสำเร็จแล้ว เหล่านิสิตนักศึกษาและผู้ร่วมชุมนุมได้ประกาศว่า “อีก 6 เดือน มาเจอกัน เรื่องรัฐธรรมนูญ” เรื่องนี้นำมาสู่ การถูกจับของ 13 คน(13 ขบถรัฐธรรมนูญ) ข้อหาแจกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในช่วงนี้เองจึงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ขึ้น

 

นายสุธรรม กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 16

ในตอนนั้น นายสุธรรม แสงประทุม เล่าว่า ยังเรียนอยู่ปี 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พึ่งเริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เป็นองค์กรอิสระ ลุกขึ้นต้านระบบโซตัส (ยังเป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน) ถือเป็นการเรียกร้องครั้งแรก โดยได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า “การเรียกร้องสิ่งหนึ่ง ก็เหมือนการเดินทางกิโลเมตรที่ 1 ก็จะเห็นอีกอย่างหนึ่ง พอเดินไกลอีกก็จะเห็นมากกว่า สะสมไปเรื่อย ๆ พอมองเราก็จะเห็นว่า มันเป็นอันเดียวกัน” หลังจากสะสมประสบการ สิ่งที่นายสุธรรมพบในสิ่งที่ต้องต่อสู้ คือ “ระบอบเผด็จการกับความคิดเก่าๆ ที่บีบบังคับคน” และต้นตอจริง ๆ คือ “เผด็จการทหาร”

เพราะตอนทหารยึดอำนาจครั้งนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จอมพลประภาส จารุเสถียร ไปเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เอาระบบแบบทหารเข้ามาใช้ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาทหารได้สิทธิพิเศษ มาเรียนคณะต่าง ๆ และในการเคลื่อนไหวครั้งนั้น ท่านสุธรรมได้เลิกอิทธิพลเหล่านี้หมด

 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย

ชัยชนะของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสียงของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น มีการเรียกร้องของประชาชนในประเด็นปัญหาต่าง ๆ กระทั่ง ความเบ่งบานของประชาธิปไตย ถูกหยุดด้วยปลายกระบอกปืนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นายสุธรรมได้เปรียบเทียบอำนาจเผด็จการในเมืองไทยว่า “เหมือนอาคารหลังใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่นาน เหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดพายุใหญ่พัดมา กระเบื้อง 3 แผ่น ปลิวไป(คือ ถนอม,ประภาส,ณรงค์) หายไป แต่ตัวโครงสร้าง(ตัวบ้าน) ยังอยู่” แต่ว่านักศึกษา พอชนะหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็ได้สิทธิเสรีภาพ หรือสิ่งที่กดดันอยู่ยาวนานมันแสดงออก ความคิดดี ๆ ก็ถูกแสดงออก เช่น หนังสือพิมพ์ดี ๆ ที่เคยอยู่ใต้ดินก็ขึ้นมาอยู่บนดินหมด เสรีภาพในการแสดงออกมีเพิ่มขึ้น มาการรวมตัวกันเป็นสหภาพของแรงงาน ฯลฯ ทุกภาคส่วนเริ่มตื่นขึ้นมา และเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง ชาวนา รวมตัวกันเป็นสหพันธ์ชาวนาชาวไร่เรียกร้องให้ปรับค่าเช่านาไม่ให้แพง เรียกร้องให้ดูแลราคาข้าว

 

วิปโยค 6 ตุลา 2516

ภายหลังประชาธิปไตยเบ่งบานได้เพียง 3 ปี ความวิปโยคก็เกิดขึ้น เช่น การถูกฆ่าตาย ทั้งผู้นำชาวนา ผู้นำกรรมกร ผู้นำนักศึกษาผ่านการใช้กำลังทำร้ายอย่างเปิดเผย หรือวาทกรรมที่ว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ผ่านการตั้งลูกเสือชาวบ้าน นักเรียนอาชีวะ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง 6 ตุลา 2519

เหตุการณ์ 14 ตุลา นักศึกษาต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย มีคนเสียชีวิตและมีการยกย่องว่าเป็น “วีรชน” ศพของคนเหล่านี้ พระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง เป็นเกียรติมาก แต่หลังจากนั้น 3 ปี นักศึกษาก็ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาดอกผลของ 14 ตุลา และพัฒนาให้ถึงประชาชนมากขึ้น กลับถูกล้อมปราบถูกฆ่าตาย จากเป็นวีรชนกลายเป็น “ทรชน”

ทั้ง 2 เหตุการณ์ มีพฤติกรรมเดียวกัน คือ “ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่จอมพลถนอมและประภาสกลับมาไทย โดนยึดอำนาจ ฆ่าตายกลางเมือง เผาศพกลางสนามหลวง แต่เผาเป็นๆ เผาแบบทรชน

 

หลัง 6 ตุลา ความขัดแย้งยิ่งบานปลาย สู่การจับอาวุธของนักศึกษา

ฝ่ายรัฐ ณ ตอนนั้น ได้มีคนเสนอใน ครม. ว่า หากฆ่านักศึกษาให้ตายซักหมื่นคน บ้านเมืองจะสงบ แต่ภายหลังจากการล้อมปราบ 6 ตุลา 19 แล้ว ไม่ได้สงบเช่นนั้น นักศึกษาส่วนหนึ่งเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) จับปืนเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐ งบประมาณประเทศใช้ไปเพื่อต่อสู้กันมหาศาล ตายทั้ง 2 ฝ่าย

เหตุการณ์ยิ่งบานปลายในการใช้ความรุนแรง บ้านเมืองไม่สงบ ยิ่งยากเพิ่มขึ้น กระทั่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถึงปรับกลยุทธ์ ใช้ “การเมืองนำการทหาร” ใช้การเจรจาพูดคุย ใช้ 66/23 ณ ตอนนั้น นายสุธรรม ซึ่งได้ติดอยู่ในเรือนจำบางขวาง 2 ปี และได้ขึ้นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ(หมายความว่า ไม่มีทนายความสู้คดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์)  ในที่สุด นายสุธรรมได้รับการปล่อยตัวหลังจาก 2 ปี โดยนิรโทษกรรม และคนที่เข้าป่าไปก็ได้รับนิรโทษกรรมทั้งหมด ในรูป 66/23 ซึ่งนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา และเกี่ยวเนื่อง

นายสุธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในยุคปัจจุบันเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง หรือในปัจจุบันอาจจะเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  ซึ่งในสมัย 14 ตุลา ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพราะคนหนุ่มสาวถือว่าเป็นคนที่มีความบริสุทธ์ในความคิด อ่านอะไรคิดอะไร ก็อยากแสดงออกแบบนั้น”

Share.

About Author

Comments are closed.