รายการ Between the Lines

0

ถอดบทสนทนา

รายการ Between the Lines

ตอน ประเทศไทย กับ มาตรา 44

ออกอากาศทางสถานี Channel NewsAsia วันที่ 7 เมษายน 2558

 

พิธีกร : ในหลายประเทศ การยกเลิกกฎอัยการศึกจะถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเป็นการคืนเสรีภาพ และลดข้อบังคับต่างๆลง แต่ในประเทศไทย กฎอัยการศึกที่มีมากว่า10 เดือน กลับถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่างที่ลดความเป็นประชาธิปไตยลง และทำให้ผู้คนสงสัยว่ากองทัพนั้นมีความประสงค์จะคืนอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่

สวัสดีครับ ผม Teymoor Nabili และนี่คือรายการ Between the Lines

มาตรา 44 นั้นสามารถใช้แก้ปัญหาที่ร้ายแรงอย่างรวดเร็วได้ หรืออย่างน้อยมันก็ถูกใช้เป็นเหตุผลหนึ่งในการประกาศใช้ แต่รองนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้กล่าวย้ำในวันอังคารที่ผ่านมาว่ากองทัพจะยังคงอำนาจอยู่ ถึงแม้ว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วก็ตาม พูดอย่างง่ายๆ มาตรา 44 นั้นให้อำนาจแก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ มากกว่านั้น ภายใต้ระบบใหม่นี้ ทหารธรรมดาทั่วไปจะมีอำนาจมากขึ้น ในเรื่องเกี่ยวกับพลเรือนตามที่เห็นสมควร ตราบใดที่กระทำการภายใต้หน่วยรักษาความสงบและความมั่นคงของชาติ ในการชี้แจงต่อทูตต่างประเทศ รัฐบาลก็บอกว่ามันเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้น แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ยังคงเคลือบแคลงอยู่ ว่าไทยจะเป็นเผด็จการทหารโดยนัยหรือ รัฐบาลชั่วคราวมีเป้าหมายในการคืนประชาธิปไตยจริงๆ

 

วันนี้เรามีแขกร่วมรายการ ณ กรุงเทพมหานคร ดร. ปณิธาน วัฒนายากรณ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณ กรุงลอนดอน วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ขอบคุณที่มาร่วมพูดคุยกับเราครับ

ดร. ปณิธาน ขอเริ่มจากคุณก่อนในฐานะที่คุณมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรง คุณเป็นที่ปรึกษาของคนระดับสูงในกองทัพ อย่างที่ผมบอกไปในตอนต้น หลายคนพูดว่าระบบใหม่นี้แท้จริงแล้วนั้นเพิ่มการควบคุมมากกว่าเดิม มากกว่ากฎอัยการศึกเสียอีก?

 

ดร. ปณิธาน : ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันนิดหน่อย แน่นอนว่ามีการควบคุมจริง ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกจากหลายๆรัฐประหารที่ผ่านมา มันมีมาตราในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่างเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ และนี่ก็เหมือนกับหลายๆครั้งที่ผ่านมา และสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆวันที่ผ่านมาคืออำนาจนั้น ถูกใช้ในการลดความสำคัญของกฎอัยการศึกลง หรือยกเลิกกฎอัยการศึก ทำให้มีกฎข้อบังคับใหม่ 14กฎ และกฎเหล่านั้นก็เบากว่ากฎอัยการศึกมาก

พิธีกร : ดังที่ผมกล่าวไป คุณบอกว่ามันเบากว่ากฎอัยการศึก แต่หลายคนก็บอกมันแย่ยิ่งกว่า ความจริงพื้นฐานของเรื่องก็คือว่า หัวหน้ารัฐบาล หัวหน้า คสช. ผมจะอ่านสิ่งที่อยู่ในมาตรา 44 ให้ฟัง คำแปลอาจจะไม่ตรงตัวทั้งหมด ‘ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ……….เขาจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ และมากกว่านั้น ทหารทั่วไปตั้งแต่ยศร้อยตรี หรือใครก็ตามที่ได้รับมอบหมายจะมีอำนาจที่กว้างขวางอย่างมากที่จะกระทำการ ไม่ว่าจะจับกุม หรือแสดงอำนาจเหนือประชาชน และพวกเขาก็จะได้การรับรองโดยมาตรา 44 นี่มันชัดเจนว่ากองทัพพยายามที่จะยึดกุมอำนาจไว้

