สืบเอย เจ้าจากไปไม่สูญเปล่า รำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร

0

สิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์มีผลต่อความรู้สึกเมื่อคนอยู่ในเมือง ก็จะกลายเป็นคนเมือง สนใจแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมือของมนุษย์ ทั้งห้างสรรพสินค้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ มักเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนเมืองทั้งสิ้น

แต่หากคน ที่อยู่และถูกล้อมรอบด้วยป่าเขา ลำเนาไพร แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกดึงดูดด้วย ธรรมชาติอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ป่า ภูเขา หรือแม่น้ำ

เมื่อย้อนเวลากลับไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี ได้ตั้งใจร่ำเรียนหนังสือเพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนการป่าไม้ หรือที่ปัจจุบัน รู้จักกันในชื่อ คณะวนศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาได้จบการศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ และเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์เช่นเดิม

ต่อมา เขาได้สอบเข้าเป็นข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ในตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และนี่ จึงเป็นจุดเริ่มชีวิตข้าราชการกรมป่าไม้ของผู้ชายคนนี้ “สืบ นาคะเสถียร” และทำให้สามัญชนทั่วไปอย่างเขากลายเป็นบุคคลที่ถูกจดจำตลอดไป หลังจากการเสียสละชีวิตเพื่อสิ่งที่เขารักที่สุด

แรงบันดาลใจหลักของสืบ

ถึงแม้ว่า สืบ นาคะเสถียร จะเป็นบุตรชายของ สลับ นาคะเสถียร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี แต่เขาไม่เคยใช้อำนาจของพ่อ เพื่อให้มีสิทธิประโยชน์เหนือคนอื่นเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามองว่า ควรเห็นใจคนอื่น ที่ไม่มีโอกาสในสังคม[1] อีกทั้ง เขาเคยกล่าวว่า “พ่อผมไม่เคยโกงใครกิน…ทำไมผมถึงดีใจและภาคภูมิใจกับพ่อผมมาก เพราะพ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร” จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เขาเข้ามารับราชการ เลยเลือกที่จะทำงานเป็นข้าราชการที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า แทนที่จะทำงานเป็นป่าไม้

“ผมเลือกที่นี่เพราะเกลียดพวกป่าไม้ แม้มาเรียนป่าไม้ตอนอยู่ในมหาวิทยาลัยก็รู้สึกว่าไม่ชอบป่าไม้ เรื่องที่ว่าป่าไม้มันโกง พวกป่าไม้มันร่ำรวยมาจากการโกงป่า ผมรู้กำพืดพวกนี้ดี เพราะสมัยนั้นพ่อผมเป็นปลัดจังหวัด ผมไม่อยากไปยุ่ง ไม่อยากไปโกงกับมัน ถ้าผมไม่โกงกับมันผมก็อยู่ไม่ได้ ผมเลยเลือกมาอยู่กองนี้” เขากล่าวด้วยความจริงใจ

สืบ กับชีวิตที่ดิ้นรนเพื่อธรรมชาติ

ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 140,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต

 

ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน จึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน เขาได้เดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลาห้าวันห้าคืนเพื่อเสาะหาข้อมูล และเมื่อได้สำรวจทางอากาศ และพบว่ามีฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง ๕๐ ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี

สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง[2]

สืบร่วมมือกับนักวิชาการคนอื่นๆ เร่งผลิตข้อมูลไม่ต่ำกว่า ๑๐ ชิ้น ว่าด้วยผลกระทบต่อสัตว์ป่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รวมถึงปัญหาการทำไม้ภายหลังการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่เขื่อนน้ำโจนเช่นกัน จนทำให้รัฐบาลมีมติระงับในการสร้างเขื่อน

ถือว่า เป็นความสำเร็จอย่างมากของ สืบ นาคะเสถียร ที่ได้ทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ได้สำเร็จ ซึ่งรายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาการตัดสินใจของรัฐบาล เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน[3]

วาระสุดท้ายของ สืบ นาคะเสถียร

ด้วยความที่สืบเริ่มออกรณรงค์เคลื่อนไหวต่อต้านการทำลายป่าและสัตว์ป่าทุกรูปแบบ ทั้งต่อต้านการสร้างเขื่อนที่แห่ง การต่อต้านบริษัทไม้อัดไทยที่มาขอสัมปทานทำไม้ที่ป่าห้วยขาแข้งตอนใต้ เขาจึงได้จัดนิทรรศการและการอภิปรายในชาวเมืองเห็นคุณค่าของป่าห้วยขาแข้ง รวมทั้งเขาได้รับทุนให้ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ตัดสินใจไม่รับทุน เพื่อมาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ออกจับไม้เถื่อน ในพื้นที่ป่าประดู่ที่ต้นไม้ถูกโค่นกว่า ๒๐๐ ต้นเพื่อแปรรูปในป่า แล้วเขาก็พบว่า ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวันในเวลานั้น

