พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน คลอดแล้ว เศรษฐีไม่กระทบ เหลื่อมล้ำต่อไป

0

 

 

เป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน 16 วัน กว่าที่ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะคลอดออกมาเป็นกฎหมาย ซึ่งถือว่าเหนื่อยหอบอยู่เหมือนกันสำหรับทั้งคนที่ออกกฎหมายและกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ในการต่อรองจนได้มูลค่าอัตราภาษีที่เรียกได้ว่า กระทบกลุ่มเสียผลประโยชน์หรือกลุ่มที่ถือครองที่ดิน น้อยมาก เพราะทั้งขยายเวลา ยื้อการออกกฎหมาย ไปจนถืงการลดมูลค่าการจัดเก็บ

1รัฐสภา,ที่มาภาพ สำนักข่าวเจ้าพระยา

เพราะกฎหมายคิดตำ่มากจนไม่รู้ว่ารัฐจะได้เงินจากภาษีนี้มากน้อยเพียงใด และจะลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่ออกเสียเลย เพราะถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากที่ดิน ซึ่งก่อนหน้านั้นมีแค่ภาษีโรงเรือนและบำรุงท้องที่ ซึ่งจัดเก็บในอัตราที่ต่ำมากเช่นเดียวกัน อย่างน้อยๆก็มีอัตราจัดเก็บที่มีขั้นมีตอน

ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 ซึ่งจะกินเวลาไปอีก 1 ปี 8 เดือน กว่าที่จะมีการจัดเก็บภาษีจริง และยังมีบทเฉพาะกาลที่ยกเว้นหรือเสียน้อยๆ ใน 3 ปี แรกอีกด้วย ถือได้ว่า กว่าจะมีการจัดเก็บตามเป้าจริง ก็จะเป็นปี 2566 เป็นต้นไป และยังไม่รู้ว่ารัฐบาลหน้าๆ จะมีการปรับแก้ ลด ยกเว้น ไปมากน้อยเพียงใด เพราะแม้จะเก็บจริงตามเป้า ก็ยังน้อยอยู่ดี

 

อัตราภาษี 4 ประเภท

ประเภทที่ดิน มูลค่า อัตราภาษี มูลค่า อัตราภาษี มูลค่า อัตราภาษี
ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม 0-75 ลบ. 0.01% 75-100 ลบ. 0.03% 100-500 ลบ 0.05 %

 

 

ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

0-50 ลบ. 0.02% 50-75 ลบ. 0.03% 100 ลบ. 0.1 %
ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม 0-50 ลบ. 0.3% 50-200 ลบ. 0.4% 200-1,000 ลบ. 1,000-5,000 ลบ

5,000 ลบ.ขึ้นไป

ตามลำดับ

0.5%

0.6%

0.7%

ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เริ่มต้น 0.3%

และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี

แต่รวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 3

หมายเหตุ-บทเฉพาะกาล 3 ปี แรก ยกเว้นจัดเก็บภาษีเจ้าของที่ดินบุคคลธรรมดาและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

สำหรับมูลค่าอัตราการจัดเก็บภาษี ตามตารางด้านบน แบ่งที่ดินออกเป็น 4 ประเภท ตามการใช้ประโยชน์ คือ ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม,ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย,ที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม,ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

หากเปรียบเทียบการจัดเก็บภาษี ถือว่าเป็นลำดับขั้น ที่น้อยสุด คือ ภาษีเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเก็บมากสุดเพียง 0.05 %  หมายความว่า หากที่ดินคุณมูลค่า 100 ล้านบาท ต้องจ่ายภาษีเพียงปีละ 50,000 บาท ยังไม่นับการลดหย่อนอีก ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ดิน และคนที่มีมูลค่าที่ดินเกินร้อยล้านในประเทศไทย มีกี่คน?