ดร. ปณิธาน : กองทัพยังคงมีอำนาจอยู่ ใช่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องจริง ตอนนี้เจ้าพนักงานก็สามารถขึ้นศาลได้ถ้าหากถูกฟ้องทางละเมิด ซึ่งอะไรแบบนี้มันไม่มีในกฎอัยการศึก ถ้ามีความผิดจะต้องขึ้นสามศาล จากในตอนแรกแค่ศาลเดียว นี่ก็ไม่อยู่ในกฎอัยการศึก ในตอนนี้การชุมนุมทางการเมืองก็ได้รับอนุญาตแล้วถ้าหาก คสช. อนุมัติ นี่ก็ไม่อยู่ในกฎอัยการศึก และแน่นอน คุณสามารถต่อรองได้ ถ้าคุณถูกเรียกรายงานตัว แต่ไม่ได้ไป ซึ่งถ้าหากอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก คุณจะถูกขึ้นศาลทหาร ด้วยกฎหมายใหม่นี้ คุณไม่ต้องไปขึ้นศาลทหาร ในแบบเดียวกัน คุณสามารถขอต่อรองได้ พูดอีกอย่างคือสิ่งที่ที่ออกมาไม่ใช่มาตรา 44 มาตรา 44 ออกมาตอนรัฐประหารปีที่แล้ว สิ่งที่ออกมาเมื่อวันก่อนคือกฎ14 ข้อที่ลดการบังคับใช้กฎอัยการศึก

พิธีกร: แต่ทั้งหมดมันก็อยู่ภายใต้มาตรา 44 ที่โดยพื้นฐานบอกว่า หัวหน้า คสช. สามารถออกใบสั่งให้จัดการใครก็ได้ภายใต้ข้ออ้างของการรักษาความสงบ เรามาฟังความเห็นของแขกรับเชิญอีกท่าน ผมขอถามคุณในประเด็นนี้ที่คุณเคยเขียนมาแล้วว่ามีการให้อำนาจแก่ทหารที่จะกระทำการใดโดยปราศจากความรับผิด โปรดให้ความเห็นต่อสิ่งที่ ดร. ปณิธานกล่าวด้วยครับ

วีรพัฒน์ : ผมคิดว่า ดร. ปณิธาน พูดถูกต้องในจุดที่ว่าถ้าคุณมองในมุมของกองทัพและ ระบอบอำนาจนิยม มันก็มีการพัฒนาขึ้นเล็กๆน้อยๆ แน่นอนก็ยังดีที่ว่าพลเมืองที่ขึ้นศาลทหารตอนนี้มีสิทธิที่จะอุทรณ์ แต่ภายใต้กฎอัยการศึกพวกเขาไม่มีสิทธิ และโทษบางอย่างก็เบาลง และมีการใช้มาตรการที่น่าสนใจมากโดยการเชิญชวนคนให้เข้าค่ายฝึกอบรมไม่เกินเจ็ดวัน อย่างที่ อ. ปณิธาน เรียกมันว่าการขอต่อรอง แต่ในท้ายที่สุด เราต้องกลับมาอยู่ในจุดพื้นฐานที่ว่ามันไม่มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆเลย เมื่ออำนาจเหล่านี้ถูกใช้โดยระบอบอำนาจนิยมทหาร

 

ผมคงต้องยกคำพูดของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ Zeid Ra’ad Al Hussein ซึ่งกล่าวว่า การยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น “ไร้ความหมาย” เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะภายใต้มาตรา 44 และคำสั่งที่ 3/2558 นั้นไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการใดต่อการใช้อำนาจทางปกครองเหล่านี้ ยกตัวอย่าง ถ้าหากมีอาจารย์คนหนึ่งกับนักศึกษาอีกสี่คน อยากที่จะรวมตัวกันในชั้นเรียน เพื่อพูดถึงเรื่องอันตรายจากระบอบอำนาจนิยม แล้วนายร้อยคนนึงก็เข้ามาบอกว่า นี่มันขัดกับคำสั่ง 3/2558 เช่นนี้เราจะไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการเลย หรืออีกตัวอย่าง กรณีผู้คนที่ออกมาประท้วงอย่างสงบบนท้องถนน แน่นอนว่าในข้อบังคับนั้นบอกว่ามันสามารถทำได้ถ้าเกิดได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลทหาร แต่ใครจะรู้ล่ะว่ากองทัพจะอนุมัติ การทานแฮมเบอร์เกอร์ หรือการแสดงละครบนท้องถนนอย่างสงบ หรือไม่ พวกเราก็ได้เห็นแล้วว่าระบอบนี้ไม่ได้ช่วยปกป้องผลประโยชน์ประชาชนเลย แต่ว่าปกป้องตัวระบอบเองมากกว่า

