13 ปี รัฐประหารปี 49 สู่ผลพวงปัญหาประเทศจวบจนปัจจุบัน

0

ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คืนวันที่ 19  กันยายน พ.ศ. 2549 กลุ่มทหารในกองทัพ นำโดยพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ตั้งตัวเองและพวกเป็นคณะรัฐประหาร ใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”​ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งมี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี 

เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นการรัฐประหารของกองทัพที่ทิ้งช่วงยาวนานถืง 15 ปี ตั้งแต่การรัฐประหารครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2534 ซึ่งหลายคนคิดว่าประเทศไทยเราคงไม่มีรัฐประหารอีกแล้ว แต่ในคืนดังกล่าวฉากภาพการเมืองไทยก็เปลี่ยนไปตลอดกาลและกลับสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง[1] อีกครั้งเหมือนในอดีต

4DQpjUtzLUwmJZZC1wsjcqlTWRtibzdVq82bHjQsxsw8

ฉากภาพของมูลเหตุของการรัฐประหารครั้งนั้น ภาพหนึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2547 ในการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) หรือเรียกสั้นๆว่า “เสื้อเหลือง” ต่อรัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีแกนนำอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุลในการนำประท้วง 

ด้วยเหตุผลว่า รัฐบาลของทักษิณ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่น้อย  ภาพสอง ในภาพการเมืองใหญ่ มีการสั่งให้การเลือกตั้งในเดือนเมษายนถูกสั่งให้เป็นโมฆะและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ จะชนะการเลือกตั้งสูงมาก ภาพผู้ชุมนุมจึงเรียกร้องให้มีการใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ(คืนพระราชอำนาจ) หรือเรียกร้องให้ทหารออกมารัฐประหาร และก็เป็นเช่นนั้น

Thailand's coup leader, General Sonthi Boonyaratglin answers questions during a press conference at the Army headquarter in Bangkok, 26 September 2006.  One week after staging a bloodless coup, Thailand's new military leader told AFP that his junta would remain in place to guard against any abuses by the civilian government he plans to install this week.    AFP PHOTO

Thailand’s coup leader, General Sonthi Boonyaratglin answers questions during a press conference at the Army headquarter in Bangkok, 26 September 2006. One week after staging a bloodless coup, Thailand’s new military leader told AFP that his junta would remain in place to guard against any abuses by the civilian government he plans to install this week. AFP PHOTO

มีการรัฐประหารขึ้น ในคืน 19 กันยายน 2549 มีการยกเลิกการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม(ในเดือนถัดมา) สั่งยุบสภา สั่งห้ามประท้วงและกิจกรรมทางการเมือง ยังยั้งและตรวจพิจารณาสื่อ ประกาศใช้กฎอัยการศึก และจับกุมสมาชิกคณะรัฐมนตรี(ตามสูตรของรัฐประหาร) และสั่งให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด[2] สู่ฉากใหม่ของการเมืองไทยภายใต้เงาทหาร มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้อำนาจตุลาการและองค์กรอิสระ จนนำมาซึ่งความเป็น “ตุลาการภิวัฒน์”ในทางการเมืองไทย สู่ภาวะการใช้กฎหมายสองมาตรฐาน และเป็นสาเหตุให้นำมาสู่วิกฤติการเมืองจนถึงปัจจุบัน

ฉากภาพ 13 ปี ผลจากความอัปยศของการรัฐประหาร ปี 49

คณะรัฐทหารครองอำนาจไม่นานก็จัดให้มีการเลือกตั้ง หลังมีรัฐธรรมนูญปี 50 พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง บริหารประเทศโดยนายสมัคร สุนทรเวช ก็ถูกกระบวนการทางกฏหมายตุลาการภิวัฒน์ จัดการจนต้องลงจากอำนาจนายกรัฐมนตรีเพราะทำกับข้าวออกทีวี สู่การโหวตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ได้เป็นต่อ แต่ไม่วายที่ม๊อบประท้วงกลุ่มเสื้อเหลืองจะออกมาชุมนุมประท้วงต่อให้รัฐบาลสมชาย ลงจากอำนาจด้วยเหตุผลเป็นพรรคนอมินีทักษิณ จนมีการชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทำให้ชาติเสียหายมหาศาล

สู่การวางแผนในการยึดอำนาจกลุ่มทักษิณอีกครั้ง โดยการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารด้วยความร่วมมือของผู้มีอำนาจ และการแปรพักตร์ของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเคยเป็นคนพรรคทักษิณ และได้นายกรัฐมนตรีจากฝั่งประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี สู่การประท้วงของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเสื้อแดงบ้าง กลุ่มเสื้อแดง มีฐานความคิดหลักอยู่ที่ระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้งและสนับสนุนทักษิณ ชุมนุมต่อต้านอภิสิทธิ์ ด้วยเหตุผลการได้อำนาจนั้นมาไม่ชอบ มีการชูประเด็นว่าประเทศไทยอยู่ในระบบสองมาตรฐาน มีการเลือกปฏิบ้ติจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง และผลแห่งการชุมนุมก็ปรากฎ มีการล้อมปราบประชาชนอยากโหดเหี้ยมกลางกรุงเทพฯ ตายกว่า 93 ศพ และบาดเจ็บกว่า  2,000 คน จากฝีมือทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการสั่งการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการรักษาสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี

