กษิต ภิรมย์ โพสต์ให้คะแนนรัฐบาลชุดใหม่ 0 เต็ม 10

0

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุว่า

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ ก็ได้มีผู้สื่อข่าวสตรีท่านหนึ่งโทรศัพท์มาถึงผม พร้อมกับคำถามที่ว่า ถ้าจะให้คะแนนคณะรัฐมนตรีชุดนี้ภายใต้การนำพาของชายชาติทหารเสือ (ภายใต้ชุดแต่งกายพลเรือน) นามว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากขั้นที่ 1 ถึง 10 (Scale of One to Ten) นั้น ผมจะให้คะแนนสักเท่าใด

ผมก็ตอบไปโดยทันทีอย่างไม่ลังเลว่า ไม่ให้สักคะแนนหนึ่ง ก็เลยมีอีกคำถามย้อนกลับมาว่า“ทำไมละคะ?” ผมก็ตอบชี้แจงไปว่า คะแนนของผมนั้นแม้จะแค่หนึ่งเดียวก็มีคุณค่า ผู้สื่อข่าวสาวก็หัวเราะถามต่อด้วยความสงสัยว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?” ผมจึงขยายความว่า ทำใจให้คะแนนใดๆ กับคณะรัฐมนตรีชุดประยุทธ์ 2 นั้นมิได้เลย เพราะเรียกว่าแย่ทั้งคณะ คือไม่ผ่านการพิจารณา

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวก็ไม่ได้ขอให้ขยายความอะไรต่อ แต่เพียงแค่พูดว่า “แล้วหนูจะนำเอาไปเขียนต่อได้ไหม?” ผมก็ตอบไปว่า “เอาไปเลย เขียนได้ตามสบาย”

ผมก็เลยขอถือโอกาสนี้แจงความในใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความไม่เอาไหนของคณะรัฐมนตรีชุดล่าสุดของรัฐสยามนี้ โดยแยกองค์ประกอบคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 2 เป็นกลุ่มๆ จากมุมมองของผม ก็แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 ประเภทหลักๆ (Categories)ได้ดังนี้

1) ชุด 3 เกลอหัวแข็ง ที่เป็นผู้นำ ผู้บงการ ผู้สั่งการ และผู้จัดการรัฐบาล ผู้จัดแจง จัดแบ่งผลประโยชน์ต่างๆ ก็คงเดาได้ว่า เป็นอดีตนายพลสามพี่น้องที่รักกันยิ่งกว่าสายเลือด

2) ชุดกุมารทองแท้เยาวราช ที่มาในมาดของนักวิชาการ ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ บริหารจัดการแบบมืออาชีพ (Technocrats) พร้อมด้วยอุดมการณ์ “เล่นบนเป็น” (คบหาทุนใหญ่ทั้งภายในภายนอกประเทศ) และ“เล่นล่างได้” (หว่านโครงการประชานิยม เอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศไปลดแลกแจกแถมให้คนบางส่วน เพื่อเอาใจ เอาคะแนนนิยมและคะแนนเสียง และเพื่อไม่ให้โวยวาย แต่ให้มอมเมาอยู่กับลัทธิพึ่งพาแบบมือขอ-รับ)

3) กลุ่มฝักใฝ่การเมืองเป็นอาชีพ เพื่อใช้อำนาจหาประโยชน์ หาอภิสิทธิ์ อย่างไร้ความอาย ไร้ศีลธรรม

เมื่อบุคคลในรัฐบาลล้วนประกอบขึ้นจากคนเหล่านี้ แล้วจะให้ผมให้คะแนนประเมินกันได้อย่างไร แนะนำให้ลองไปขอให้ประชาชนพลเมืองไทยให้คะแนนดูก็ได้ ผลรวมเฉลี่ย ก็คงออกมาในแนวทางที่ว่า ยากที่จะให้คะแนนนิยมชื่นชมกันได้

แล้วเรื่องนี้จะโทษใครได้?

ก็คงต้องย้อนกลับมาที่ 3 พระหน่อ ผู้มากด้วยอำนาจและบารมีนั่นเอง ว่าเลือกรัฐมนตรีมาแบบไม่เห็นหัวคนไทย ไม่ให้เกียรติแก่เจ้าของประเทศ เจ้าของภาษีเจ้าของงบประมาณ เจ้าของอำนาจรัฐทั้งปวงกันเลย ทำเอาคนไทยบ่นกันระงมว่า ไม่รู้ว่าเอาคนเหล่านี้มาเป็นผู้บริหารประเทศได้อย่างไร

นั่นก็เพราะที่ผ่านมาไม่ได้คิดจะปฏิรูปประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว การเมืองไทยก็เลยวนกลับมาเรื่องเดิมๆ ทำให้ในวันนี้ ผู้นำประเทศต้องสนใจแต่เรื่องการครองอำนาจของตนเองต่อไป ลงจากหลังเสือก็ไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งวุ่น โดยเฉพาะเรื่องฐานอำนาจ เพราะมันพัวพันกันอย่างแยกไม่ออกกับผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะตามมา กลายเป็นว่าไอ้ที่ได้ มีอยู่แล้ว 5 ปี ก็จะยังได้อยู่ และมากยิ่งๆ ขึ้นอีกต่อไป

ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็นว่า การตั้งรัฐบาล หรือการเลือกรัฐมนตรีในวันนี้ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือความผาสุกของปวงชนชาวไทยแต่อย่างใดเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วจะสามารถให้ความหวังกับชาติบ้านเมืองและผู้คนได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นหนุ่ม-สาว ซึ่งเขาเอือมระอากับการเมืองไทย สภาพการเมืองแบบเก่าๆ ที่มุ่งเอาประโยชน์เข้าตน มันก็เลยส่งผลให้เลือกที่จะเบือนหน้าหนี แล้วหันไปฟังใครสักคนที่พอจะเป็นความหวังกับเขาว่า จะมาช่วยล้างบาง จัดการกำจัดนักการเมืองน้ำเน่าเหล่านี้ออกไป ส่วนข้อเท็จจริง จะทำได้หรือไม่ อนาคตไทยมีการเปลี่ยนแปลง และจะดีขึ้น จริงเท็จอย่างไรก็ยังไม่ทราบ

นั่นก็เพราะเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด สิ่งที่เห็น ที่เป็นอยู่คาตากันวันนี้ เขาเห็นแล้ว รู้แล้ว ก็ได้แต่ร้องโอ๊ย โอ๊ย แล้วหันไปกินยาพาราเซตามอลแก้ปวดหัวได้เท่านั้น

บางที คุณประยุทธ์ คงกำลังสำลักอำนาจวาสนา บารมีอยู่ ก็เลยไม่ได้ทันสังเกตเห็นภาพสะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่าเขาคิดเห็นกันอย่างไรกับรัฐบาล และผลงานที่ผ่านมา

อย่างน้อย ปฏิรูปคนอื่นไม่ได้ ตนเองก็น่าจะปฏิรูปตนเอง ให้คงไว้ซึ่งความถูกต้องชอบธรรม เพื่อให้เป็นตัวอย่าง เป็นความหวังแก่สังคมได้บ้าง

ประชาชนเขาหวังไว้มาก ก็ไม่ต้องแปลกใจที่วันนี้เขาเห็นรายชื่อรัฐมนตรีแล้วจะผิดหวั

Share.

About Author

Comments are closed.