คำต่อคำ บุญทรงเปิดสำนวนโต้แย้ง ป.ป.ช. ปมระบายข้าว

0

คำแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กรณีถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง

กราบเรียนท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอโต้แย้งคัดค้านคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหาและในปัญหาข้อกฎหมายต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ ตามที่กระผมจะได้กราบเรียนดังนี้
ข้อจำกัดในการแถลงโต้แย้งฯ

ก่อนที่กระผมจะได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อเรื่องที่ถูกกล่าวหา กระผมประสงค์จะทำความเข้าใจต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ก่อนจะถึงวันนัดประชุมในวันนี้ ทุกท่านคงได้รับทราบข่าวเป็นอย่างดีแล้วว่า เรื่องที่สภาแห่งนี้กำลังพิจารณาอยู่นี้ กระผมก็ได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาควบคู่กับเรื่องที่กระผมถูกพิจารณาถอดถอนต่อสภาแห่งนี้ด้วย และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งรับฟ้องแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา

การที่กระผมถูกดำเนินคดีอาญาและคดีถอดถอนในเวลาเดียวกันเช่นนี้ ประกอบกับกระผมก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดีเพียงลำพังผู้เดียว ยังมีผู้ถูกกล่าวหาร่วมหลายรายที่ถูกกล่าวหาพร้อมกันกับกระผม ดังนั้น การที่จะพูดจาหรือแถลงใดๆในที่ประชุมสภาแห่งนี้ จึงมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องขอทำความเข้าใจต่อสภาแห่งนี้ว่า หากมีข้อเท็จจริงใดที่อาจไปกระทบต่อสิทธิหรือทำให้อยู่ในประการที่จะเกิดความเสียหายกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกัน และผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ด้วย อันจะทำให้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันในรูปคดี กระผมก็มีความจำเป็นที่จะไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาด้วยกันให้เกิดความเสียหายได้

ก่อนหน้าที่กระผมจะได้เดินทางมาร่วมประชุมในวันนี้ กระผมเองก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งประธานสภานิติบัญัติแห่งชาติ กรณีการบรรจุสำนวนคดีถอดถอนของกระผม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาถอดถอนกระผมออกจากตำแหน่งภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดแล้ว เพื่อได้พิจารณาและจะไม่ขอกล่าวในรายละเอียดของคำคัดค้าน แต่เมื่อสภาแห่งนี้ได้มีหนังสือขอเชิญกระผมเข้าร่วมประชุมเพื่อแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช แม้กระผมจะไม่เห็นด้วยต่อการกระทำดังกล่าว แต่การเดินทางมาในวันนี้ของกระผมก็เพื่อหวังที่จะได้รับความเป็นธรรม และความเข้าใจต่อสภาแห่งนี้ เพราะตลอดมานับแต่ถูกกล่าวหาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระผมเห็นว่าสิ่งที่กระผมถูกดำเนินคดีนี้มีความไม่เป็นธรรมกับกระผมหลายประการ

 

ความไม่เป็นธรรมในการไต่สวนของผู้กล่าวหา

ท่านประธานสภาฯ ที่เคารพ กระผมถูกดำเนินคดีเริ่มต้นจากการถูกกล่าวหาและตรวจสอบในกระบวนการทางรัฐสภาโดยการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจต่อกระผมในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแน่นอนเรื่องที่กระผมถูกกล่าวหาย่อมเป็นคดีทางการเมือง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับคดีไต่สวนควรจะได้วางตัวเป็นกลางรับฟังพยานหลักฐานโดยปราศจากอคติ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ การไต่สวนคดีนี้มีการรีบเร่งดำเนินคดี หากเปรียบเทียบกับคดีระบายข้าวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเห็นว่าขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น อ้างอุปสรรคปัญหาติดขัดเพราะเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อปี 2554 ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับสังคมโดยทั่วไป เพราะหากนับตั้งแต่วันที่มีผู้กล่าวหากรณีดังกล่าว จนบัดนี้เวลาผ่านมาเกินกว่า 5 ปี แล้ว คดีดังกล่าวก็ยังไม่เสร็จสิ้น

แต่คดีของกระผมกลับเร่งรีบในลักษณะเลือกปฏิบัติ เช่น ไม่มีการไต่สวนพยานตามที่กระผมร้องขอจำนวนมาก และมีข้อพิรุธที่สำคัญ อยากจะกราบเรียนต่อสภาแห่งนี้ว่า การทำสัญญาระบายข้าวย่อมมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ คดีนี้ไม่มีการสอบพยานฝ่ายผู้ซื้อ ซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่อย่างใดว่า คู่สัญญาในเรื่องที่กล่าวหากันนี้เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนจริงหรือไม่ ทั้งที่ ฝ่ายผู้ซื้อเคยเสนอขอซื้อข้าวมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลที่กระผมร่วมเป็นรัฐมนตรีจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยซ้ำไป และภายหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช ได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริง หน่วยงานรัฐวิสาหกิจจีนก็ได้มีหนังสือไปยัง ป.ป.ช. เพื่อชี้แจงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจของตนเอง แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้หยิบเอกสารดังกล่าวมาพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับตัวกระผมแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เจ้าของสำนวนที่มายืนแถลงเปิดคดีนี้ มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวกระผม และรัฐบาลที่กระผมร่วมคณะอยู่ด้วย โดยมีการชี้นำว่าคดีนี้รวมตลอดถึงคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหา มีการกระทำผิดเพื่อชี้นำสังคมให้เข้าใจว่า กระผมกระทำความผิดไปแล้วก่อนที่จะมีการชี้มูลความผิด

กระผมขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่า ผู้แทนคดีฝ่าย ป.ป.ช. ที่มาแถลงเปิดคดีในวันนี้ เป็นเจ้าของสำนวนคดีที่กล่าวหา ซึ่งในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริง กระผมเห็นความไม่ถูกต้องเป็นธรรมของการปฏิบัติตัวของผู้แทนคดีท่านนี้ อาทิเช่น ก่อนที่บุคคลนี้ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ ก็ได้มีการแถลงข่าวชี้นำสังคมกับสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการไต่สวน กระผมก็คัดค้านตามสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้คำนึงถึงจริยธรรม แต่บุคคลนี้ก็ยังยืนยันปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ดังนั้น จากที่กระผมได้กล่าวมา จะทำให้กระผมมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้รับการปฏิบัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะพนักงานสอบสวนอย่างเป็นธรรม และคณะกรรมการการ ป.ป.ช.ในฐานะพนักงานสอบสวนได้ทำไปตามอำนาจหน้าที่หรือไม่
หน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว

ท่านประธานฯที่เคารพ กระผมเองอยากจะเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ก่อนที่กระผมจะเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี 2544 และผ่านการเลือกตั้งของประชาชนมาไม่น้อยกว่า 5 สมัย รู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากของประชาชนที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาความยากจนของเกษตรกร จึงเป็นไปไม่ได้ที่กระผมจะทรยศต่อประชาชนที่เลือกกระผมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่

ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิก กระผมอยากจะกราบเรียนว่า การทำหน้าที่ของกระผมในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เอง ก็มีกรอบของการปฏิบัติหน้าที่ และคำนึงถึงปัญหาเร่งด่วนที่รัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับควบคุมดูแลนโยบายจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา มติคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญ คือประโยชน์ของทางราชการและประชาชนที่จะได้รับการปฏิบัติจากกระผมด้วยความถูกต้อง

ปัญหาเร่งด่วนที่กระผมในฐานะรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการเมื่อเข้าสู่ตำแหน่ง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 คือการเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อกหรือโกดังกลางของรัฐบาล ทั้งนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามกรอบการทำงานที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ในการให้นโยบายและกวดขันให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งระบายข้าวเพื่อประโยชน์ต่อรัฐ ดังนั้น การเร่งระบายข้าวจึงเป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามกระบวนการทำงานที่กำหนด และเพื่อให้สามารถนำเงินที่ได้จากการระบายข้าวไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในรอบปีการผลิตต่อไป อีกทั้งยังสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2253 ที่ต้องการให้เร่งระบายข้าว หากไม่ดำเนินการ ก็อาจถูกกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามเอกสารประกอบที่ได้แสดงต่อหน้าสภาแห่งนี้

โดยกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระบายข้าวให้มีผลกระทบต่อราคาสินค้าของตลาดภายในประเทศน้อยที่สุด รวมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษาข้าวในสต็อกของรัฐบาล และรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด รวมทั้งเพื่อเป็นการรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในตลาดโลกด้วย

ซึ่งแนวทางนโยบายการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลจะดำเนินการระบายข้าวทั้งในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสารควบคู่กันไปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้การระบายข้าวในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากสภาวะตลาด โอกาส และจังหวะที่เหมาะสม โดยรัฐบาลจะทยอยระบายข้าวเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อตลาดข้าวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งชนิดข้าวและปริมาณข้าวที่จะระบายในแต่ละครั้งจะดำเนินการให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องตามสถานการณ์ข้าวภายในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของราชการ ข้อมูลการระบายข้าวของรัฐจะต้องปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณะชนเพราะจะส่งผลให้เกิดความผันผวนต่อราคาข้าวภายในประเทศ รวมทั้งจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลปริมาณข้าวในสต็อกของรัฐบาลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสนอราคาซื้อข้าวในสต็อกของรัฐบาลใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรองเกี่ยวกับราคาที่เสนอซื้อ ขณะเดียวกันต้องสร้างกระแสข่าวที่ส่งผลเชิงบวกด้านจิตวิทยาต่อราคาข้าวในตลาดโลกอีกด้วย ซึ่งกรณีที่ต้องปกปิดข้อมูลการระบายข้าวนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะรัฐบาลที่กระผมร่วมคณะเท่านั้น แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการเจรจาขายข้าวแบบ G to G ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

