“Human Rights Week” 16 นักสิทธิมนุษยชน : Aung San Suu Kyi นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยพม่า

0

เมื่อพูดถึงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของ “อองซาน ซูจี” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เธอยังได้รับการยอมรับว่าเป็นวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของพม่าที่กล้ายืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างยาวนานเกือบสามทศวรรษ

อองซาน ซูจี เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 1945 เป็นบุตรีของ นายพล อองซาน ผู้ซึ่งก่อตั้งกองทัพพม่าสมัยใหม่ และผู้เจรจาเพื่ออิสระภาพของพม่าจากจักรวรรดิอังกฤษในปี 1947 ในปีเดียวกันนั้นเองนายพลอองซาน ได้ถูกลอบสังหารโดยศัตรูทางการเมือง ชีวิตวัยเด็กของซูจีจึงเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของมารดา ซึ่งมารดาของอองซาน ซูจี คือ นางขิ่น จี ถือเป็นบุคคลที่ค่อนข้างโดดเด่นในทางการเมือง หลังการมีรัฐบาลใหม่ในปี 1960 มารดาของเธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตพม่าประจำอินเดียและเนปาล ซูจีจึงได้ติดตามแม่ไปด้วย

ซูจีจบการศึกษาระดับวิทยาลัยด้านรัฐศาสตร์จาก Lady Shri Ram College ในกรุงนิวเดลี จากนั้นจึงได้ไปศึกษาต่อที่ St Hugh’s College, Oxford University และสำเร็จชั้นปริญญาตรีสาขา ปรัชญา, รัฐศาสตร์, และเศรษฐศาสตร์ ในปี 1969 จากนั้นได้เข้าทำงานที่องค์การสหประชาชาติ 3 ปี และได้เข้าศึกษาต่อในชั้นปริญญาโทสาขาวรรณกรรมพม่าที่ SOAS, the School of Oriental and African Studies, University of London

ในปี 1988 การเมืองในพม่าเริ่มเข้าสู่ความตื่นตัวทางการเมือง ระบอบพรรคการเมืองแบบสังคมนิยมพรรคเดียวที่ปกครองประเทศอย่างยาวนานได้สร้างความอึดอัดให้กับคนในชาติ นักศึกษา ประชาชน พระสงฆ์ เริ่มเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย จนนำไปสู่การลาออกของนายพลเนวิน และการตื่นตัวครั้งใหญ่ เกิดการชุมนุมลุกลามไปทั่วประเทศ ในเหตุการณ์ 8888 (8 August 1988) ทหารเริ่มใช้กำลังกับผู้เข้าร่วมชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซูจีซึ่งได้เดินทางกลับพม่าเพื่อมาเยี่ยมแม่ที่กำลังป่วยในขณะนั้น ได้ก้าวเข้าไปมีบทบาทร่วมในการชุมนุม และกล่าวขึ้นปราศรัยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1988 เรียกร้องให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อหน้าประชาชนกว่าครึ่งล้านหน้ามหาเจดีย์ชเวดากอง

การปรากฏตัวของซูจี เป็นที่จับตามองของทั้งสื่อต่างชาติ และประชาชนในประเทศ เธอก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะเป็นสตรีชาวพม่าที่มีทำงานในระดับนานาชาติแล้ว เธอยังเป็นบุตรสาวของนายพลอองซาน นักปฏิวัติที่นำพาพม่ากลับสู่ความเป็นเอกราชอีกด้วย

ในปี 1990 พรรค National League for Democracy (NLD) ของซูจีได้รับเลือกตั้งกว่า 59% ของผู้มีสิทธิออกเสียง และได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรกว่า 80% (392 ที่นั่ง จาก 485 ที่นั่ง) ทุกฝ่ายคาดหวังว่าเธอคงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปเป็นแน่ แต่เหตุการณ์กลับตารปัด เพราะฝ่ายกองทัพพม่ากลับไม่ยอมก้าวลงจากอำนาจ และเลือกที่จะคุมตัวเธอไว้ในบ้านพัก

ซูจีได้รับรางวัล Sakharov Prize ในปี 1990 และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีถัดมา โดย Alexander Aris บุตรชายของเธอได้ขึ้นรับรางวัลแทนเนื่องจากเธอไม่สามารถไปรับรางวัลนั้นเองได้ เงินรางวัลที่ได้มาพร้อมกับรางวัลโนเบลราว 1 ล้าน 3 แสน ดอลลาร์นั้นได้ถูกนำมาตั้งเป็นกองทุนสุขภาพและการศึกษาสำหรับชาวพม่า

นับตั้งแต่เธอเข้าสู่เส้นทางการเมือง เธอถูกควบคุมตัวในบ้านพักถึง 15 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 21 ปี ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติอยู่กับครอบครัวได้ เพราะถูกควบคุมตัวในบ้านพัก อีกทั้งสามีของเธอ Dr. Michael Aris ก็ถูกทางการทหารพม่าปฏิเสธวีซ่าเข้าประเทศหลายครั้ง โดยทั้งสองมีโอกาสเจอหน้ากันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1995 และหลังจากนั้นสองปีสามีเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

ซูจีได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริงอีกครั้งในช่วงปลายปี 2010 หลังรัฐบาลทหารพม่าเริ่มปรับประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตย มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคของซูจีได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 43 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่งที่เปิดให้มีการเลือกตั้ง เธอจึงกลายเป็นหัวหน้าผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่าอย่างเป็นทางการ ซูจีประกาศตัวพร้อมลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2015 แต่กระนั้นก็ตามอุปสรรคสำคัญที่สุดคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของพม่า ซึ่งมีข้อห้ามไม่ให้หญิงหม้ายที่มีบุตรเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารัฐธรรมนูญพม่ามาตรานี้ถูกร่างมาเพื่อขัดขวางเธอนั่นเอง

Share.

About Author

Comments are closed.