คำต่อคำ ภูมิ สาระผล แถลงโต้ ป.ป.ช. ปมระบายข้าว

0

คำแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีถอดถอนออกจากตำแหน่ง

กราบเรียนท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เคารพ    กระผม นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกกล่าวหา  ขอคัดค้านโต้แย้งคำแถลงและรายงานความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช ที่ได้เสนอต่อสภาฯ นี้

เนื่องจากกระผม ได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร่วมกับบุคคลอื่นรวม 21 ราย และศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้ว ในการที่กระผมจะเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ต่อสภานี้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อันอาจจะพาดพิงจำเลยอื่น หรือบุคคลภายนอก หรืออันอาจจะกระทบต่อรูปคดี กระผมจึงขอสงวนสิทธิที่จะไม่ชี้แจงในรายละเอียดดังกล่าว ซึ่งหวังว่าท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้เข้าใจ

ก่อนอื่น ผมขอกราบเรียนว่า ก่อนหน้าที่ผมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่นมา 7 สมัย  เป็นเวลา 20 ปี

ผมเป็น ส.ส. จากเขตพื้นที่ชนบทที่แห้งแล้งกันดาร  ได้เห็นสภาพชีวิตของชาวนาที่มีความอัตคัต ยากจน  มีหนี้สินท่วมตัว  เพราะทำการเกษตรได้ผลน้อย และราคาพืชผลก็ตกต่ำ บรรพบุรุษของผมก็เป็นชาวนา  ปัจจุบันนี้ญาติพี่น้องของผมก็เป็นเกษตรกรทำนาอยู่หลายครอบครัว การที่ผมได้เป็นรัฐมนตรี และได้รับมอบหมายให้ช่วยทำโครงการรับจำนำข้าว  จึงเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง  แม้จะได้ดำเนินการอยู่เพียงช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือนก็ตาม

กล่าวคือ  ผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พุทธศักราช 2554  แต่ก็ยังสั่งราชการไม่ได้  ต้องรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาฯเสียก่อน  ซึ่งรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ได้แถลงนโยบายต่อสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2554

ต่อจากนั้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2554  นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น  ได้มีคำสั่งมอบหมายงาน ให้กระผมมีอำนาจสั่งราชการ ในส่วนของกรมการค้าภายใน, กรมการค้าต่างประเทศ  และองค์การคลังสินค้า แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

และต่อมาในวันที่ 9 กันยายน 2554  มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ  หรือ กขช. ที่ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการด้วยผู้หนึ่ง ซึ่งในการประชุมนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ผู้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ  ได้เน้นย้ำต่อที่ประชุม ซึ่งมีทั้งข้าราชการการเมือง และข้าราชการประจำผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก  สรุปสาระสำคัญได้ว่า  นโยบายข้าวถือเป็นนโยบายที่สำคัญของชาติ เนื่องจากข้าวเป็นพื้นฐานของประเทศและเป็นอาชีพหลักที่พี่น้องเกษตรกร สามารถที่จะนำข้าวมาทำให้เกิดผลผลิต และเกิดคุณค่าทางรายได้ที่กลับมา  สำหรับในส่วนของนโยบายข้าวที่ผ่านมา   ราคาข้าวไม่ได้ถูกสะท้อนตามคุณภาพของข้าว    ดังนั้นรัฐบาลจึงนำเอาระบบการรับจำนำข้าว กลับมาดำเนินการใหม่  และการนำเอาระบบการรับจำนำข้าวกลับมา เป็นการทำให้กลไกลต่างๆ ถูกสะท้อนราคาที่เป็นจริง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม แต่การทำงานในระบบการรับจำนำข้าว  ขอฝากให้เคร่งครัดในเรื่องของกระบวนการของข้าว ให้เกิดความสุจริตและโปร่งใส   นี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายในวันนั้น

ในการประชุมครั้งนั้น นอกเหนือจากการเตรียมการรับจำนำข้าวเปลือกที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม ปีพ.ศ. 2554 แล้ว  ที่ประชุม กขช. ได้มีความห่วงใยเรื่องปัญหาสต็อคข้าวคงเหลือของรัฐบาล จำนวน 2,189,000 ตันข้าวสาร และข้าวเปลือกอีกจำนวนหนึ่ง เพราะเป็นข้าวเก่า ปี 2548, 2549, 2550, 2551, และปี 2552 ที่ค้างสต็อกมาหลายรัฐบาลแล้ว  จนตกทอดมาถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ซึ่งมีการรายงานที่ประชุมว่าข้าวที่อยู่ในสต็อกส่วนใหญ่จะเริ่มเสื่อมคุณภาพแล้ว  จะมีส่วนที่ใช้การได้เพียงประมาณร้อยละ 30  เนื่องจากระยะเวลาในการเก็บรักษามีตั้งแต่ 2 ปี จนถึง 6 ปี กรรมการที่เข้าร่วมประชุมหลายท่านจึงมีความเห็นว่า ให้เร่งระบายข้าวเก่าค้างสต็อกจำนวนนี้  เพราะถ้าหากระบายจำหน่ายออกไปได้ จะเป็นผลประโยชน์ของประเทศ และในส่วนของคลังสินค้า ถ้ามีข้าวกระจัดกระจาย พอข้าวใหม่จะเก็บเข้ามา   ก็ต้องไปเจอปัญหาข้าวเก่าที่เก็บอยู่   และยังมีปัญหาเรื่องค่าจ้างในการเก็บรักษาคุณภาพข้าว หรือการเก็บสต็อกต่อไป ข้าวที่เสื่อมคุณภาพแล้วประมาณร้อยละ 70 จะเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

