45 ปี ที่ผ่านมา กับ การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุดของเหตุการณ์ 14 ตุลา

0

 

·        29  เม.ย.2516 มีการพบซากสัตว์ป่าสงวน จากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ทหารเกิดอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนา ซึ่งพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ซึ่งล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวร

·        หลังเหตุการณ์ มีการร่างรัฐธรรมนูญโดย “สภาสนามม้า” และเกิดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2518 ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกด้วยชีวิตของวีรชนผู้กล้าประชาธิปไตย ซึ่งตัวเลขทางการ ตาย 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน

·        ภายหลังหัวค่ำในวันดังกล่าว จอมพลถนอม กิตติขจร ขอลาออกจากตำแหน่ง และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี

14 ตุลา 16 “วันมหาวิปโยค”

หลายคนคงเคยเห็นภาพถ่ายเก่าๆ การชุมนุมของคนเรือนแสนบนถนนราชดำเนิน เรื่อยยาวไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเรียกขานว่า “เหตุการณ์ 14  ตุลา 2516” เมื่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร “จอมพลถนอม กิตติขจร และพวก”

เป็นเวลากว่า 15 ปี ที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร ตั้งแต่การรัฐประหารของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และสืบทอดต่อของจอมพลถนอม ภายหลังจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิต เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ประเทศไทยไร้รัฐธรรมนูญ กระทั่งปี 2512 ทีประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้ แต่อยู่ได้ไม่นาน พอปี 2514 จอมพลถนอมก็รัฐประหารตัวเอง ไร้รัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งของฉนวนเหตุการณ์ 14 ตุลา

ขณะที่ส่วนหนึ่งระหว่าง 2 ปี หลังปี 2514 มีการทุจริตของคนในรัฐบาลในวงกว้าง และยังมีเฮลิคอปเตอร์ของทหารตก และพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก นำมาซึ่งความไม่พอใจของนักศึกษาในวงกว้าง กระทั่งนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแห่ง ได้ทำหนังสือบรรยายเกี่ยวกับการเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ ได้ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไล่นักศึกษาออก 9 คน นี้จึงเป็นชนวนของการชุมนุมเรียกร้องในขั้นต้น ก่อนจะพัฒนาไปสู่ “13 ขบถรัฐธรรมนูญ” ซึ่งในภายหลังเหล่านักศึกษาได้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ กระทั่งพัฒนาไปเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 “วันมหาวิปโยค”

เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาซึ่งชัยชนะของนิสิตนักศึกษาและประชาชน โดยจอมพลถนอม ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ถูกประชาชนเรียก  “3 ทรราชย์” เดินทางออกนอกประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญโดย “สภาสนามม้า” และเกิดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2518 ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกด้วยชีวิตของวีรชนผู้กล้าประชาธิปไตย ซึ่งตัวเลขทางการ ตาย 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน

 

มูลเหตุการณ์ก่อตัวของพลังนักศึกษาและประชาชน

มูลเหตุของเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อ 17 พ.ย.2514 เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเอง ซึ่งนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ เหมือนเช่นในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอมจะต้องเกษียรอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี แต่กลับต่ออายุราชการตัวเองในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกไป และการทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่ทหารและข้าราชการเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจอย่างมาก โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยที่นิสิตนักศึกษามีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างมา ทำให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารเรื่อยมาในช่วงระหว่างปีนั้น ๆ

 

กระทั่งฉนวนเหตุ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29  เม.ย.2516 มีการพบซากสัตว์ป่าสงวน จากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ทหารเกิดอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนา ซึ่งพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ที่ล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นพื้นที่ป่าสงวน อันสร้างความไม่พอใจให้กับนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเป็นอย่ามาก มีการจัดทำหนังสื่อชื่อ  “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดโปงกรณีนี้ ผลตอบรับดีมาก ขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกให้ออกจากสถานะนักศึกษาอันมาจากมีชื่อเป็นผู้จัดทำหนังสือ

ความสนใจในการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้แพร่ขยายไปทั่วทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและความสนใจของประชน พอวันที่ 6 ต.ค. 2516 มีคนร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา หลังจากนั้น มีการแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ และถูกจับ 11 คน ในข้อหามั่วสุมทางการเมือง และหลังจากนั้นถูกตั้งข้อหาร้ายแรงว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยมหรือประกันโดยเด็ดขาด จากนั้นได้มีการจับเพิ่มอีกสองคน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร รวมถูกจับ 13 คน ซึ่งเรามักเรียกว่า “13 ขบถรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจครั้งใหญ่ให้กับนิสิตนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก อันนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีการงดสอบ ยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อย 13 คน

ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ วันที่ 10 ต.ค.2516 รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ปราบจลาจลที่กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์สวนรื่นฤดี ซึ่งนำโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อดำเนินการปราบปรามจลาจลและการก่อความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้น

การชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2516 เริ่มมีการเดินขบวนครั้งใหญ่ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก (คาดการณ์ประมาณ 5 แสนคน) ในช่วงเวลาดังกล่าว มีแกนนำนักศึกษา เข้าเจรจากับรัฐบาล และบางส่วนเข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 9

รุ่งเช้าวันที่ 14 ต.ค. 2516 ได้ข้อยุติเพียงพอจะสลายตัว แต่ด้วยอุปสรรคด้านการสื่อสาร ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจปราบปรามจลาจลกับผู้ชุมนุม ทำให้บานปลายจนเกิดการจลาจล และลุกลามไปยังท้องสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนินตลอดสาย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน

 

ชัยชนะของประชาธิปไตยเหนือเผด็จการ

ภายหลังหัวค่ำในวันดังกล่าว จอมพลถนอม กิตติขจร ขอลาออกจากตำแหน่ง และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์หลังจากนั้น เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ มีสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยไม่มีน้กการเมืองอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ร่าง อันเรียกว่า “สภาสนามม้า” นำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี 2518 ซึ่งยุคนั้นเรียกกว่า “ยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพ” แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องเดินขบวนจากประชาชนกลุ่มต่างๆ ในสังคม และสถานการณ์ความมั่งคงในประการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์และผลกระทบจากสงครามเวียดนาม และรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งยังไม่มีเสถียรภาพพอที่จะแก้ปัญหาต่างๆได้ อันนำไปสู่เหตุการณ์ล้อมฆ่านิสิตนักศึกษาและประชาชนในเหตุการ์ 6 ตุลา 2519

 

ชัยชนะของนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่แลกมาด้วยชีวิตคน 77 คน และบาดเจ็บกว่า 857 คน ได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนมีส่วนร่วมเป็นครั้งแรก แต่อยู่ได้เพียงแค่ 3 ปี ก็ต้องสังเวยด้วยการฆ่าอย่างโหดร้ายของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และเหตุกาณณ์ 14 ตุลา ได้ถูกบีบอัดลงในประวัติศาสตร์ประเทศว่าเป็นเป็นวันสำคัญของชาติ “วันประชาธิปไตย” ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2546 มีการถูกพูดอย่างกว้างขวางในวงวิชาการ มีหนังสือมากมายถูกผลิตขึ้นทั้งสดุดีถึงความกล้าหายของประชาชน และเหยียดหยามว่าเป็นละคร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นแบบอย่างของการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และวาดหวังให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยปลอดเผด็จการทหาร

การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุดของเหตุการณ์ 14 ตุลา

เป็นเวลากว่า 45 ปี แล้ว ที่เหตุการณ์ 14 ตุลา ได้ย้ำเตือนเราถึงการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นก่อน แม้หากเปรียบเทียบอายุอายุจะเข้าบุคคลปลายวัย แต่ประชาธิปไตยในปัจจุบันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า มีการรัฐประหารแย้งชิงอำนาจของประชาชนด้วยตัวละครกลุ่มเดิม คือ “เผด็จการทหาร”

ในปัจจุบันนี้ ความเป็นเผด็จการน่าจะถ่อยกลับไปไกลกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา ถือได้ว่า การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุดของเหตุการณ์ 14 ตุลา ยังคงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเราควรดำรงไว้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างไร หากคำเปรียบเปรยหนึ่งของคุณสุธรรม แสงประทุม ที่กล่าวว่า “อำนาจเผด็จการในเมืองไทยเหมือนอาคารหลังใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่นาน เหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดพายุใหญ่พัดมา กระเบื้อง 3 แผ่น ปลิวไป(คือ ถนอม,ประภาส,ณรงค์) หายไป แต่ตัวโครงสร้าง(ตัวบ้าน) ยังอยู่” คงชัดเจนว่า คนรุ่นปัจจุบันต้องสู้กับอะไร???

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.