ภาคประชาชน ยื่น กกต. ยุบ พลังประชารัฐ กรณีเสนอชื่อ หัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ ผิดเข้าข่าย “อาจเป็นปฏิปักษ์” ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

0

วันที่ 15 มี.ค.2562 เวลา 14.00น. น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา ในนามของตัวแทนกลุ่มรวมพลคนทวงงาน กกต. เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทำหน้าที่เพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม โดยขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีที่พรรคพลังประชารัฐอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้เสร็จสิ้นก่อนวันเลือกตั้ง

S__85172229

โดย น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐสมควรถูกยุบ เนื่องจากการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นการอาศัยสิทธิเสรีภาพที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ ให้มีผลย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน บรรทัดฐาน คุณค่า และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง ขอให้เหตุผลเพิ่มเติมโดยการอ้างอิงบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางไว้ ในกรณี ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมีความพ้องกันหลายประการ ดังนี้

1. หัวหน้า คสช. ได้อำนาจจากการรัฐประหาร เป็นบุคคลที่อาจถือว่าไม่มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ และยังคงใช้อำนาจที่อ้างว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ อันได้มาจากการยึดอำนาจ และจะใช้ต่อไปจนมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ การเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวให้เป็นนายกรัฐมนตรี ให้มีโอกาสสืบทอดอำนาจที่ได้มาด้วยวิธีดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ ก่อนจะตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองนั้น จึงเป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย”

2. พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ยังสามารถใช้อำนาจรัฐในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม และใช้อำนาจ คสช. ตามมาตรา 44 ออกคำสั่งใดๆให้เป็นกฎหมายได้ โยกย้ายข้าราชการได้ และใช้งบประมาณโดยปราศจากการตรวจสอบและอนุญาตโดย กกต. ซึ่งผิดไปจากหลักการใช้อำนาจของรัฐบาลที่พึงเป็นรัฐบาลรักษาการก่อนการเลือกตั้งที่มีอำนาจจำกัด จึงเป็นปัจจัยที่เชื่อได้ว่าจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของกลุ่มตน

3. หัวหน้า คสช. มีส่วนสำคัญในกระบวนการคัดเลือก ส.ว. 250 คน ที่จะมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี กับ ส.ส. จากการเลือกตั้งโดยประชาชน 500 คน ตามที่ได้จัดการร่างไว้ในรัฐธรรมนูญ การเสนอชื่อหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งที่ 1 ใน 3 ของรัฐสภาที่จะโหวตเลือกนายกฯ เป็น ส.ว. จากการแต่งตั้งโดย คสช. ด้วยวิธีเช่นนั้น จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรม ขัดกับหลักการสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกันของพลเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงขัดเจตนารมณ์ขององค์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ตามที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่ามีพระประสงค์มอบอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เพื่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

4. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ห้ามพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” มารับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้นักกฎหมายหรือองค์กรอิสระบางองค์กรจะพยายามปฏิเสธความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของหัวหน้า คสช. โดยอ้างวิธีการได้มาซึ่งอำนาจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจตนารมณ์ของ พรป.เลือกตั้งที่มีการกำหนดลักษณะต้องห้ามที่รวมถึงเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ด้วยนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขัดผลประโยชน์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ หรืออำนวยให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนในการเลือกตั้ง เห็นได้ชัดว่า หัวหน้า คสช. ซึ่งสามารถออกคำสั่งเป็นกฎหมาย โยกย้ายข้าราชการ และใช้งบประมาณได้อย่างอิสระ น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ขาดคุณสมบัติมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งปวง

5. รัฐธรรมนูญปี 2560 มุ่งลดเงื่อนไขความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขรู้รักสามัคคีปรองดองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเพณีการปกครองที่เหมาะสมของไทย อีกทั้งรัฐธรรมนูญได้รับรองบัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่บั่นทอนรัฐธรรมนูญ หรือทำลายคติรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เสื่อมโทรมไป

S__85172227

ดังนั้น การเสนอชื่อ หัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐนั้น จึงเป็นการกระทำที่ “อาจเป็นปฏิปักษ์” ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

Share.

About Author

Comments are closed.