พิธีกร : ดร. ปณิธาน เห็นอย่างไรครับ

ดร. ปณิธาน : ผมคิดว่าก็ถูกครับ ถ้าเกิดมองในอำนาจทั้งหมดที่มีของผู้นำกองทัพ มันก็ยังคงมีอยู่ ผมคิดว่าเราไม่ได้เป็นประเทศประชาธิปไตย ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก อำนาจในลักษณะเช่นนี้ ถูกใช้มา 6-7 ครั้งแล้ว ใน 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยสถานการณ์ ประโยชน์ของมันก็คือการรักษาความสงบ คือการทำให้แน่ใจว่าถ้ามีกลุ่มหลายๆกลุ่มถ้าออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน จะไม่เกิดการยั่วยุกันเพื่อสร้างความแตกแยก ความจริงคือคุณต้องมองมันในทางปฎิบัติ ของมาตรา 44 เองตั้งแต่ปีที่แล้ว ผู้นำของกองทัพนั้นก็ได้ระมัดระวังมาตลอดในการใช้กฎหมายมาตรานี้ตั้งแต่ที่ได้อำนาจนี้มา เขาก็ใช้อำนาจมันอย่างหลากหลายแตกต่างออกไป เช่น การแก้ปัญหาที่ดิน ในทางที่อยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช่ในแบบของทหาร ไม่ใช่ในแบบความมั่นคง และยังได้เริ่มทำการแก้ปัญหาวิกฤติของการบินระดับชาติ ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ดีอยู่ แต่ก็แน่นอนว่า อ. วีรพัฒน์ ก็พูดถูกที่ว่าเราต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ในแง่นั้นเราก็ได้เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยถึงข้อกังวลใจนี้ และกองทัพก็พร้อมที่จะรับฟังปัญหาเหล่านี้ การยกเลิกกฎอัยการศึกเป็นข้อกังวลใจหนึ่ง เพราะองค์กรระหว่างประเทศหลายส่วนก็อยากให้กฎอัยการศึกถูกยกเลิก แล้วมันก็เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าจะให้ความมั่นคงมีต่อได้ ก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่คอยควบคุมและเป็นมาตรการ ประเด็นคือจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นอย่างไรในทางที่ยอมรับกันได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ และจะช่วยให้มีการเลือกตั้งที่สงบเรียบร้อยได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ เอ้ย ในอีกไม่กี่เดือนนี้

 

พิธีกร : ในอีกไม่กี่เดือนนี้ ?

วีรพัฒน์ : ผมคงต้องขอกล่าวถึงประเด็นนี้นะครับ ที่ว่าเราต้องสร้างความสงบเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องตลกร้ายมากจนถึงขั้นน่ารังเกียจ ที่เราจะมาอ้างว่าต้องมีความสงบเพื่อได้เลือกตั้ง เพราะเมื่อปีที่แล้วผมก็เคยคุยกันเรื่องนี้ในรายการนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้นเป็นช่วงที่กลุ่ม กปปส. ออกมาชุมนุมบนท้องถนน ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในตอนนั้นได้ยุบสภา และพยายามจะให้มีการเลือกตั้ง แต่แล้วกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็กลับพยายามที่จะล้มการเลือกตั้งไม่ให้เกิดขึ้น