เป็นที่น่าเสียใจและเสียดายโอกาสที่ผ่านมา ที่ข้าวซึ่งถือเป็นสินค้าหลักและเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ และเป็นสินค้าที่คนในประเทศใช้บริโภคถูกกลุ่มการเมืองและผู้ไม่หวังดีหลายฝ่ายมุ่งหวังโจมตีที่จะล้มโครงการและล้มรัฐบาลที่กระผมร่วมเป็นรัฐมนตรีอยู่โดยนำเรื่องข้าวมาเป็นวาระทางการเมืองมีหลายฝ่ายในช่วงที่กระผมดำรงตำแหน่งอยู่เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการระบายข้าวจนในที่สุดทำให้ตลาดข้าวไทยในต่างประเทศเสียหายเป็นอย่างมากโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและเกษตรกร

 

กรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล

ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ทั้งรัฐบาลสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ในการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลไม่แตกต่างกัน

หากจะมีการปรับเปลี่ยนกรอบยุทธศาสตร์ในการระบายข้าวดังกล่าว ก็มีแต่จะปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น และรัดกุมในวิธีการปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้น โดยคณะอนุกรรมการได้ศึกษาจากแนวทางและปัญหาในการดำเนินการระบายข้าวในอดีตเพื่อนำมาบูรณาการกรอบยุทธศาสตร์การระบายของรัฐบาลต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นก็หาได้ละเลยหรือมิได้ใช้ความระมัดระวัง หรือเป็นการปล่อยให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้อำนาจโดยพลการไม่

อีกทั้ง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก็ได้ให้นโยบายการดำเนินการเพื่อบูรณาการการทำงานในโครงการรับจำนำข้าว โดยจัดให้มีคณะอนุกรรมการและคณะทำงานหลายคณะร่วมพิจารณาดำเนินการ

สำหรับกรณีการระบายข้าว ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวซึ่งประกอบไปด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องระบายข้าวมาในหลายรัฐบาลแล้ว ถือเอาบุคคลที่เคยปฏิบัติงานตามแบบแผนและระเบียบของทางราชการมาก่อน เพื่อมาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการ โดยเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเกี่ยวข้องกับงานในเรื่องระบายข้าว ประกอบไปด้วย
1. ปลัดกระทรวงพาณิชย์
2. ผู้แทนกระทรวงการคลัง
3. อธิบดีกรมการค้าภายใน
4. ผู้แทนคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า
5. ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
6. ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
7. อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
8. ผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ
โดยมีกระผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานอนุกรรมการ

จึงทำให้เห็นได้ว่าจากองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวตามที่กล่าวมานั้นพอที่จะอธิบายต่อสภาแห่งนี้ได้ว่า การทำงานในเรื่องระบายข้าว รัฐบาลของกระผมได้ให้ความสำคัญและบูรณาการเอาบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีความรู้ความสามารถมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้ง นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์เข้ามาดำเนินการการระบายข้าว ก็ไม่ปรากฎว่ามีการโยกย้ายข้าราชการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ได้ใช้ข้าราชการหรือบุคคลที่ได้ทำหน้าที่จากรัฐบาลก่อนหน้านี้เป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น

ดังนั้น การพิจารณาในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และเงื่อนไขการจำหน่ายข้าวเพื่อให้การระบายข้าวเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อทางราชการนั้น มิได้เป็นไปโดยการตัดสินใจของกระผมแต่ลำพังผู้เดียว

ตามที่กระผมได้เรียนมาแล้วข้างต้นว่า กรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวของรัฐบาลกระผม กับรัฐบาลอื่นๆมิได้มีความแตกต่างกันนั้น กระผมจึงขออธิบายถึงยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งมีแนวทางการระบายข้าวประกอบไปด้วย 5 วิธี ดังนี้
(1) เจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)
(2) ขายในตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET)
(3) ขายเป็นการทั่วไปให้กับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อการส่งออกและ/หรือจำหน่ายภายในประเทศ
(4) ขายให้องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสาธารณประโยชน์
(5) บริจาคข้าวให้แก่ประเทศต่างๆ ที่ได้รับภัยพิบัติ

 

การระบายข้าวโดยวิธีการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)

สำหรับการระบายข้าวโดยวิธีการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G นั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์การระบายข้าวที่ดีรูปแบบหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ เนื่องจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนั้น (G to G) สามารถระบายข้าวได้ในปริมาณมาก และด้วยประเทศที่เป็นผู้เสนอซื้อข้าวเห็นว่าการดำเนินการซื้อขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ย่อมเชื่อมั่นได้ว่าการซื้อข้าวจากรัฐบาลโดยตรงจะทำให้ได้รับข้าวที่มีคุณภาพดีและสามารถส่งมอบได้ตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันอย่างแน่นอน

และการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ยังช่วยในการเร่งรัดการส่งออกและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ข้าวได้ เนื่องจากส่งผลด้านจิตวิทยาในการกระตุ้นให้ตลาดมีการเคลื่อนไหวและราคาข้าวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนั้นรัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดทำบันทึกความตกลง (Memorandum of Agreement: MOA) และบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลต่างประเทศหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย บังคลาเทศ และจีน ซึ่งบันทึกความตกลงและบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นกรอบความตกลงว่าด้วยการจะซื้อจะขายข้าวระหว่างไทยกับประเทศผู้ซื้อ โดยไม่มีข้อผูกมัดทางการค้า แต่เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดหรือระเบียบของประเทศผู้ซื้อ หรือเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการค้าข้าวในระยะยาว

อีกทั้งที่ผ่านมาในหลายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ในการระบายผลิตผลทางการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ให้รัฐวิสาหกิจของต่างประเทศเป็นคู่ค้าของรัฐบาลในลักษณะ G to G ดังนั้นคณะอนุกรรมการระบายข้าวจึงมองเห็นโอกาสที่จะขยายตลาดในการระบายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงได้เสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์การระบายพืชผลเกษตรอื่นๆมาใช้กับการระบายข้าวได้ด้วย

ในการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G นั้น มิใช่ผู้เจรจาจะดำเนินการเจรจาตามใจอย่างไรก็ได้ เพราะในทางปฏิบัติของการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) จะต้องใช้หลักเกณฑ์และรูปแบบของการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ถือปฏิบัติโดยทั่วไปในทางสากล การกำหนดเงื่อนไขที่สำคัญในการซื้อขายสินค้า เช่น การคำนวณราคา การส่งมอบ หรือการชำระเงิน เป็นต้นนั้น ผู้เจรจาที่เกี่ยวข้องจะต้องนำหลักสากลของข้อกำหนดในการส่งมอบสินค้า หรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งกำหนดโดยสภาหอการค้านานาชาติ ที่เรียกว่าเงื่อนไขการค้าสากล หรือ Incoterms (International Commercial terms) มาประกอบการพิจารณาเกณฑ์ราคาซื้อขายสินค้า ทั้งนี้ Incoterm ตามหลักสากลนั้นมีหลายรูปแบบเพื่อให้คู่ค้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทราบถึงขอบเขตความรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่างๆโดยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถเลือกใช้เทอมการค้าที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการระหว่างคู่ค้า ยกตัวอย่างเช่น

เงื่อนไขการทำสัญญาซื้อขายสินค้าแบบ EXW (Ex Works หรือ Ex Warehouse ) หรือการกำหนดราคาซื้อขาย ณ หน้าโกดังสินค้า ผู้ขายจะนำสินค้าที่จะขายส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ วันเวลา และสถานที่โรงงานหรือโกดังเก็บสินค้านั้นๆ โดยที่ผู้ขายไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น (แทรกไสลด์ ข้อได้เปรียบของ Ex Warehouse) ดังนั้น ข้อได้เปรียบของการส่งออกสินค้าแบบ Ex Warehouse หรือ หน้าคลังสินค้า ผู้ขาย ไม่ต้องเสียค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว ไม่ต้องเสียค่าเช่าเรือและอุปกรณ์เพื่อขนส่ง ไม่ต้องเสียค่าประกันภัย ทั้งหมดผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบและรับความเสี่ยงเอง เงื่อนไขนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ขายมากที่สุด หากกระผมไม่เห็นชอบตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

เงื่อนไขการทำสัญญาซื้อขายสินค้าแบบ FOB (Free On Board) หรือการกำหนดราคาสินค้า ณ ท่าเรือ เป็นการตกลงกำหนดเงื่อนไขราคาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (ดู Incoterms) ที่ผู้ขายรับภาระเอาค่าใช้จ่ายเฉพาะ ค่าสินค้า ค่าบรรจุหีบห่อสินค้า ค่าขนส่งและค่าขนถ่ายสินค้าลงเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อจากนี้ อันได้แก่ ค่าระวางบรรทุกสินค้า ค่าประกันภัย ค่าภาษีและค่าธรรมเนียมส่งออก-นำเข้า รวมทั้งดำเนินพิธีการศุลกากรต่างๆ จนนำสินค้าไปสู่สถานที่ของตน

เงื่อนไขการทำสัญญาซื้อขายสินค้าแบบ CFR (Cost and Freight) เป็นการตกลงกำหนดเงื่อนไขราคาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบในการทําพิธีการส่งออกและจ่ายค่าระวางขนส่งสินค้า ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าเป็นภาระของผู้ซื้อในทันทีที่ของผ่านกาบระวางเรือไปแล้ว,

