ย้อนรอยคดี “ประชาธิปัตย์” ไม่ “หลุด” ก็ “เงียบ” ภาค 1

0

ในห้วงเวลาที่ผ่านมาประมาณเกือบสิบปีของวังวนความขัดแย้งทางการเมือง มีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งคดีเรื่องการทุจริต การกระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงคดีความทางอาญาที่มีความรุนแรงถึงขั้นประชาชนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองย่อมมีส่วนเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับคดีความเหล่านี้ และพรรคการเมืองที่มีความสามารถในการ “เอาตัวรอด” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทั้งในชั้นศาล และชั้นของการพิจารณาส่งฟ้องมากที่สุดก็คือ “พรรคประชาธิปัตย์”

pachatipadpak-445

วันนี้เราจะมาย้อนดูบรรดาคดีความต่างๆที่หลายคนอาจจะลืมกันไปแล้วว่าเคยเกิดขึ้น มีเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นคดีความเหล่านั้นมาได้อย่างไร

เริ่มต้นจากคดีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) ซึ่งมีการบริหารงานที่ผิดพลาด และขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินของประเทศขาดทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงของการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี

00cd1d200px-Picweb_copy197

โดยผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบคดีความดังกล่าวนั้นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่ามีสำนวนคดีของ ปรส. ยื่นมาให้ ป.ป.ช. พิจารณา 6 สำนวน โดย ป.ป.ช. พิจารณาเรียบร้อยหมดแล้วมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป 3 เรื่อง มีมติไม่ยกขึ้นพิจารณาอีก 1 เรื่อง และมีมติส่งฟ้องอีก 2 เรื่อง

ปปช0175079

ซึ่งในคดีที่ ป.ป.ช. ส่งฟ้องนั้น ไม่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องเลย อีกทั้งคดีความดังกล่าวหมดอายุความไปแล้ว จึงเรียกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะของรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลการบริหาร ปรส. พ้นจากความผิดในการบริหารงานผิดพลาด ทำให้ชาติเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท ในการพิจารณาของคณะกรรมการป.ป.ช. โดยคดีความไม่เคยถึงบันไดศาลเลย

hqdefault

อีกคดีที่เรียกว่าน่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ “คดียุบพรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง โดยคดีแรกกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาจากพรรคไทยรักไทยในขณะนั้นใน 3 ประเด็น ได้แก่ ปราศรัยกล่าวหาใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการว่าจ้างสร้างพยานเท็จในการกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าทำการว่าจ้างให้พรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง และขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งใน จังหวัดสงขลา โดยคดีนี้เกิดขึ้นในปี 2550

270px-1_copy1449Leadthumb1

คดียุบพรรคการเมืองนี้มีการพิจารณาวินิจฉัยโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารคมช.ในขณะนั้น ทั้งนี้มีพรรคการเมืองทั้งหมด 5 พรรคการเมืองถูกร้องให้มีการดำเนินการยุบพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่รอดพ้นจากการยุบพรรคในครั้งนี้ จากความเห็นของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าไม่มีความผิดในทุกกรณี ในขณะที่พรรคการเมืองอีก 4 พรรคการเมืองได้แก่ พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ถูกยุบ

ศาล สั่งยุบพรรคไทยรักไทย

อย่างไรก็ตามน่าสนใจว่าพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาในข้อหาที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ พรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่ามีการว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาว่ามีการว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กมากล่าวหาพรรคไทยรักไทย หากแต่ด้วยความเห็นของคณะตุลาการที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารกลับเลือกที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทย และยกคำร้องในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์

550000006935701

คดียุบพรรคประชาธิปัตย์รอบสอง หรือ คดีระหว่างนายทะเบียนพรรคการเมือง กับพรรคประชาธิปัตย์ (2553) โดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายไปโดยผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายซึ่งเงินจำนวน 29 ล้านบาทที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 อนุมาตรา (2) และ (3) จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98

Registrar_v_Democrat_(2010)_Decision_004

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ด้วยมติสี่ต่อสองว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ปรากฏแก่ตนว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถูกยุบได้ แต่ผู้ร้องไม่มายื่นคำร้องภายใน 15 วันตามที่กฎหมายระบุ จึงไม่รับพิจารณาและให้ยกคำร้อง

hilight_news_2010_0_1291017563

เพียงแค่ 3 คดีเบื้องต้นที่ยกมา ก็เห็นได้ชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นมี “ของดี” ที่ทำให้รอดคดีความสำคัญทั้ง 3 คดีมาได้ โดยสรุปก็คือ คดี ปรส.นั้น รอดในชั้นการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และหมดอายุความ ทำให้คดีไม่เคยถูกศาลนำมาพิจารณา

กรณีคดียุบพรรค 2 ครั้งนั้น ครั้งแรกรอดมาได้เพราะคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับความผิดโดยสิ้นเชิง อีกครั้งรอดมาได้เพราะผู้ร้องมายื่นเรื่องให้พิจารณาช้ากว่ากรอบที่กฎหมายกำหนดจึงไม่รับพิจารณา

นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มสำหรับพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้ที่มี “ตัวช่วย” ให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี และความรับผิดชอบอยู่เสมอ ยังมีอีกหลายคดีในภาคต่อของ  ย้อนรอยคดี “ประชาธิปัตย์” ไม่ “หลุด” ก็ “เงียบ”!!!

Share.

About Author

Comments are closed.