557000005920901

สู่การเลือกตั้ง ปี 2554 และได้รัฐบาลจากพรรคฝ่ายทักษิณเช่นเดิม และครั้งนี้เป็นน้องสาวทักษิณ ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศเรื่อยมา ซึ่งก็เจอเหล่าทางการไทย ทั้งตุลาการไทยมองว่านโยบายที่บริหารนั้นเข้าข่ายผิดกฎหมาย และเจอพรรคประชาธิปัตย์อัดทุกนโยบายในรัฐสภา สู่การลงท้องถนนประท้วงอีกรอบของม๊อบเสื้อเหลืองและคนที่นำม๊อบครั้งนี้ก็นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนที่เคยสั่งฆ่าประชาชนเช่นเดิม และตั้งกลุ่มตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) การชุมนุมครั้งนั้นจบลงด้วยเรียกให้ทหารออกมารัฐประหาร และก็เป็นเช่นนั้นอีกรอบ มีการรัฐประหารกลางปี 2557 ซึ่งนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ทหารครองอำนาจ ไม่จัดการเลือกตั้ง และก็ไม่มีวี่แววว่าจะจัดการเลือกตั้ง

อ่านเพิ่มเติม http://www.ispacethailand.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/13053.html

การรัฐประหารปี 49 ได้เปลี่ยนฉากการเมืองไทยไปตลอดกาล เมื่อมีการปลุกผีรัฐประหารขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเอาชนะทักษิณและบริวาร แต่ผลพวงจากการรัฐประหารครั้งนั้นกว่า 13 ปี นำมาสู่ปัญหาอย่างน้อย 4 ประการ ซึ่งล้วนแล้วกระทบกับระบอบประชาธิปไตยที่ไทยเรายึดถือ ดังนี้

1.มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ตลอดระยะเวลา 11 ปี ของความวุ่นวายในทางการเมืองและความขัดแย้งของคนในสังคม นำมาซึ่งการชุมนุมประท้วงต่อรัฐบาลที่ตนเองไม่ชอบ อันเป็นช่องทางที่ให้อำนาจนอกระบบเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองไทย ทั้งอย่างโจ่งแจ้งอย่างการรัฐประหารและไม่โจ่งแจ้งโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายและอำนาจนอกระบบ แน่นอนว่าประเด็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะเติบโตได้ก็ต้องมีสภาวะประชาธิปไตยเกื้อหนุน แต่ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถูกทำลายลงไปด้วยน้ำมือของกฎหมาย และเกื้อหนุนโดยความเป็นเผด็จการของรัฐบาลทหาร ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นหัวหน้าในการปราบปรามเสื้อแดง จนเป็นเหตุให้มีคนตายกว่า 93 ศพ และบาดเจ็บกว่า  2,000 คน และมีการใช้กระสุนจริงในการล้อมปราบด้วยทหาร

18-09-18-26-1024x730

หรือการรัฐประหารปี 2557 ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง มีการจับกุมคุมขังประชาชน คนออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหาร และใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า ฯลฯ รัฐบาลทหารได้ควบคุมตัวผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ไปแล้วทั้งสิ้น 597 คน ในจำนวนนี้ 82 คนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมทั้งยังมีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข ซึ่งนำมาใช้ปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมากด้วย[3] และจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่อยู่ในคุกและมีคดีเป็นชนักติดหลัง[4]

2.ตุลาการภิวัฒน์

หลังจากการยึดอำนาจ มีการยกเลิก รธน.ปี 40  มีการยกเลิกองค์กรอิสระทั้งหมด ยกเว้นแค่องค์กรศาล โดยคณะรัฐประหาร ได้มอบความไว้วางใจในการแต่งตั้งให้ผู้พิพากษาได้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารของรัฐบาล มีการมอบหมายให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือตัวแทนเข้ามามีบทบาทในการสรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติประจำจังหวัด เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ สู่การมีรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้อำนาจเหล่าตุลาการมาก[5]

รธน.ปี 50 ได้ให้บทบาทแก่ผู้พิพากษาจำนวมมัก เช่น บทบาทของผู้พิพากษาที่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนกรณีถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 28 กำหนดให้ศาลฏีกามีอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของ ส.ส.และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดให้ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงต่ำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจนการพิจารณาพิพากษาคดีที่ ปปช.เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำ่แหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาด ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทบาทของเหล่าตุลาการ ซึ่งปกติได้แบ่งแยกถ่วงดุลไม่ก้าวกายอำนาจบริหารและนิติบัญญัตินั้น ได้เข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญปี 50 จนเป็นเหตุให้เกิดกระบวนการตุลาการณ์ภิวัฒน์ในที่สุด ในปัจจุบันกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ยังดำเนินการต่อไป จนถูกสังคมมองว่าเลือกข้างและนำมาสู่ความเป็นสองมาตรฐานในทางการเมือง และไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม

_97077034_gettyimages-514547660

3.การรัฐประหารปี 49 ที่ล้มเหลว สู่รัฐประหาร ปี 57 ที่ปกคลุมด้วยทหาร

การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการรัฐประหารที่ล้มเหลว เพราะการยึดอำนาจครั้งนั้น คณะรัฐประหารเลือกที่จะอยู่ในอำนาจเพียง 13 วัน มีการเร่งคืนอำนาจให้กับประชาชน และตั้งรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาใช้อำนาจแทน คมช.และตลอดเวลาของการครองอำนาจของ คมช.และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับงานนิติบัญญัติเป็นอย่างมากผ่านการสถาปนา “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” เพื่อจัดทำกฎหมายสำหรับเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน และ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”[6] และได้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งให้อำนาจกับศาลและองค์กรอิสระ หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ คมช.ตัดสินใจยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ สู่การไม่สามารถตอกตะปูปิดฝาโลงทักษิณได้ เพราะภายหลังยึดอำนาจเสร็จ มีรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์  มีการจัดให้มีการเลือกตั้ง พรรคของทักษิณก็ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง และการรัฐประหารครั้งนั้นเป็นฉนวนความขัดแย้งเรื่อยมา จนกระทั่งทหารต้องออกมารัฐประหารอีกครั้ง ในปี 57 และครั้งนี้ทหารไม่ทำแบบปี 2549 อีกแล้ว มีการครองอำนาจมาแล้วกว่า 3 ปี มีการส่งทหารเข้าปกครองทุกกระทรวงทบวงกรม และบริหารประเทศด้วยสภาวะความเป็นเผด็จการอย่างแท้จริง

4.การเติบโตของทหารและอำนาจนอกระบบในการเมืองไทย

ตลอดระยะเวลา  11 ปี ตัวแสดงหนึ่งที่โดดเด่นและโลดแล่นในทางการเมืองและมีบทบาทสูงคงไม่มีใครปฏิเสธ “ทหาร” ซึ่งควบคุมประเทศมาแล้วกว่า 3 ปี และได้รับบทเรียนของการรัฐประหารจากรุ่นพี่เมื่อปี 49 แล้วว่าการคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเรื่องที่เสียของ สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันคือทหารเข้าปกครองทั้งหมดในประเทศไทยไว้แล้ว ตั้งแต่บนลงล่าง สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าขณะนี้ทหารมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติถึง 143 ที่นั่ง จากทั้งหมด 250 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนที่เคยมีภายใต้รัฐบาลทหารชุดก่อนซึ่งก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเท่าตัว ทหารยังได้รั้งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันถึง 12 คน จากจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมด 36 ตำแหน่ง นับว่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับจำนวนที่มีในรัฐบาลทหารชุดที่แล้ว[7] มีการตั้งคนตัวเองเป็นที่ปรึกษาบอร์ดธุรกิจในที่ต่างๆ ทั้งของรัฐเอง รัฐวิสาหกิจและเอกชน มีทหารอยู่แทบทั้งสิ้น

11 ปี ที่ผ่านมา งบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 8.6 หมื่นล้านบาทในปี 2549 เป็น 1.69 แสนล้านบาทในปี 2552(ยุคอภิสิทธ์) และเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงราว 2 แสนล้านบาทในปี 2556 ก่อนจะถูกปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนงบประมาณในปี 2560 อยู่ที่ราว 2.14 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.4 เท่าในรอบ 11 ปี (http://www.bbc.com/thai/thailand-38656190) และในปีนี้เองที่งบประมาณกองทัพก็ยังเพิ่มขึ้นเป็น 2.23 แสนล้านบาท

 DncpVtcU4AEQSh1

ซึ่งผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อปี 49 นั้น เป็นเวลากว่า 13 ปี ที่ผลกระทบดังกล่าวยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน และปัญหาอย่างน้อย 4 ประการ ที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วกระทบกับระบอบประชาธิปไตยอย่างมาก หากระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยหลักการอธิปไตยเป็นของประชาชน สิทธิเสรีภาพ เสมอภาค นิติรัฐ-นิติธรรม และหลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อยแล้ว การรัฐประหารครั้งนั้นได้ทำลายไปหมดทุกอย่าง และการรัฐประหารครั้งปัจจุบันยิ่งกลบฝังประชาธิปไตยไทยไปเลย นี้แหละจึงเรียกได้ว่าเป็นรัฐประหารที่อัปยศที่สุดของการเมืองไทย

[1] วงจรอุบาททางการเมืองไทย คือ มีการรัฐประหาร สลับกับการเลือกตั้ง วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยมาตั้งแต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย,อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://lovedemocracy01.blogspot.com/2014/02/blog-post_1645.html

[2] มีการยกร่างมาจากตัวแทนของประชาชนทุกภาคส่วน และเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารได้บริหารและเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

[3] http://www.bbc.com/thai/international-39996072

[4] https://freedom.ilaw.or.th/blog/902abusedbyncpo

[5] http://elib.coj.go.th/Article/d56_3_12.pdf

[6] http://www.posttoday.com/analysis/report/296883

[7] http://www.bbc.com/thai/international-39996072

 

Share.

About Author

Comments are closed.