ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ความจริงที่หลายคนยังไม่เคยรู้

0

การพัฒนาของมนุษย์เริ่มต้นมาตั้งแต่เกิด มีการเรียนรู้ รับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง และประสาทสัมผัสต่างๆ จนกระทั่งเมื่อด้านร่างกายพัฒนามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว สมองเป็นส่วนที่สำคัญมาก\ที่จะพัฒนาพร้อมๆไปกับร่างกาย สถาบันการศึกษาจึงเป็นสถานที่แห่งแรกที่จะให้ความรู้แก่เด็ก จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้และพัฒนาตนเอง

เมื่อพูดถึงสถาบันอุดมศึกษา จะทำให้นึกถึงการเรียนในระดับสูง ที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน แต่เป็นในมหาวิทยาลัย ที่นักเรียนจะต้องใช้ความรู้และความสามารถที่ได้เล่าเรียนมาก่อนหน้านี้ ในการสอบเข้า ถึงจะสามารถเข้าเรียนได้ หรือที่เรียกง่ายๆว่า ระดับปริญญา ซึ่งต่างจากในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะไม่มีกฎระเบียบ ข้อบังคับหรือแม้แต่ครูผู้สอนเอง ก็ไม่ได้ควบคุม ดูแล ถือได้ว่า เป็นการเรียนแบบผู้ใหญ่ที่ผู้เรียนจะต้องรู้จักควบคุมตัวเอง

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาถือว่าเป็นการศึกษาในระดับที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการศึกษาที่เตรียมบุคคลเข้าสู่อาชีพ โดยเฉพาะบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาจะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะตามที่เจ้าของสถานที่ประกอบการและสังคมยอมรับ ทำให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะให้นิสิตนักศึกษาของตนมีคุณภาพ[1]

จึงทำให้เกิดที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น  เสนอความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการอุดมศึกษาของประเทศ และผลักดันความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นให้เกิดผล[2]

ความเป็นมาของ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)

เนื่องจากมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ รัฐบาลในขณะนั้นกำลังดำเนินการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ต้องการให้มีการจัดรูปงานและองค์การของราชการเสียใหม่ ให้มีหน่วยงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้นคณะที่ปรึกษาระเบียบบริหารของคณะรัฐบาลได้เสนอให้โอนมหาวิทยาลัยทั้งหมดไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งในขณะนั้น ก็ได้มีกิจการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขึ้น และมีปัญหาอยู่ไม่น้อย เหตุดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ หันมาให้ความร่วมมือแก่กันมากขึ้น

จึงทำให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นข้อตกลงว่าด้วยการประชุมอธิการบดี พ.ศ. 2515 ขึ้นและมีการจัดประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 29 มกราคม 2515 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้น

โดยมีบทบาทหน้าที่ คือ ที่ประชุมอธิการบดีทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และติดต่อประสานงาน ที่อยู่ในขอบข่ายความสนใจร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบัน ต่างๆ ที่เข้าร่วมในข้อตกลงที่ประชุมนี้ไม่เป็นองค์กรทางการเมือง

ความไม่เท่าเทียมกันของสมาชิก ใน ทปอ.

เมื่อทราบความเป็นมา บทบาท และภารกิจของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) อาจจะมองว่าเป็นองค์กรที่ดี ในการที่จะช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยและสถาบันระดับอุดมศึกษาของไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันสมาชิกของ ทปอ. มีเพียงอธิการบดีแค่ 27 คน จาก 27 สถาบัน ทั้งที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีทั้งหมดราวกว่า 100 แห่ง

เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า ทปอ. ต้องการเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะระหว่างอธิการบดีสมาชิกด้วยกัน เพื่อนำไปปรับใช้กับสถาบันที่ตนเองกำกับดูแลอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกสถาบันในประเทศไทย เพราะสถาบันใดที่ไม่ได้เป็นเป็นสมาชิกก็จะไม่ได้รับประโยชน์ตรงจุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสถาบัน

อีกทั้งแต่ละสถาบันก็จะมีพื้นที่ในการเรียนรู้ คณะ ภาควิชา จำนวนผู้เรียน งบประมาณ สื่อการสอน หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางวิชาการที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เป็นข้อจำกัดของบางสถาบันที่ไม่อาจจะพัฒนาได้เท่าเทียมกับสถาบันอื่นๆได้

นอกเหนือจากนี้อธิการบดีของแต่ละสถาบันอาจจะไม่เข้าถึง ไม่เข้าใจความต้องการของอีกสถาบัน ที่คุณภาพยังไม่เทียบเท่า การแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ หรือชี้แจงต่างๆ อาจจะทำให้สถาบันนั้นๆไม่อาจพัฒนาได้ในทันที

ซึ่งผลในระยะยาวจะทำให้การจัดตั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยขึ้นมานี้ ไม่ได้ช่วยแต่กลายเป็นตอกย้ำมากกว่าก็เป็นได้

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยไม่เป็นองค์กรทางการเมือง?

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ออกมาแถลงการณ์ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมใจความว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ที่มีเนื้อหาให้นิรโทษกรรมแก่บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคล หรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด[3]

นี่หรือที่บอกว่า เป็นแค่ศูนย์กลางระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะต้องไม่เข้ามามีส่วนยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกทั้งยังมีรายชื่อผู้ลงนามคัดค้าน ร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งเป็นอธิการบดีทั้งสิ้น

หากมองว่าเป็นสิ่งที่ดีในการเห็นว่า เนื้อหา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องขึ้นในสังคมไทย แต่ก็ไม่ควรเสนอการคัดค้านในนาม ทปอ. อยู่ดี เพราะจะทำให้บทบาทและภารกิจผิดเพี้ยนไป

ทั้งนี้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) คนปัจจุบัน ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข (สธ.)[4] แต่ยังคงดำรงอยู่ในตำแหน่ง ประธาน ทปอ. เช่นเดิม ทั้งที่การเป็นรัฐมนตรีนั้น ต้องห้ามดำรงตำแหน่งอื่นได้อีก

ไม่สมควรเป็นอย่างมากที่การเมืองจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับองค์กรทางการศึกษาเช่นนี้ หรือแท้ที่จริงแล้ว ทปอ.เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการสนับสนุนอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา ให้มีหน้ามีตา จนสามารถเข้ามาทำงานทางการเมืองได้ โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด ขัดหรือไม่ขัดกับเป้าหมายของทปอ.? เพราะต่างคนต่างต้องการผลประโยชน์ทั้งสิ้น

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเป็นผู้ประสาน และอยากให้ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย[5] แต่ก็มีผู้ที่ไม่เห็นว่า ไม่ต้องการให้กฎหมายอาจควบคุมมหาวิทยาลัยมากเกินไป

พิจารณา ทปอ.

ด้วยเหตุนี้ จึงขอตั้งคำถามว่า สรุปแล้ว ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร?ต้องการพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้น หรือต้องการเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง หรือต้องการเป็นทั้งสองอย่าง

อย่ามองข้ามประชาชนคนธรรมดาอย่างเราว่าไร้ความรู้ เพราะสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ มันจะออกสู่สาธารณะผ่านสื่อต่างๆ ให้ได้ทราบ ตรวจสอบ และสามารถต่อต้านองค์กรแบบนี้ได้แน่นอน

 

 

 

 

[1] http://www.gotoknow.org/posts/285169

[2] http://www.cupt-thailand.net/history.php

[3] http://www.unigang.com/Article/16274

[4] http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9570000101681

[5] http://www.thairath.co.th/content/446330

Share.

About Author

Leave A Reply