โดยเฉพาะปัญหาในป่าห้วยขาแข้งดูจะยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนมากกว่าที่เขาประเมินไว้แต่แรก เขาพยายามขอความร่วมมือจากหน่วยราชการนอกป่าห้วยขาแข้ง ในการช่วยกันป้องกันการทำลายป่าและการล่าสัตว์ และพยายามเดินเข้าหาผู้ใหญ่ ไปพูดคุยกับทุกคน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง กรมป่าไม้เองก็ไม่สนับสนุนสิ่งใด

อีกทั้งสืบรู้ดีว่าเจ้าหน้าที่ทำงานด้วยความยากลำบาก ต้องอยู่ในป่าเปลี่ยวที่พร้อมจะโดนยิงเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้นให้แก่ครอบครัวและตัวเขา ไม่มีสวัสดิการหรือประกันชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ พวกเขาขาดวิทยุสื่อสารที่จะติดต่อกันได้ในพื้นที่มหาศาล และรถก็ไม่เพียงพอแม้กระทั่งอาวุธประจำกายก็มีเพียงปืนลูกซอง ขณะที่นักล่าสัตว์มีปืนเอ็ม ๑๖ เป็นอาวุธล่าสัตว์[4]

สืบวิ่งเต้นหาแหล่งเงินทุนมาเพื่อเป็นสวัสดิการและประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับล่างในห้วยขาแข้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานของคนเหล่านี้ที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตายแทบทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากทางการเลย

เขาจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดี คือการผลักดันให้ป่าแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก สืบจึงรีบลงมือเก็บข้อมูลอย่างหนักเพื่อทำรายงานเสนอยูเนสโกจนสำเร็จในเวลาต่อมา

เขาชี้แจงให้ทุกคนเห็นความสำคัญของแนวความคิดนี้เพื่อรักษาป่าที่ดีที่สุดผืนนี้ให้ได้ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงความนิ่งเงียบในระบบราชการไทย ทุกครั้งผู้ใหญ่ในกรมป่าไม้ได้แต่พูดว่า “เอาเลยสืบ คุณทำโครงการมา” แล้วทุกอย่างก็หายเงียบ

จนความอดทนของสืบ ก็ได้หมดลง เมื่อมีเจ้าหน้าที่จับพรานล่าสัตว์และได้ของกลางจำนวนมาก มีหัวค่างหลายหัว พร้อมปลอกกระสุนที่ใช้ล่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำซากสัตว์เหล่านี้มาที่สำนักงานเขตฯ สืบลงมาดูด้วยความเครียดสุดขีด เพราะก่อนหน้านี้ลูกน้องของเขาคนหนึ่งที่ออกไปลาดตระเวนตามคำสั่งของเขา ก็ถูกลอบยิงที่ลำห้วยขาแข้ง สืบโมโหมาก

เมื่อเวลาประมาณ ตี4 ของวันที่ 1 กันยายน 2533 สืบ นาคะเสถียร เชื่อว่า การมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่สามารถทำให้ความมุ่งมั่น ความเชื่อของเขาเป็นจริงได้ บางทีการตั้งใจฆ่าตัวตายของเขา อาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้ “ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้” เขาจึงยอมสละชีวิตของตนเองผ่านกระสุนปืนในเวลานั้น

ภายหลังจากเสียสละของ สืบ นาคะเสถียร

สองอาทิตย์ต่อมาหลังเกิดเหตุที่น่าเศร้าสลด บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ได้เปิดประชุมเพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่สืบ ได้พยายามจัดตั้งการประชุมหลายสิบครั้งแต่ไม่มีการตอบรับจากเจ้าหน้านี้สักครั้งจนกระทั่งการเสียชีวิตของสืบ

ทำให้มีข้อกล่าวว่า หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

ต่อมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งขึ้น 10 วัน หลังวันพระราชทานเพลิงศพของเขา ในวันที่ 18 กันยายน 2533 คณะกรรมการ ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพ แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ตรงกับสืบทั้งหมด

บรรดาญาติ และมิตร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาและตระหนัก ถึงความจริงใจในการเสียสละของคุณสืบ ได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ ทำให้มูลนิธิฯ มีทุนประเดิมเริ่มก่อตั้งประมาณ 16.5 ล้านบาท และเงินจำนวนนี้จะนำเพียงดอกผลมาใช้ดำเนินกิจกรรมเท่านั้น กล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า ความคิดในการอนุรักษ์ป่าไม้ และสัตว์ป่านั้นเป็นของประชาชนทุกกลุ่ม คณะกรรมการมูลนิธิ เป็นเพียงคณะบุคคลที่ทำหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร

และเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม – 1กันยายน ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดงานรำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่จังหวัดอุทัยธานี มีการจัดนิทรรศการการดำเนินงานอนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องๆต่าง

ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนรุ่นใหม่ ที่จะเข้าใจถึงการดำรงอยู่ของสัตว์ป่า และช่วยกันรักษาไม่ให้มนุษย์นำมาใช้สร้างผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มของตนเอง อีกทั้งเป็นการสานต่อแนวคิดและความตั้งใจของสืบ นาคะเสถียร ให้สำเร็จลุล่วงอีกด้วย

 

[1] http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1104%

[2] http://www.ku.ac.th/kunews/news52/8/sueb/history_sueb.html

[3] http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=39698&t=news

[4] http://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=49785

Share.

About Author

Leave A Reply