นักวิชาการต่างชาติถกปัญหาการเมืองไทย: อำนาจ ประชาธิปไตย และเสรีภาพทางความคิด

0

_MG_5498-1

วันนี้ (18 สิงหาคม 2557) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง วิกฤติการการเมืองไทยในสายตาต่างชาติ: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต  โดยมีวิทยากรสามท่าน ประกอบไปด้วย

  1. เอ็ดเวิร์ด นุต อาจารย์ประจำภาควิชา อังกฤษและอเมริกันศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. มาร์ค แซ็กเซ่อร์ผู้อำนวยการองค์กร FES หรือ Friedrich-Ebert-Stiftung องค์กรด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสังคมวิทยา และ
  3. เคลาดิโอ โซปรันเซตติ นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

และมีวิทยากรผู้ดำเนินรายการคือ

ปราชญ์ ปัญจคุณาธรอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิทยากรทั้งสามท่านได้อธิบายถึงปัญหาการเมืองในประเทศไทยด้วยมุมมองทางรัฐศาสตร์ และสังคมวิทยาในแบบต่างๆ

 

_MG_5494-1

เอ็ดเวิร์ดนุต เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า ทำไมความคิดเห็นของชาวต่างชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ?

และเขาก็ตอบว่า นั่นก็เพราะว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายนั้นต่างก็น่ารับฟังทั้งนั้น เอ็ดเวิร์ดยกตัวอย่าง

งานเขียนของ เจเรด ไดม่อน ในหนังสือเรื่อง “collapse” ที่กล่าวไว้ว่า “สังคมที่เปิดกว้างทางความคิด คือสังคมที่จะอยู่รอดได้อย่างยาวนาน ในทางกลับกัน สังคมที่ไม่มีการเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน” เอ็ดให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่คนไทยนั้นไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของชาวต่างชาตินั่นก็เพราะว่าเขาเป็นคนต่างชาติ ต่างถิ่น ทว่าเขาได้ออกตัวว่าเขานั้นไม่ได้จะโน้มน้าวให้คนไทยปรับตัวให้เหมือนต่างประเทศ เขาเพียงแต่พูดในกรอบของกฎหมายไทย และสิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งเขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็จะเห็นด้วยกับเขา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่คนกรุงเทพฯแน่

เอ็ดเวิร์ดเริ่มต้นการอธิบายปัญหาการเมืองไทยโดยยกทฤษฎีวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยที่ประกอบไปด้วย 1. เผด็จการ ที่กองทัพเป็นผู้คุมอำนาจ 2. ประชาธิปไตยบนแผ่นกระดาษ – การมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร 3. ประชาธิปไตยแบบจริงๆจังๆ – เช่นการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะภาคส่วนไหนของรัฐบาล 4. วิกฤติการทางการเมือง เช่นการประท้วงต่างๆ และ 5. การเข้าแทรกแซงทางเมืองของกองทัพ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นวนไปวนมาอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากคำถามสำคัญก็คือว่า เราจะทำลายวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร เพราะตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมาก็มีการรัฐประหารเกิดขึ้นทั้งหมด 19 ครั้ง เป็นการรัฐประหารที่สำเร็จถึง 12 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 19 ฉบับ และมีรัฐบาล 28 ชุด ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเพียงแค่ 9 ชุดเท่านั้น

วิกฤติการณ์ที่ทำให้กองทัพต้องเข้ามาแทรกแซงนั้นก็คือ 1. วิกฤติการที่คุกคามเป็นอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์ 2. การคุกคามอันเกิดจากปัจจัยภายนอก 3. การคุกคามที่เกิดขึ้นจากภายใน 4. เมื่อกองทัพเกิดความขัดแย้ง และ 5. เมื่อรัฐบาลนั้นถูกแช่แข็ง

จากนั้นเอ็ดได้อธิบายถึงการเข้ามามีอำนาจของทักษิณ ชินวัตรที่ใช้วิธีการร่วมรัฐบาลจากหลายๆฝ่ายทำให้ได้เสียงข้างมาก และใช้นโยบายประชานิยมทำให้ได้รับการเลือกตั้ง แต่ทว่าเขาก็ถูกขับออกจากตำแหน่ง ทำไมถึงเกิดอย่างนั้นได้ เอ็ดอธิบายว่า มันมีถึงสามมุมมองในการอธิบายเรื่องนี้ 1. คือมุมมองของฝ่ายเสื้อเหลือง ที่โจมตีภาพลักษณ์ของทักษิณเรื่องการคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง ฯลฯ 2. คือมุมมองของฝ่ายเสื้อแดง ที่มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของชนชั้นซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย และ 3. คือมุมมองแบบ สัจจนิยมที่มองว่านี่คือปัญหาของการแย่งชิงอำนาจ