ต่อมาคือภาษีที่อยู่อาศัย ซึ่งจัดเก็บมากสุด คือ 0.1 % ที่มูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านขึ้นไป หมายความว่า หากที่ดินอยู่อาศัย มูลค่า 100 ล้านบาท ต้องจ่ายภาษีเพียงปีละ 100,000 บาท ยังไม่นับการลดหย่อนอีก และคนมีบ้านและบริเวณ มูลค่าร้อยล้านมีกี่คน?

ต่อมาคือ ภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม ซึ่งมีการจัดเก็บมากสุดคือ 0.7%  ที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ขึ้นไป (200-1,000 ลบ. เก็บ 0.5%,1,000-5,000 ลบ. เก็บ 0.6% ) หมายความว่า หากคิดที่ดิน มูลค่า 6,000 ล้านบาท จะมีอัตราจัดเก็บที่ 0.7% หรือเสียภาษีแค่ 42 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าถือว่าน้อยมาก

และสุดท้ายคือ ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งจัดเก็บอยู่ที่ 0.3% และเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี 0.3%  หมายความว่า ในปี 2563 จัดเก็บภาษีอยู่ที่ 0.3% ในปี 2566 เก็บอยู่ที่ 0.6% ในปี 2569 0.9%,ปี 2572 1.2% ปี 2575 เก็บที่ 1.5%,ปี 2578 เก็บที่ 1.8%,ในปี 2581 2.1%,ในปี 2584 2.4%,ในปี 2587 2.7% และในปี 2590 และปีต่อๆไป จะเก็บที่ 3.0 % ซึ่งกินเวลาถึง 27 ปี กว่าที่ดินรกร้างผืนนั้นจะได้จัดเก็บเต็ม 3% ซึ่งถือว่ากินเวลานานมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกปีของที่ดิน เพราะมูลค่าที่ดินจะเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 3-5 %/ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ซึ่งการซื้อที่ดินไว้เก็งกำไรยังทำให้ได้กำไรอยู่สำหรับคนรวย

2สัดส่วนการถือครองที่ดินในไทย,งานวิจัยของ รศ.ดวงมณี เลาวกุล อาจารณ์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

แล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะลดความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่? ดูจากสภาพความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินในประเทศไทยปัจจุบัน ในงานวิจัยของ รศ.ดวงมณี เลาวกุล อาจารณ์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า หากแบ่งคนในไทยออกเป็น 10 ระดับ(10-100)  ตามความจน-รวย พบว่า คนรวย 10% บนสุด ในไทย ถือครองที่ดินกว่า 61.48% และหากรวมคนรวยรองมาอีก 10%(18.44%) รวมกันเป็น 20% บนสุด จะมีที่ดินรวมกันสูงถึง 79.92% ของที่ดินโฉนดในประเทศไทย หรือประมาณ 95 ล้านไร่(15.9 ล้านราย) ซึ่งในงานวิจัย พบค่าสัมประสิทธ์ิความไม่เสมอภาค(Gini coefficient) สูงถึง 0.89 เพราะในขณะคนจน 10% ล่างสุด มีที่ดินแค่ 0.07% และอีก 10% ต่อมา มีแค่ 0.17% หรือรวมกัน 20% ล่าง มีที่ดินรวมเพียงแค่ 0.24% ของที่ดินในประเทศไทย[1]

นอกจากนี้ ในงานวิจัย พบว่า ร้อยละ 50 ของผู้ถือครอง ถือครองไม่เกิน 1 ไร่ ,ร้อยละ 22 ของผู้ถือครอง ถือครอง 1-5 ไร่,ร้อยละ 28 ของผู้ถือครอง ถือครอง มากกว่า 5 ไร่ ขณะที่ผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีที่ดินรวมกันทั้งสิ้น 631,263 ไร่[2]

 

อ้างอิง

http://www.tef.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2015/04/02_TEF-Presentation.pdf

https://www.prachachat.net/property/news-251830

 

[1] http://www.tef.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2015/04/02_TEF-Presentation.pdf

[2] https://mgronline.com/

Share.

About Author

Comments are closed.