คำต่อคำ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการของบทความเรื่อง “In Thailand, Some Foresee a Coup by Legal Means” ของ NY Times

0

สำนักข่าวนิวยอร์คไทมส์รายงานในบทความเรื่อง “In Thailand, Some Foresee a Coup by Legal Means” ว่าการเมืองประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น โดยที่ตุลาการศาลและองค์กรอิสระกำลังดำเนินการตุลาการปฎิวัติ (Judicial Coup) ในขณะที่ทหารมองว่าการปฎิวัติโดยใช้กองทัพ จะนำมาซึ่งปัญหาเพิ่มเติมมากกว่าจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง การขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องดำเนินโดยวิธีตุลาการปฎิวัติ

วันนี้ทีมงาน iSpace ได้แปลบทความชิ้นนี้มาเป็นภาษาไทยเพื่อให้ผู้อ่านได้สามารถเข้าใจถึงมุมมองของสื่อต่างชาติเกี่ยวกับองค์กรอิสระของไทย

In Thailand, Some Foresee a Coup by Legal Means

(สามารถเข้าอ่านได้ที่ http://www.nytimes.com/2014/04/01/world/asia/in-thailand-some-foresee-a-coup-by-legal-means.html?partner=rss&emc=rss&_r=0)

การประท้วงที่ยืดเยื้อมานานกว่าห้าเดือนในกรุงเทพได้ทำให้การจราจรติดขัด นักท่องเที่ยวหนี เศรษฐกิจหดตัว ถึงกระนั้นผู้ประท้วงจำนวนมากเหล่านั้นที่กินพื้นที่อยู่บนถนนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จที่จะล้มรัฐบาลและผู้มีตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ

ในอาทิตย์นี้สิ่งต่างๆ อาจจะเปลี่ยนไป เมื่อจุดสนใจของสาธารณะชนเปลี่ยนจากกลุ่มผู้ประท้วงในกรุงเทพฯ สู่องค์กรศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ที่ได้ตัดสินเข้าข้างฝั่งผู้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าตุลาการศาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์กรอิสระต่างๆ นั้นเป็นอิสระในทฤษฎี แต่ในความจริงแล้วคนกลุ่มนี้ไม่ถูกกับพรรคเพื่อไทยและนายกยิ่งลักษณ์

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามอธิบายสถานกาณ์การเมืองของประเทศไทยโดยอ้างอิงหลักกฎหมาย​“ และ “สถานการณ์ปัจจุบันเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่กฎหมายถูกบิดเบือนเพื่อให้รับใช้เป้าหมายทางการเมือง”

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ารับฟังข้อกล่าวหา ปปช. ในกรณีทุจริตจำนำข้าว โดยเนื้อหาของข้อกล่าวหานี้มีใจความว่า รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้พยายามที่จะหยุดยั้งการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ถ้าเกิดว่าคณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิดภายในไม่กี่อาทิตย์นี้ นางสาวยิ่งลักษณ์สามารถถูกระงับการปฎิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีได้

กรรมการ ปปช. นายวิชา มหาคุณ เคยมีกรณีกับพรรคของนายกยิ่งลักษณ์มาก่อน นายวิชาเคยได้รับมอบหมายในปี พ.ศ. 2550 ให้แก้รัฐธรรมนูญหลังจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549

รัฐธรรมนูญใหม่นี้มีเจตนาที่จะลดอำนาจจากการเลือกตั้งของรัฐบาลโดยการให้สมาชิกวุฒิสภากว่าครึ่งมีที่มาจากการสรรหาขององค์กรอิสระและตุลาการศาลต่างๆ ไม่ใช่จากการเลือกตั้ง

คุณวิชากล่าวว่า “เราทุกคนรู้ว่าการเลือกตั้งนั้นชั่วร้าย” และยังได้กล่าวว่าอำนาจควรที่จะอยู่ในมือของตุลาการศาล ไม่ใช่ตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากราษฎร ซึ่งเป็นผู้ที่เขากล่าวว่าทำให้ประเทศ “ล่มจม”

“สาธารณชนโดยเฉพาะนักวิชาการที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง แท้จริงแล้วอ่อนต่อโลก”

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามคนที่ได้ตัดสินในทางที่ไม่เอื้อต่อรัฐบาลในช่วงเดือนที่ผ่านมาเองก็เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหาร

การแย่งชิงอำนาจระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์โดยมีเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อล้นหลามไทยจากชนบท กับตุลาการศาลและองค์กรอิสระในกรุงเทพที่ต้องการขัดขวางสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ได้เข้ามาแย่งชิงอำนาจจากพวกเขา เป็นสาเหตุหลักของทางตันทางการเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 5 เดือน

การกระทำที่ศาลและองค์กรอิสระพยายามถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์และ ครม. จากการบริหารประเทศ ถูกเรียกว่าเป็น ตุลาการปฎิวัติ (Judical Coup)

ผู้ประท้วงหลายคนได้เรียกร้องให้กองทัพเข้ามาช่วย โดยกองทัพไทยนี้มีประวัติอันยาวนานกับการปฎิวัติล้มรัฐบาล แต่นักวิเคราะห์เห็นว่าผู้นำกองทัพตระหนักถึงการนองเลือดที่สามารถเกิดขึ้นได้และปฎิกิริยาจากประชาคมโลกต่อการปฎิวัติ