อย่างไรก็ดี เอ็ดเวิร์ดไม่เห็นด้วยกับมุมมองการอธิบายของฝ่ายเสื้อเหลืองนั่นก็เพราะว่า 1. การอ้างถึงการคอร์รัปชั่นนั้นไม่เป็นธรรมเลย และมันก็ไม่ได้อยู่นอกกรอบของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะหากเป็นปัญหาคอร์รัปชั่น ในระบอบประชาธิปไตยก็สามารถแก้และตรวจสอบได้ด้วยตัวของมันเอง  2. หลักฐานของการคอร์รัปชั่นในรัฐบาลทักษิณนั้นอ่อนมากๆ ซึ่งเขาได้อ่านคำพิพากษามาทั้งหมด ก็ยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดเจนในการเอาผิดทักษิณได้เลย และข้อกล่าวหานั้นก็อ่อนมากๆเช่นเดียวกัน และ 3. มันมีวิธีการอื่นๆในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้ความรุนแรง ซึ่งกองทัพควรที่จะเข้ามาปกป้องประชาธิปไตย มากกว่าการทำลายมัน

เอ็ดกล่าวปิดท้ายว่า  “การเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยมันหมายความว่าอย่างไร? มันก็คือการเดินตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างมั่นคง คือการชนะเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชนนั่นเอง

_MG_5501-1

ผู้ร่วมอภิปรายคนถัดมาคือ มาร์ค แซ็กเซ่อร์

มาร์ค เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า วิกฤติการเมืองในหลายๆประเทศ เป็นวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวกับเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งวิกฤติการทางการเมืองกับวิกฤติการทางเศรษฐกิจนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ในหลายๆประเทศ จะเริ่มด้วยการที่มีประชาธิปไตยที่ค่อนข้างอัปลักษณ์ แต่ยังใช้การได้ คือยังมีเสรีภาพอยู่ (deform but liberal) ซึ่งลักษณะแบบนี้นั้นเอื้อให้สิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นเผด็จการได้รับการเลือกตั้ง และมันคุกคามชนชั้นกลาง และถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตย เพราะว่าระบอบอุปถัมภ์ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นกลาง และมันช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง ชนชั้นกลางมองว่าประชานิยมเป็นรูปแบบหนึ่งของระบอบอุปถัมภ์ที่เป็นภัยต่อตนเอง เกิดการต่อต้านของชนชั้นกลาง ทำให้มีการแทรกแซงจากข้างนอก ทั้งทหารและตุลาการ

มาร์คอธิบายต่อว่า ชนชั้นกลางและชนชั้นนำพยายามกดดันไปเรื่อยๆ และไปหยุดในจุดที่มีเสถียรภาพน้อยมากๆ ทำให้สังคมไม่มีเสรีภาพเลย

วิกฤติการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและการเมือง มันมีอันตราย คือมันทำให้สังคมติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ ต่างฝ่ายต่างต้องการต่อสู้กัน และสุดท้ายแล้วมันจะนำไปสู่การเกิดระบอบแบบฟาสซิสต์

ทางออกคือแต่ละฝ่ายต้องเจรจาสัญญาประชาคมใหม่ ฝ่ายชนชั้นนำและชนชั้นกลางต้องเรียนรู้ที่จะเอาใจคนส่วนใหญ่ มันจะทำให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพ และคนส่วนใหญ่เองก็ต้องยอมรับว่า อำนาจของตัวเองต้องถูกจำกัดอยู่บ้าง ซึ่งสิ่งที่ได้คือกลับคืนมาคือสาธารณประโยชน์ต่างๆและเสถียรภาพ

_MG_5507-1

ผู้ร่วมเสวนาคนสุดท้าย เคลาดิโอ โซปรันเซตติ นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ศึกษาการเมือง และสังคมในไทย มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทยมากมาย กล่าวว่าวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น เกิดจากสองขั้วอำนาจที่ไม่สมดุลกัน ระหว่าง อำนาจบารมี และอำนาจในการขับเคลื่อนมวลชน

กลุ่มหนึ่งเชื่อถึงเรื่องความดี อำนาจบารมี และ การยอมรับด้านคุณธรรม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อแต่เรื่องการขับเคลื่อนมวลชน

ซึ่งทั้งสองแบบต่างก็ขัดต่อหลัการประชาธิปไตยสากล ถ้าเชื่อแต่เรื่องความดีก็จะเป็นเผด็จการแบบที่เพลโตเคยกล่าวไว้

อีกส่วนหนึ่งที่ยึดแต่มวลชนก็ต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่เรื่องของการเลือกตั้ง

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. นั้นพยายามสร้างอำนาจจากทั้งสองรูปแบบนี้ คือความศรัทธาอำนาจบารมี ในอีกด้านหนึ่งก็ยังสานต่อนโยบายที่เป็นประชานิยม

และฝ่ายเสื้อเหลืองเองก็เชื่อว่าทักษิณควบคุมได้ทุกอย่าง ส่วนฝ่ายเสื้อแดงก็เชื่อว่ามีบางอย่างที่ควบคุมได้ทุกอย่างเหมือนกัน ความคิดแบบบนี้ทำให้เรามองข้ามบางสิ่งอย่างไป มองข้ามความสามารถบางอย่างขององค์กรเช่น องค์กรของกองทัพ เพราะว่ากองทัพสามารถทำทุกอย่างได้ แม้แต่นิติรัฐ

สรุปก็คือว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้นั้นเกิดจาการที่อำนาจทั้งสองรูปแบบ คืออำนาจบารมี และอำนาจการขับเคลื่อนมวลชน ไม่สามารถสมดุลกันได้นั่นเอง

 

_MG_5502-1 _MG_5522-1 _MG_5520-1 _MG_5517-1 _MG_5511-1 _MG_5499-1

Share.

About Author

Leave A Reply