แน่นอนว่าในขณะนั้นเราพยายามใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาจัดการกับการชุมนุม แต่ศาลไทยกลับห้ามไม่ให้เข้าไปจัดการกับการชุมนุมนั้น และผู้นำกองทัพในเวลานั้น ซึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เองกลับออกมากล่าวว่า ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ต้องการเลือกข้าง เลยส่งแพทย์ทหารเข้าไปดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ไม่ส่งใครกลับบ้านเลยแม้แต่คนเดียว ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องกลับกลอกมากที่จะมาพูดเรื่องการสร้างความสงบเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง เพราะเราเคยมีโอกาสที่สามารถทำได้แล้วตั้งแต่ตอนนั้น แต่ผู้นำกองทัพซึ่งในตอนนั้น ซึ่งก็คือผู้นำรัฐบาลทหารในวันนี้กลับดูไม่ได้ใส่ใจ

ดังนั้นมันจึงกลับมาที่ประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ต้นว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของประเทศ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของผู้นำเผด็จการทหาร เป็นเรื่องความมั่นคงของคณะผู้ยึดอำนาจ

ผมเน้นย้ำให้ชัดนะครับ เรามีสถานการณ์ที่มีคนไปปาระเบิดหน้าศาลยุติธรรมในประเทศไทย มีคนวางระเบิดรถไฟฟ้ากลางกรุงเทพฯ ผมเป็นกังวลต่อกรณีเหล่านี้ เราจำเป็นต้องจับกุมและดำเนินคดีกับอาชญากรเหล่านี้ครับ แต่ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องออกกฎมาห้ามนักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องทางการเมืองอย่างสงบสันติ และยิ่งไม่มีเหตุผลที่ให้อำนาจผู้นำรัฐบาลทหารสั่งปิดสื่อทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยอ้างว่าสร้างความสับสน

เราจึงต้องกลับมาถามกันว่าการประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 44 นี้เราทำเพื่อความมั่นคงของใคร? ถ้าจะบอกว่าทำเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ เราก็ควรที่จะทำไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่กลุ่ม กปปส. ออกมาชุมนุมอย่างผิดกฎหมายแล้ว หรือจะบอกกันตรงๆว่าทำเพื่อความมั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพวกของเขา เราก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวมเลย

พิธีกร : ดร.ปณิธาน ข้อโต้แย้งนี้ก็มีน้ำหนักนะครับ คุณเองเคยไม่ได้กล่าวถึงการชุมนุมเมื่อปีก่อน ผมขอถามต่อว่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยจริงแล้ว คุณจะอธิบายเรื่องมาตรการร้ายแรงที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างไร เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เองก็เคยบอกว่าจะสั่งประหารชีวิตนักข่าวที่ถามคำถามไม่ถูกใจมาแล้ว แม้ว่าภายหลังจะออกมาบอกว่าเป็นแค่การล้อเล่นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การสร้างความสงบยังไง?

ดร.ปณิธาน : ครับ ทุกคนทราบดีว่าเป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น แต่การที่ผู้นำออกมาพูดแบบนี้มองได้หลายมุมแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ส่วนเรื่องความมั่นคงนั้นต้องถามประชาชน ซึ่งผลการสำรวจที่เพิ่มทำไม่กี่วันก่อนนี้พบว่าประชาชนไทย 70-80% เห็นด้วยและสนับสนุนการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 นอกจากว่าคุณจะไม่เชื่อโพลนี้ แต่โพลนี้ลงไปสำรวจความเห็นของประชาชนจริงๆ ไม่ได้ถามผม ถามคุณ หรือ อ. วีรพัฒน์  เราต้องดูสถานการณ์ความเป็นจริง นี่คือเรื่องแรก

 

ส่วนเรื่องที่สอง เรื่องสื่ออยากให้เข้าใจว่าความเป็นมืออาชีพของสื่อในประเทศไทยกับต่างประเทศนั้นต่างกัน ในประเทศไทยเรามีช่องทีวีผ่านดาวเทียมมากกว่า 600 ช่อง มีวิทยุชุมชนกว่า 6,000 สถานี ที่ยังออกอากาศในขณะนี้ หลายช่องมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและกองทัพอย่างรุนแรง ผมอยากแนะให้คุณลองเปิดฟังดู หรือจะดูพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็ได้มีการวิจารณ์รัฐบาลแทบทั้งนั้นครับ และไม่มีใครถูกจับหรือสั่งปิดเลย ความเป็นจริงจึงแตกต่างจากที่กฎเขียนไว้ สำหรับความจริงในตอนนี้ ประเทศไทยในตอนนี้ยังไม่เป็นประเทศปกติ เรายังไม่เป็นประชาธิปไตย แต่คนไทยส่วนใหญ่จากผลการสำรวจก็เลือกจะใช้การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ในช่วงเวลานี้ครับ