เงื่อนไขการทำสัญญาซื้อขายสินค้าแบบ CIF (Cost, Insurance & Freight ) เป็นการตกลงกำหนดเงื่อนไขราคาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นราคาค่าสินค้ารวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่ง ผู้ขายสินค้าตามเงื่อนไขราคานี้ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าภาษีขาออก ค่าประกันภัย และอื่นๆ จนกว่าสินค้าจะถึงเมืองปลายทาง ส่วนผู้ซื้อก็จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากสินค้าถึงเมืองท่าปลายทางตามที่ระบุแล้ว

ซึ่งวิธีการเจรจาและเกณฑ์ราคาขายที่กระผมได้กราบเรียนยกตัวอย่างข้างต้นต่อสภาแห่งนี้ ก็ปรากฎอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล เรื่องเกณฑ์ราคากรณีขาย G to G อยู่แล้ว

โดยที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้มีการตกลงขายข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆในเกณฑ์ราคาและวิธีการส่งมอบข้าวกับผู้ซื้อในหลายรูปแบบทั้งวิธีการ FOB CIF CFR และ EXW ตามที่กำหนดไว้เป็นแนวทางและทางเลือกในการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานรัฐเพื่อระบายสินค้าของรัฐบาล และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์มาโดยตลอด ซึ่งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้อธิบายวิธีการปฏิบัติเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

 

การเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ในขณะนั้น

ในส่วนของการดำเนินการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G ในขณะที่กระผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีฯ กระผมได้รับรายงานว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554

ซึ่งในวิธีการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนั้น ได้เห็นชอบให้เจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G กับผู้แทนหน่วยงานของรัฐบาลหรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของทุกประเทศรวมทั้งรัฐวิสาหกิจ เช่น มาเลเซีย บังคลาเทศ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจพิจารณาขายในราคามิตรภาพ ทั้งนี้ ไม่สามารถกำหนดปริมาณและกำหนดช่วงเวลาตายตัวที่จะระบายได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสถานการณ์และนโยบายของรัฐบาลของประเทศผู้เสนอราคาซื้อด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการเจรจาการซื้อขายข้าวตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลและข้าวในสต็อกของรัฐบาลกับผู้แทนหน่วยงานของรัฐบาลหรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลทุกประเทศ ซึ่งเป็นการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(G TO G) โดยให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เห็นชอบให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศนำผลการเจรจาต่อรองสุดท้ายในเงื่อนไขต่างๆ เช่น ปริมาณ ราคา การชำระเงิน การส่งมอบ และค่าประกันภัยสินค้า เป็นต้น เสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้อธิบดีกรม การค้าต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อขายในนามของรัฐบาลไทย
โดยที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้แทนเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในนามของรัฐบาลไทย กับรัฐบาลหรือผู้แทนของรัฐบาลต่างประเทศตลอดมา เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2553 รัฐบาลบังคลาเทศในปี 2554 รัฐบาลจีนในปี 2554-2555 และรัฐบาลโกตดิวัวร์ในปี 2555 ซึ่งการเจรจาดังกล่าวจะดำเนินการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ ซึ่งในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มีการเจรจาการซื้อขายในลักษณะดังกล่าว

มาถึงตรงนี้ กระผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แนวทางปฏิบัติในการระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เดิมตามรัฐบาลที่ผ่านมา อีกทั้งคณะบุคคลที่เป็นผู้ปฏิบัติ ได้แก่คณะอนุกรรมการระบายข้าวในส่วนข้าราชการประจำล้วนเป็นบุคคลเดิมที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทั้งสิ้น

 

ท่านประธานสภาฯที่เคารพ

การเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับจีน

สำหรับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G ) กับสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่กระผมถูกกล่าวหานี้ กระผมขอชี้แจงว่า การเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ระหว่างรัฐบาลไทยและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น กระผมได้รับรายงานว่า เริ่มต้นจากการที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีนได้มีหนังสือเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลและขอให้มีการเจรจาเพื่อซื้อขายข้าว โดยแนบหนังสือรับรองสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลจีนมาด้วย
ภายหลังการได้รับหนังสือเสนอซื้อข้าวสารจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน กรมการค้าต่างประเทศได้มีหนังสือถึงสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ/สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะความเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และขอบเขตการดำเนินธุรกิจของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจีนที่เสนอขอซื้อข้าวสารเพื่อยืนยันว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100%

ตามที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศได้ทำการตรวจสอบหลักฐานจากคณะกรรมการควบคุมและบริหารทรัพย์สินแห่งรัฐบาลประชาชนมณฑลกวางตุ้งแล้วมีหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการควบคุมและบริหารทรัพย์สินแห่งรัฐบาลประชาชนมณฑลกวางตุ้งยืนยันว่า บริษัท GSSG เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนจริง และคณะกรรมการควบคุมและบริหารทรัพย์สินรัฐบาลประชาชนมณฑลไห่หนานยืนยันว่า บริษัท HAINAN เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน

ทั้งนี้ กรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าว ก็ระบุให้ขายข้าวแบบ G to G กับรัฐวิสาหกิจได้ และที่ผ่านมาหน่วยงานที่เข้ามาติดต่อเพื่อซื้อขายข้าวกับหน่วยงานรัฐบาลไทย ต่างก็เป็นรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการตั้งตัวแทนในไทยเพื่อเป็นผู้รับมอบข้าว หรือชำระเงินแทนหน่วยงานต่างประเทศซึ่งเป็นคู่สัญญา ก็เป็นเรื่องปกติที่เคยปฏิบัติมา มิใช่เรื่องผิดปกติ หรือแตกต่างกับรัฐบาลที่ผ่านมาแต่อย่างใด

ท่านประธานฯที่เคารพครับ แม้แต่ในรัฐบาลปัจจุบันก็มีการขายยางพาราในสต๊อกของรัฐบาลแบบรัฐต่อรัฐกับ Hainan (ไห่หนาน) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจีน ที่มีสถานะเดียวกันกับ GSSG และการขายดังกล่าวก็เป็นการขายในราคาต่ำกว่าที่รัฐบาลรับซื้อจากเกษตรกรและต่ำกว่าราคาตลาดเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นในกรณี บริษัท GSSG ในฐานะผู้ซื้อไม่เคยได้รับโอกาสจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้เข้ามาชี้แจง โดยกระผมทราบว่าตัวแทนของบริษัท GSSG ก็ได้มีหนังสือมายังประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช เพื่อชี้แจงแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิเสธที่จะรับฟัง การดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ฟังความฝ่ายเดียว ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมกับกระผมอย่างยิ่ง ไม่สมกับผู้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติ

ดังนั้น เมื่อการซื้อขายแบบ G to G กับรัฐวิสาหกิจ ที่ได้ทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลในอดีต จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เป็นเรื่องถูกต้องทั้งสิ้น จะเว้นวรรคให้ผิดเฉพาะรัฐบาลที่กระผมปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้อย่างไร

สำหรับขั้นตอนการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ กรมการค้าต่างประเทศจะเจรจาต่อรองรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เช่น ปริมาณ ราคา การชำระเงิน การรับมอบ เป็นต้น และนำเสนอผลการเจรจาต่อรองต่อประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และการเจรจาซื้อขายข้าวดังกล่าว ตามที่กระผมได้เรียนมาข้างต้นว่า คนเจรจาไม่ใช่ว่าจะนึกเจรจาอะไรก็ได้ แต่จะต้องคำนึงถึงปริมาณที่ผู้ซื้อขอซื้อ ชนิดข้าว ระยะเวลาการส่งมอบ และใช้หลักของข้อกำหนดในการส่งมอบสินค้า หรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งกำหนดโดยสภาหอการค้านานาชาติ ที่เรียกว่าเงื่อนไขการค้าสากล หรือ Incoterms ในการเจรจา เพื่อกำหนดเกณฑ์ราคาซื้อขายและเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าระหว่างผู้เสนอราคาซื้อกับผู้ขาย โดยจะต้องเป็นตามความประสงค์ของผู้ซื้อและผู้ขาย และต้องสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติราชการที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีนที่เสนอราคาซื้อข้าวสารจากรัฐบาลไทยได้แจ้งความประสงค์ที่จะซื้อข้าวสารทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ ในราคา ณ หน้าคลังสินค้า หรือ Ex Warehouse กรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้เจรจาจึงเห็นว่าเป็นผลดีต่อรัฐบาลไทยที่จะสามารถระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลได้ และเป็นเงื่อนไขการส่งมอบดังกล่าวก็เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทย เนื่องจากในฐานะผู้ขายมีภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการได้รับชำระราคาน้อยที่สุด โดยไม่ต้องรับภาระในการปรับปรุงคุณภาพข้าว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้าวจากคลังสินค้าถึงท่าเรือต้นทาง ค่าพิธีการส่งออก ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย และไม่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพของข้าว เช่นเดียวกับการชำระเงินค่าข้าวก่อนการส่งมอบข้าว ซึ่งสอดคล้องกับการกำหนดภาระของผู้ขายและผู้ซื้อ

การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนี้ได้เทียบเคียงกับธรรมเนียมปฏิบัติ ในกรณีระบายมันสำปะหลังในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเงื่อนไขแบบ Ex Warehouse ให้กับผู้ซื้อซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน

ก่อนการเจรจาตกลงเงื่อนไขสุดท้ายในการซื้อขายข้าวดังกล่าว กระผมเชื่อว่ากรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้เจรจา ได้พิจารณาปัจจัยและข้อดีต่างๆ อย่างครบถ้วนและคำนึงถึงประโยชน์ของราชการแล้ว และเมื่อเสนอเงื่อนไขการเจรจาสุดท้ายดังกล่าวต่อกระผมในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวในขณะนั้นให้ความเห็นชอบ กระผมก็ได้พิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอของกรมการค้าต่างประเทศโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญเช่นกัน

