ถอดถอน หรือ ล้างบาง?

0

ตามที่มีกระแสพูดถึงเรื่องการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึง อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะอดีตประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานวุฒิสภา นายนิคม ไวรัชพานิช รวมถึงถอดถอนอดีต สส. สว. ที่เคยโหวตลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีก่อน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ได้มีมติดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะส่งเรื่องไปยัง ประธาน สนช. เพื่อให้ สนช. ลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามความใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้สังคมตั้งคำถามก็คือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ สนช. นั้น มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่? เพราะแม้ สนช. จะใช้อำนาจหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เป็นเสมือนรัฐสภาในยามปกติ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า อำนาจทั้งหลายทั้งปวงซึ่ง สนช. ใช้ จะต้องเป็นอำนาจที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้มีระบุอำนาจในเรื่องการถอดถอนเอาไว้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเห็นทางกฏหมาย แต่เป็นกฏเกณฑ์ข้อบังคับที่เป็นสากล ซึ่งเรียกกันว่า “นิติรัฐ-นิติธรรม” ที่รัฐไม่สามารถลงโทษผู้ใดได้โดยไม่มีกฏหมายรองรับ แม้ ปปช. จะอ้างว่า ตนมีอำนาจตามความใน พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปรามปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ นั้นเป็นกฏหมายลูก ที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฏหมายแม่บทได้ให้อำนาจไว้

ก่อนนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารพร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไปนั้น อำนาจในการถอดถอนก็หมดลงทันที เพราะบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2557 ดังนั้นในแง่นี้แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงไม่มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เลย

คำถามคือ เช่นนั้นแล้ว สนช. จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้มีอำนาจในการถอดถอน? คำตอบคือ สนช. ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่มากไปกว่านั้น ถึงแม้จะมีการบัญญัติมาตราใหม่นี้ขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีตได้อยู่ดี เพราะจะเป็นการขัดกับหลักเกณฑ์การใช้กฏหมาย หรือ Principle of Legality ที่ห้ามใช้กฏหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา จะใช้ได้ก็แต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตเท่านั้น 

โดยสรุปหากว่ากันตามหลักการความถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเดินเช่นไร สนช. ก็ไม่สามารถที่จะใช้อำนาจถอดถอนอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เลย เพราะอำนาจในการถอดถอนเช่นว่าได้สูญสิ้นไปพร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไปเสียสิ้นแล้ว แถมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่ได้ให้อำนาจไว้อีก

ถามว่าผู้มีอำนาจในเรื่องนี้รู้ไหม? กูรูนักกฏหมายในรัฐบาลรู้ไหม? สนช.รู้ไหม? ทุกคนรู้ ยิ่งเป็นนักกฏหมายด้วยแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นจบปริญญาเอกทางกฏหมายเขาก็รู้ แต่ถามว่าทำไม ปปช. และ สนช. บางส่วนยังคงดึงดันเรื่องนี้? นั่นก็เพราะว่าหวังจะใช้โอกาสนี้ในการล้างบางฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพราะการถอดถอนนั้นจะพ่วงมาด้วยการตัดสิทธิ์ทางการเมืองกับบุคคลนั้นถึง 5 ปี ซึ่งก็ถือว่านานพอที่จะแช่แข็งฝ่ายตรงข้ามไว้นอกเวทีการเมือง 

ยิ่งไปกว่านั้น เกมการล้างบางนี้ไม่อาจไม่ได้มีแค่การถอดถอนหรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองของอดีตผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้เท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงการพยายามเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในหมวดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยห้ามมิให้คนที่เคยถูกถอดถอน หรือเคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก นั่นก็แปลว่าถึงที่สุดแล้วจะมีคนกว่า 500-600 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อันได้แก่ คนที่เคยถูกตัดสิทธิ์ 111 + 109 และ + คนที่กำลังจะโดนตัดสิทธิ์ล็อตล่าสุด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ถือเป็นการใช้กฏหมายย้อนหลังอีกเช่นกัน 

สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการที่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหล่านั้นจะถูกถอดถอน แต่เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจในสังคมเรากำลังปู้ยี่ปู้ยำกฏหมาย ใช้กฏหมายในทางที่มิชอบเพื่อมากวาดล้างศัตรูทางการเมือง ละเมิดทั้งหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักการอันสำคัญที่สุดของประเทศที่ปกครองโดยกฏหมาย ขัดต่อนิติประเพณีที่นานาอารยประเทศเขายอมรับกัน

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสังคมเราจะเดินมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่มีคำว่าหลักการและความถูกต้องชอบธรรมใดๆหลงเหลืออีกแล้ว แม้แต่กระทั่งในวงการของนักกฏหมายเองก็ตาม…

Share.

About Author

Comments are closed.