พิธีกร : เราจะพักกันสักครู่ การมองว่ามีประชาชนสนับสนุนการใช้ มาตรา 44 ก็เป็นกรณีหนึ่ง และจะมีข้อดีในมุมอื่นหรือไม่ เราจะกลับมาคุยกันในช่วงต่อไปครับ

 

พิธีกร : กลับมาอีกครั้งครับ รองนายกรัฐมนตรีไทย ปรีดิยาธร เทวกุล กล่าวว่าตอนนี้การท่องเที่ยวของไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้วหลังมีการยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งตอนนี้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อประกันในการเดินทางมายังประเทศไทยได้แล้ว หลังจากที่บริษัทประกันไม่ยอมรับประกันการท่องเที่ยวในประเทศที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ฃึ่งก็เป็นเรื่องดีอีกมุมหนึ่ง

ตอนนี้เราอยู่กับแขกรับเชิญของเรา ดร. ปณิธาน วัฒนายากร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์  จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ผมขอเริ่มกับ อ.วีรพัฒน์ จากประเด็นที่ ดร.ปณิธาน กล่าวไว้ก่อนเบรกว่าประชาชนในประเทศสนับสนุนการใช้มาตรา 44 รวมถึงประเด็นข้อกังวลอื่นที่ได้พูดกันไปเป็นเรื่องเล็ก เมื่อวัดจากผลโพล คุณมีความเห็นว่าอย่างไรครับ

วีรพัฒน์ : ดร. ปณิธาน มีความรู้ดีมากเรื่องการทำโพลนะครับ และได้กล่าวถึงสถานีวิทยุและหนังสือพิมพ์ แต่ผมขอยกตัวเลขพื้นฐานมากางด้วยว่า มีประชาชนจำนวนมากครับที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในศาลทหารตอนนี้ ซึ่งพวกเขาเป็นพลเรือน และล่าสุดมีสถานีโทรทัศน์อย่างน้อย 2 ช่องที่ถูกระงับการออกอากาศ และทั้ง 2 ช่องนั้นรู้จักกันดีว่าเป็น “ช่องเสื้อแดง” ซึ่งเป็นกลุ่มทีวีที่ต่อต้านระบอบทหาร จึงถือเป็นหลักฐานได้ว่ามีประชาชนที่ต่อต้านคณะทหารที่ยึดอำนาจที่ต้องการช่องทางในการแสดงออก แต่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ในที่สุดแล้ว หากเราจะอ้างว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก่อน จึงคงไม่เป็นประโยชน์ที่จะมาถกเถียงกันว่าผลโพลนั้นชี้ให้เห็นอะไรตอนนี้ ตราบใดที่เรายังพูดคุยอย่างเปิดเผยไม่ได้

ส่วนความคิดเห็นของ ดร. ปณิธาน ที่มองว่าการควบคุมเสรีภาพนั้นเป็นผลลบเพียงเล็กน้อยเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากความสงบและความปลอดภัยของประชาชน ผมว่าเราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ครับ ย้อนกลับไปที่การรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งผลจากการรัฐประหารก็ทำให้มีการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2550 แน่นอนว่าในตอนนั้นทุกอย่างถูกควบคุมโดยกฎอัยการศึก เราอาจจะรู้สึกว่าบ้านเมืองสงบและปลอดภัย แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ หลังจากมีการเลือกตั้งก็มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเรื่อยมาจนช่วงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากตามมา มีผู้คนเสียชีวิตกว่า 90 ศพใจกลางกรุงเทพฯ ถามว่าเป็นความผิดของใคร คุณอภิสิทธิ์? คนเสื้อแดง? ผมไม่คิดว่าเป็นความผิดของใครฝ่ายเดียว ผมมองว่าความล้มเหลวของทั้งระบบ ที่กดทับให้เกิดการแก้แค้นเอาคืน ความรู้สึกไม่ยุติธรรม รวมไปถึงความกดดันด้านต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะสมมาเป็นปีๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่มันจะระเบิดออกมาในวันพรุ่งนี้หรืออาทิตย์หน้า แต่มันเกิดและสะสมจากบรรยากาศความหวาดกลัว และแรงกดดัน และการกดขี่ที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเมื่อมีการเลือกตั้ง มันก็จะระเบิดออกมาอีกครั้ง