สำหรับการพิจารณาเห็นชอบราคาขายข้าวแบบ G to G ให้กับรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งกระผมถูกกล่าวหาว่าได้เห็นชอบอนุมัติขายข้าวต่ำกว่าราคาตลาดในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำนั้น กระผมขอชี้แจงว่า กระผมได้พิจารณาในขณะนั้นแล้วว่า การขายข้าวแบบ G to G ถือเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ เพราะสามารถระบายข้าวในสต็อกที่มีอยู่ได้ในปริมาณที่มาก ที่สำคัญเกณฑ์ราคาขายได้พิจารณาเทียบเคียงราคาส่งออกข้าวของประเทศคู่แข่งและสภาวะของตลาดข้าวโลกแล้ว รวมทั้งได้พิจารณา ถึงราคาขายสินค้าเกษตรแบบ G to G ที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรัฐบาลผู้กล่าวหาที่ร้องขอให้ตรวจสอบกระผม หรือรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ขายข้าวแบบ G to G ในราคาขายที่ต่ำมาก รวมทั้งก็ไม่เคยปรากฏว่าการขายสินค้าเกษตรอื่นด้วยวิธีการแบบ G to G รัฐเคยได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดหรือราคาที่ได้รับจำนำ กระผมจึงเห็นชอบการเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐดังกล่าว และต่อมาได้มีการทำสัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าวกับรัฐวิสาหกิจจีน ดังนั้น กระผมจึงขอยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการไปโดยสุจริต เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ และไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด

สำหรับการกล่าวหาและตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในขณะที่กระผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทวงพาณิชย์ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จึงรับชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ค และไม่มีการเปิด L/C นั้น กระผมขอเรียนว่า การรับชำระเงินค่าข้าวด้วยแคชเชียร์เป็นวิธีการหนึ่งจากสามวิธีชำระเงินคือ การชำระเงินด้วยการเปิด L/C การชำระเงินด้วยการโอนเงิน และการชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ค ซึ่งได้มีการตกลงกันในสัญญาซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐวิสาหกิจของจีน ทั้งนี้ เมื่อสัญญาซื้อขายกำหนดวิธีการดังกล่าวไว้ ผู้ซื้อสามารถเลือกชำระเงินแบบใดก็ได้ ส่วนจะชำระด้วยวิธีการใดนั้นไม่สำคัญ ขอให้ชำระครบถ้วนตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน ซึ่งพยานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ให้ถ้อยคำยอมรับในเรื่องนี้

ดังนั้น การชำระเงินด้วยวิธีการเปิด L/C จึงไม่ใช่ข้อสาระสำคัญในการซื้อขายข้าวแบบ
G to G เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีรัฐบาลประเทศผู้ซื้อเปิด L/C แล้วไม่สามารถชำระเงินได้ตามเวลาที่กำหนด เช่น เกาหลีเหนือ หรือ สาธารณรัฐกินี นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมการค้าต่างประเทศรับชำระราคาค่าสินค้าเป็นแคชเชียร์เช็ค แทนที่จะให้เปิด L/C ชำระเงิน เพราะเราในฐานะผู้ขายได้รับเงินทันทีและได้รับชำระค่าสินค้าอย่างแน่นอน

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าข้าวที่ซื้อขายตามสัญญาดังกล่าวมิได้ถูกส่งออกไปต่างประเทศนั้น กระผมขอเรียนว่า ภายหลังจากการส่งมอบข้าวตามสัญญา กรมการค้าต่างประเทศในฐานะคู่สัญญาได้มีการติดตามและตรวจสอบอยู่ตลอด แม้ว่าภาระหน้าที่ในฐานะผู้ขายด้วยวิธีการขายแบบ Ex Warehouse ตามหลักสากล Incoterms และข้อตกลงในสัญญาซื้อขายดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดภาระเรื่องการรายงานหรือติดตามข้าวที่ส่งมอบให้กับผู้ซื้อภายหลังการส่งมอบข้าวหน้าคลังสินค้าก็ตาม แต่ด้วยความรับผิดชอบในฐานะผู้ขายสินค้าของรัฐ กรมการค้าต่างประเทศก็มิได้ละเลยในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

สิ่งที่กระผมถูกกล่าวหาและที่ได้ชี้แจงมาข้างต้นนี้ ทั้งเรื่องการเจรจาขายข้าวแบบ G to G วิธีการกำหนดเงื่อนไขราคาขายแบบ Ex warehouse วิธีการชำระเงินค่าข้าว คู่สัญญาซึ่งเป็นตัวแทนรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ยึดถือปฏิบัติมาก่อนรัฐบาลที่กระผมเข้ามาร่วมคณะทั้งสิ้น และในขณะเดียวกันเมื่อกระผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ได้มีการปรับปรุงขั้นตอนและการดำเนินการระบายข้าวแต่ละวิธีให้ดียิ่งขึ้น

ท่านประธานฯที่เคารพครับ กระผมขอเรียนว่า รูปแบบการระบายข้าวแบบ G to G ก็ไม่ได้สิ้นสุดที่รัฐบาลซึ่งกระผมร่วมคณะ แต่ยังยึดถือปฏิบัติมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