อดีด กกต. สดศรี สัตยธรรม ซึ่งเป็นอดีดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้กล่าวว่า “พวกเราเคยหยุดยั้งประชาธิปไตยโดยการใช้กองทัพเข้ามาปฎิวัติ” และ “การใช้กองทัพเข้ามาปฎิวัตินั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว”

นักวิชาการชื่อดัง ลิขิต ธีรเวคิน กล่าวว่าการตุลาการปฎิวัติกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการในขณะนี้

“นี่คือการปฎิวัติในระบบ ที่ใช้กฎกติกา อย่าปฎิเสธเลย ทุกคนในประเทศและนอกประเทศรู้เกี่ยวกับมันหมด”

ความตึงเครียดปะทุขึ้นในปลายปีก่อน เมื่อรัฐบาลเสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกต้งทั้งหมด

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การแกรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผิดต่อหลักรัฐธรรมนูญ โดยการอ้างว่าการทำให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย การตัดสินครั้งนี้ถูกวิจารณ์โดยนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งเพราะว่าตุลาการศาลนั้นเห็นว่ารถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแผนนี้ ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย นักวิจารณ์กล่าวว่าการตัดสินนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ศาล

การตุลาการพิวัตน์ได้ก่อให้เกิดการโต้เถียงใหญ่ในเรื่องความเป็นสองมาตรฐานของสังคมไทย ผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลกล่าวว่าผู้นำของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีดรองนายกรัฐมนตรี จะต้องถูกจับมาลงโทษในข้อหาฆาตกรรมในเหตุการณ์ปราบผู้ประท้วงเสื้อแดงในปี 2553 สุเทพได้ปฎิเสธที่จะขึ้นศาลมาหลายครั้งแล้ว

ผู้สนับสนุนรัฐบาลได้ขอให้ ปปช. เร่งดำเนินคดีจำนำข้าว คดีนี้ได้ถูกเร่งดำเนินการในขณะที่คดีอื่นซึ่งควรที่จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการโกงกินกลับถูกปล่อยละเลยทิ้งไว้

นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวว่าในกรณีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว กระบวนการนั้นถูกเร่งดำเนินการ

“พวกเราสงสัยว่าเราได้รับการปฎิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกันกับผู้อื่นที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่”

ปปช. พยายามที่จะปฎิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความเป็นสองมาตรฐาน โดยกล่าวว่าคดีนี้ถูกดำเนินการมานานเกือบสองปีแล้ว

ไม่ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ได้กระทำความผิดในข้อหา “ละเว้นหน้าที่” ในโครงการจำนำข้าวจริงหรือไม่ เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของความขัดแย้งของผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลและผู้ประท้วง

พรรครัฐบาลยืนยันปกป้องโครงการจำนำข้าว โดยระบุว่าการที่รัฐบาลซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาดมากถึงสองเท่านั้นเป็นวิธีที่จะยกระดับรายได้ของคนชนบท แต่ผู้เชี่ยวชาญและแม้แต่ผู้สนับสนุนฝั่งรัฐบาลคนสำคัญบางคนเองก็กล่าวว่าโครงการนี้ฟุ่มเฟือยและเป็นการทำลายอุตสาหกรรมข้าวของประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญโครงการจำนำข้าว ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร กล่าวว่า รัฐบาลได้ก่อหนี้มากกว่า 6.95 แสนล้านบาท หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มานานกว่าสองปีครึ่ง เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว หนี้บางส่วนสามารถถูกใช้คืนได้จากเงินที่ได้มาจากการขายข้าวในคลังของรัฐบาลซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 ถึง 17 ล้านตัน แต่รัฐบาลมีแนวโน้มประสบกับความลำบากในการขายข้าวในราคาตลาด ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเรื่องคุณภาพและความใหม่ของข้าว

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ โครงการจำนำข้าวของประเทศไทยนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโครงการช่วยเหลือชาวนาของสหภาพยุโรป โดยโครงการของประเทศไทยสร้างภาระให้กับประเทศไทยมากกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท หรือเท่ากับประมาณ 1.7 เปอร์เซนต์ของผลผลิตมวลรวมของประเทศไทย โดยการเปรียบเทียบแล้ว นโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยเหลือชาวนามากที่สุดในโลก สร้างภาระเป็นจำนวนน้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์ของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สื่อข่าวชื่อดังที่วิจารณ์โครงการจำนำข้าว กล่าวว่ารัฐบาล “ต้องถูกลงโทษให้หนักพอที่จะทำให้รัฐบาลเข้าใจว่าเขาไม่สามารถดำเนินโครงการจำนำข้าวแบบเดิมได้”

แต่เขาก็ได้เตือนว่าการตุลาการปฎิวัติเกิดจะก่อให้เกิดการตอบโต้อย่างหนักจากฝ่ายผู้สนับสนุนรัฐบาล

“มันไม่คุ้มที่จะมาทำลายประชาธิปไตยเพราะเรื่องนี้”

Share.

About Author

Leave A Reply