พิธีกร : ดร. ปณิธาน มันก็จริงใช่ไหมครับที่นักข่าว หรือใครก็ตามที่แสดงความเห็นทางการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบจะต้องถูกจับและดำเนินคดี แบบนี้เราจะเชื่อผลโพลได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ คนย่อมที่เลือกตอบว่า โอเค ทุกอย่างเป็นปกติ เพื่อป้องกันปัญหาจริงไหมครับ

ดร. ปณิธาน : เราต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ 2-3 กรณีที่ อ.วีรพัฒน์ พูดถึง ที่เป็นการปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อสู้กันบนท้องถนน…..

พิธีกร : เราไม่ได้พูดถึงการต่อสู้บนถนนนะครับ เรากำลังพูดถึงการที่นักข่าวถูกจับกุม ประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะถูกเตือนอย่างชัดเจนว่า หากแสดงการความเห็นที่กองทัพไม่เห็นด้วย ก็จะถูกจัดการ

ดร. ปณิธาน : ครับ ครับ คือมีผู้คนที่รู้สึกหวาดกลัวและกองทัพก็จะต้องใส่ใจ แต่เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากกว่า 25 ล้านคนมาเที่ยวประเทศไทย ซึ่งหากว่าการรัฐประหารมันเลวร้ายนัก ทำไมยังมีนักท่องเที่ยว  25 ล้านมากขนาดนี้และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย คุณต้องดูที่ปัจจัยอื่นๆในพื้นที่จริงด้วยครับ ผมไม่ได้บอกว่าเสรีภาพทางการเมืองไม่ดี ผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยไม่ดี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชน แต่เมื่อมองความเป็นจริงตอนนี้ เราต้องมองสถานการณ์จริง มีคนโยนระเบิดกลางเมืองหลวง ซึ่งผู้ต้องหาก็สารภาพออกมาเอง ผมไม่แน่ใจว่าคุณเชื่อเขาได้ไหม แต่เขาพูดว่าจะทำความเสียหายให้มาก เพื่อให้มีประชาธิปไตยในประเทศไทย ผมไม่คิดว่าเราควรยอมให้เป็นแบบนั้น…ทุกประเทศก็มีเงื่อนไขที่ต่างกันไป ดูอย่างกรณีฝรั่งเศส…

พิธีกร : ขอโทษที่ขัดจังหวะครับ ผมเข้าใจว่า อ. วีรพัฒน์ เพียงแต่แสดงความห่วงใย และไม่ได้อนุญาตให้มีการวางระเบิด ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราคุยกัน คือ คุณเองพูดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และบอกว่าอาจจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่คุณสามารถรับประกันอะไรได้หรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงๆ จริงๆแล้วก่อนจะถึงเรื่องการเลือกตั้งก็ยังคงมีคำถามเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำถามก็คือว่าจะมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้าจริงหรือไม่ เพราะหลายครั้งที่เมื่อถูกถามผู้ที่มีอำนาจในรัฐบาลทหารพยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบ คุณช่วยอธิบายให้ชัดเจนได้ไหมครับ

ดร.ปณิธาน : ครับ แต่ก่อนผมจะตอบนั้น คุณตอบผมได้ไหมว่า จากแผนขั้นตอนโร้ดแม็พที่ คสช. ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว คุณเห็นว่ามีอะไรที่จะทำให้มันล่าช้าไหมล่ะ ตั้งแต่ประกาศแผนขั้นตอนเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มีอะไรที่ออกนอกทางไปหรือไม่

