ฟัง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ชำแหละสังคมไทย หลังออกจากคุก

0

 

ในบรรดาคนที่วิเคราะห์การเมืองไทย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองยังไงก็ตาม แต่คนหนึ่งที่ผมติดตามฟังบ่อยที่สุด อย่างน้อยๆก็ 8-9 ปีแล้วก็คือ “สนธิ ลิ้มทองกุล” โดยเนื้อแท้สนธิเป็นคนมีความรู้ทางทางการเมืองเป็นอย่างดี น้อยคนนักที่จะรู้ว่าสนธิจบปริญญาด้านตรีประวัติศาสตร์จาก UCLA และจบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์จาก Utah State University ฉะนั้นว่ากันตรงๆความรู้ทางประวัติศาสตร์และการเมืองก็ไม่เบา เพียงแต่จะแสดงออก หรือเคลื่อนไหวอย่างไร นั่นก็อีกเรื่อง เพราะการเมืองก็คือการเมือง

หลังการยึดอำนาจของ คสช. ชื่อของสนธิปรากฏขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกคือถูกเรียกไปรายงานตัว อีกครั้งคือถูกศาลอุทรณ์ตัดสินจำคุก 85 ปี กว่ากระบวนการการยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นฏีกาจะเสร็จสิ้น ก็ทำให้อดีตเจ้าพ่อวงการสื่ออย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ต้องนอนในคุกจริงๆถึง 18 วัน ด้วยคดีปลอมแปลงเอกสาร ที่น่าสนใจคือหลังจาก ออกจากคุกมาได้ 7 วัน ASTV ก็เผยแพร่คลิปคุยกับสนธิ ออกมา ซึ่งที่น่าสนใจของรายการนี้อยู่ในช่วงตั้งแต่นาทีที่ 30 เป็นต้นไป

สนธิเริ่มเล่าถึงการเข้ามามีบทบาทของคนจีนในสังคม จีนรุ่นแรกที่ค้าขายร่ำรวยเริ่มเชื่อสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจเก่า จนสามารถมีบทบาทในการกุมอำนาจทางเศรษฐกิจ จนกระทั่ง “สมัยหนึ่งราคาพืชผลการเกษตร พืชไร่ เขาตกลงกันบนโต๊ะไพ่นกกระจอก” เช่นเดียวกับจีนอีกกลุ่มที่มุ่งเข้าหาคนมีสี เข้าไปอุปถัมภ์ค้ำชูเป็นมือไม้ให้ จนได้รับสัปทานผูกขาดในกิจการต่างๆ

เขาว่าการเมืองในยุคแรกก็เช่นเดียวกันกับธุรกิจ นั่นคือทุกอย่างมีเจ้าของ และถูกผูกขาด พรรคการเมืองทุกพรรคก็มีเจ้าของ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน สนธิกล่าวว่าเป็นพรรคของชนชั้นนำ “ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อคานอำนาจการเลือกตั้งหลังยุค 2475 เพื่อให้เป้นเครื่องมือไปเล่น(การเมือง)”

สนธิมองว่า “ทักษิณ” เป็นจีนเจเนเรชั่น 2 ที่เติบโตมาด้วยธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของจีนเจเนเรชั่นสองหลายที่เข้ามาเรียนในเมือง และไปต่อเมืองนอก เป็นจีนที่มีวิชชั่น และเข้าถึงโลกกว้าง ต่างจากจีนรุ่นแรกที่เน้นเติบโตในทางอุตสากรรมหนัก

เขามองว่าทักษิณได้เปรียบระบบกลุ่มอำนาจเดิมที่มีอิทธิพลทางการเมือง เพราะกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองไม่เคยกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจลงสู่รากหญ้า หากแต่ผูกขาดไว้ในมือของพ่อค้าวาณิชย์ไม่กี่คน ดังที่เห็นได้จากการตกลงราคาสินค้าเกษตรบนโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอก

เขายังยืนยันว่าจุดเปลี่ยนของประเทศไทยในสายตาของสนธิเริ่มต้นเมื่อมี “ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในปี 2548 แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสนธิเลือกใช้คำเรียกคนที่ออกมาต่อสู้กับเขาว่า “เป็นพวกรักชาติอย่างบ้าคลั่ง” และมองว่าถึงที่สุดแล้วคนพวกนี้เองก็คือ “เหยื่อ” ในทางการเมือง

นอกจากนี้ในคลิปยังมีอีกหลายช่วงหลายตอนที่สนธิได้วิพากษ์สังคมและการเมืองอย่างไม่มีกั๊ก รวมถึงมองแนวโน้มของการบริหารราชการภายใต้ระบบรัฐราชการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่อาจเขียนถ่ายทอดออกมาได้อรรถรสเหมือนกับคลิปต้นฉบับ จึงอยากแนะนำให้ทุกท่านได้ลงชมคลิปนี้ด้วยตนเอง เนื้อหาไม่ยาวมากนัก ลองฟังตั้งแต่นาทีที่ 30 เป็นต้นไป รับรองว่าเด็ดจริงอะไรจริง โดยส่วนตัวผมมองว่านับตั้งแต่มีขบวนการพันธมิตร การวิพากษ์สังคมไทยครั้งนี้ของสนธิ เป็นการวิพากษ์ที่ตรงไปตรงมาที่สุดนับแต่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2548

 

ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาเห็นแบบนี้มานานแล้ว หรือเพิ่งบรรลุหลังจากต้องไปอยู่ในเรือนจำนานถึง 18 วัน 😛

 

[youtube http://www.youtube.com/watch?v=BZtMi31SuPI]

 

Share.

About Author

Leave A Reply