กระผมขอเรียนว่า ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว กระผมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์และธรรมเนียมปฏิบัติทุกประการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ท่านประธานฯที่เคารพ วันนี้ผมไม่ได้ถูกกล่าวหาเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แต่ในวันนี้ผมถูกกล่าวหาในข้อหา พรบ.ฮั้ว ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรง มีโทษที่ถึงจำคุกตลอดชีวิต ท่านโปรดอ่านให้ละเอียดนะครับ ข้อหานี้ตอนแจ้งข้อกล่าวหากับผม ก็ไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาฮั้วแต่อย่างใด

ท่านประธานฯ และท่านสมาชิกฯครับ การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในข้อหาฮั้ว ต้องมีเจตนาทุจริต และข้อเท็จจริงต้องชัดเจนกระจ่างว่า ผมแบ่งหน้าที่กับใคร อย่างไร เมื่อไหร่ และที่สุดผมได้ประโยชน์อะไร มีพยานหลักฐานใดที่ชัดเจนกระจ่างว่าผมได้ประโยชน์ตอบแทน ผมขอให้ทุกท่านโปรดอ่านนะครับ สมคบหรือแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องมีองค์ประกอบ และมีหลักฐานเป็นข้อพิสูจน์อันเด่นชัด

ท่านประธานฯ และท่านสมาชิกครับ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งรับฟ้องกระผม และจำเลยคนอื่นๆ ไว้ คำสั่งรับฟ้องดังกล่าวนั้น มีมติเป็นเอกฉันท์นะครับ ฉะนั้น วันนี้ ชีวิตผมเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องนี้ร้ายแรงถึงขั้นต้องจองจำไปตลอดชีวิต แล้วท่านก็คงทราบด้วยว่า สำนวนข้อมูล พยานหลักฐานทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านกำลังพิจารณากันอยู่นี้ อยู่ภายใต้การไต่สวนสืบพยานโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมจะขอใช้เวลาที่มีอยู่ในกรอบเวลาที่ถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์กติกาของศาล ทุ่มเทในการพิสูจน์ แก้ข้อกล่าวหา เพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง ผมจึงยืนยันที่จะไม่ตอบคำถามใดๆ เพราะคำถามคำตอบทั้งหลายทั้งปวง จะถูกนำไปใช้ผ่านกระบวนการสืบพยานของศาลเท่านั้น ผมจึงเห็นว่า หากท่านดำเนินการพิจารณาถอดถอนต่อไป ก็เท่ากับว่าท่านกำลังจะใช้ดุลพินิจก้าวล่วงชี้นำศาล กำลังจะประหารก่อนกระบวนการพิจารณาของศาล สำนึกยุติธรรมของท่านจะให้กระผมพิสูจน์ที่นี้หรือที่ศาล ผมเชื่อว่าท่านทุกคนมีคำตอบ ขอเพียงดุลพินิจของท่านอย่าได้ก้าวล้ำพรมแดนแห่งกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งตามกรอบแนวทางขั้นตอนการดำเนินการ ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2557 กรณีถอดถอนกระผมและพวกออกจากตำแหน่ง ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2558 ตามหมายเหตุตอนท้ายข้อที่ 1 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า ในการพิจารณาของสภาแห่งนี้ ให้ยึดสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลัก รวมทั้งให้พิจารณาหลักฐาน และเหตุผลในข้อกล่าวหาที่ชี้มูลว่าเป็นความผิดเป็นข้อๆ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นมาตรฐานเดียวกับกระบวนการเช่นเดียวกับในศาล ซึ่งมีข้อกำหนดให้ยึดถือสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาคดี
ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรดำเนินการใดๆ ในสภาแห่งนี้อีก หากยังคงดำเนินการต่อ ผมขอฝากสภาแห่งนี้ไว้ ให้ช่วยซักถามคณะกรรมการ ป.ป.ช. แทนกระผม ดังนี้
1. การระบายข้าวแบบ G to G มันต้องมีทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่สอบพยานฝั่งผู้ซื้อ ทั้งๆที่กระผมได้เคยร้องขอให้สืบพยานฝ่ายผู้ซื้อหลายครั้ง
2. ผมได้เคยทำหนังสือขอระบุพยานบุคคลเพิ่มเติมเป็นจำนวนมากต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหตุใดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เรียกพยานเหล่านั้นมาไต่สวน ทั้งๆ ที่เป็นพยานสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วน
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะให้ผมเชื่อมั่น ในสิ่งซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่า เป็นความยุติธรรม ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเรียกว่าเป็นความยุติธรรมได้อย่างไร สำหรับผมมันคือการประหัตประหารทางการเมือง ที่ผมมิอาจสยบยอม และพร้อมต่อสู้คดีบนศาลยุติธรรมต่อไป

ขอบพระคุณครับ

Share.

About Author

Comments are closed.