พิธีกร : คำถามนี้ อ. วีรพัฒน์ จะตอบอย่างไรครับ

วีรพัฒน์ : ก่อนอื่นขอพูดให้ชัดเจนอีกครั้งครับ ว่าหากมีอาชญากรมาวางระเบิดในกรุงเทพฯ เราต้องจับกุมและดำเนินคดี ซึ่งหากมีคนคิดจะปลุกปั่นความรุนแรง เราก็มีกฎหมายที่จะใช้เพื่อจัดการอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎอัยการศึกหรือมาตรา 44 เลย เรามีกฎหมายอาญา และ กฎหมายความมั่นคงอยู่แล้ว ผมพูดตรงๆนะครับ ผมไม่คิดว่าอาชญากรเหล่านั้นจะออกมาเดินตามท้องถนนแล้วชักชวนให้ผู้คนไปทำผิดกฎหมาย แต่อาชญากรเหล่านี้ต้องหลบซ่อนและทำอย่างลับๆ ในยามค่ำคืน พวกเขาคงไม่มาเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์หรอกครับ ดังนั้นจุดประสงค์ของการใช้มาตรา 44 ตามคำสั่งที่ 3/2558 นั้น คสช. ไม่ได้ต้องการจำกัดการเคลื่อนไหวของอาชญากรเหล่านี้ เป้าหมายของพวกเขาคือการจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนพลเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ซึ่งข้อสรุปก็เหมือนที่พูดไปแล้วว่ามันไม่ได้ทำเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่ทำเพื่อความมั่นคงของพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลทหาร

กลับมาที่คำถามเรื่องการเดินหน้าเพื่อไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งข้อสรุปคือเราก็ต้องการให้นักท่องเที่ยวกลับมา เราต้องการบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเห็นด้วยกับดร.ปณิธาน

พิธีกร : เดี๋ยวครับ เวลารายการเราจะหมดแล้ว ดร.ปณิธาน ได้ถามว่าคุณมีหลักฐานอะไรไหมที่จะบอกว่าโร๊ดแม็พไปสู่ประชาธิปไตยมันล่าช้า คุณเห็นอะไรที่เป็นการออกนอกแนวทางแผน คสช. หรือไม่ ?

วีรพัฒน์ : คำถามนี้จริงๆแล้วมันมีปัญหาเชิงตรรกะนะครับ แผนการของรัฐบาลทหารนั้นมันผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้นแล้ว เราจะประเมินสิ่งที่ผิดตั้งแต่ต้นได้อย่างไรครับ สำหรับผมจึงไม่มีความหมายว่ามันจะล่าช้าหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราเห็นมาตลอดในประเทศไทย คือ มีรัฐประหาร มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง แล้วก็ไปจบที่ความรุนแรง กลายเป็นวนไปวนมา เป็นวงจรอุบาทว์ ทางเดียวที่เราจะหยุดวงจรนี้ได้ คือ การคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน ให้มีการแสดงออกได้อย่างเสรี เปิดเผย สร้างสรรค์ ซึ่งทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้ ไม่ใช่ให้ทหารยกกำลังย่ำเท้ามาแก้ไขปัญหาแล้วก็มีนายพลคนหนึ่งมีอำนาจจะสั่งประหารใครก็ได้ที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นแค่เรื่องตลกหรือไม่ก็ตาม

ดร. ปณิธาน : เรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการครับ ประเทศไทยตอนนี้สงบสุขมาก

พิธีกร : เอาล่ะ ดร.ปณิธาน คุณพูดเรื่องแผนการไปสู่ประชาธิปไตย หรือ โร้ดแม็พ ซึ่งก็เป็นแนวทางกว้างๆ ผมอยากทราบว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้วครับ

ดร. ปณิธาน : ครับ คืออีกไม่กี่อาทิตย์เราก็คงได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ซึ่งจะมีการตัดสินใจว่าจะเปิดให้มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นอีก 60-90 วันก็จะมีการเตรียมการลงประชามติและกฎหมายประกอบ สถานการณ์ก็เข้าสู่ภาวะปกติ

พิธีกร : แสดงว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าใช่ไหมครับ

ดร.ปณิธาน : ครับใช่ครับ ยังเป็นไปตามกำหนดเดิม แต่ต้องขึ้นอยู่กับให้ คสช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติรับรองก่อนนะครับ

พิธีกร : ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันต่อครับ ขอบคุณ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์  ณ มหาวิทยาลัยลอนดอน ขอบคุณทั้งสองท่านที่มาร่วมรายการในวันนี้มากครับ

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

Share.

About Author

Comments are closed.