และนอกจากนั้นที่ประชุม กขช. ในวันดังกล่าวได้มีมติ มอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว พิจารณาดำเนินการระบาย นี่คือภาระของผม ที่ต้องดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย

นอกจากนี้ที่ประชุม กขช. ในวันดังกล่าว ได้มีการเสนอตั้งคณะอนุกรรมการในด้านต่างๆ ขึ้นมาหลายคณะ  โดยตัวผมในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในเวลานั้น  ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการดูแลการรับจำนำข้าว,  ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว,  ประธานอนุกรรมการด้านการตลาด  และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว

ผมคงจะกราบเรียนเจาะจงไปในเรื่องที่ถูกกล่าวหา  คือเรื่องระบายข้าว  ในฐานะที่ผมเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ขอเรียนว่า ในการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวนั้น  ได้ดำเนินการในรูปแบบคณะอนุกรรมการ  เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้อำนาจโดยลำพัง    แต่ประสงค์ที่จะให้นำผู้มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการระบายข้าว ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ และปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ฯจะเข้ามารับผิดชอบ  ให้มาร่วมพิจารณาในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าว   เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทางราชการ

โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จะพิจารณา หลักเกณฑ์ วิธีการ ชนิด ปริมาณ และเงื่อนไขการจำหน่ายข้าวสารในโกดังกลาง ที่แปรสภาพจากข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล   รวมทั้งข้าวเปลือก และข้าวสารอื่นๆที่คงเหลือของรัฐบาล ตลอดจนกำกับดูแลแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการระบายข้าว   พิจารณากำหนดวิธีการระบายข้าวได้ตามความจำเป็น  และให้คำนึงถึงผลกระทบต่อราคาตลาดโดยใช้ระบบการส่งออกเป็นสำคัญ

จากภาระที่ได้รับมอบหมายดังกล่าว   กระผมเข้าใจดีว่า การระบายข้าว ถือเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญที่ผมต้องเร่งดำเนินการ  เพื่อประโยชน์ของทางราชการ  และเพื่อแก้ไขปัญหาข้าวคงค้างในสต็อกของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนั้น

ดังนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่ผมได้กราบเรียนมาข้างต้นนั้น  จึงได้ร่วมกันประชุมพิจารณายุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ในการประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554

โดยการจัดทำยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล มีการกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการระบายข้าวหลายประการ ทั้งแนวทางการระบายข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล     ซึ่งการเร่งระบายข้าวเปลือกและข้าวสารเก่าในสต็อกของรัฐบาล ที่มีอายุการเก็บรักษามากกว่า 2 ปี  ก็เป็นหนึ่งในแนวทางการระบายข้าว

มีการกำหนดวิธีการระบายข้าว 5 วิธี สำหรับการกำหนดปริมาณที่จะระบายในแต่ละครั้งก็ต้องคำนึงถึงสภาวะตลาด โอกาส จังหวะเวลาที่เหมาะสม เสถียรภาพราคาข้าวภายในประเทศ ราคาตลาดโลก และราคาของคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินเดีย เป็นต้น  รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ราคาในกรณีระบายข้าวแต่ละวิธีด้วย

โดยในการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวในวันดังกล่าว มติที่ประชุมได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล และให้ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ดำเนินการตามมติที่ประชุม

สำหรับเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าการระบายข้าวมิได้เป็นการระบายแบบ G to G จริง รวมทั้งการกำหนดเกณฑ์ราคาซื้อขายเป็นราคา ณ หน้าคลังสินค้า หรือ Ex Warehouse ทำให้เสียประโยชน์ต่อทางราชการนั้น  ผมเห็นว่าเป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผลและไม่มีพยานหลักฐาน เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เคยสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากผู้ซื้อเลย แล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร ซึ่งผมขอยืนยันว่าในเวลาที่ผมพิจารณาเห็นชอบนั้น เป็นการพิจารณาเห็นชอบการซื้อขายข้าวแบบ G to G ไม่ใช่การซื้อขายข้าวแบบอื่นนะครับ

ผมขอเรียนว่า  กรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้เจรจา คือหน่วยงานราชการที่มีประสบการณ์ในเรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐมาโดยตลอด และมีวิธีการตรวจสอบหน่วยงานต่างประเทศที่จะเข้ามาทำสัญญา G to G  ซึ่งในกรณีนี้ก็มีเอกสารจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ยืนยันถึงสถานะของรัฐวิสาหกิจจีน เมื่อเป็นเอกสารจากทางราชการ ผมในฐานะรัฐมนตรีจะไม่เชื่อถือเอกสารที่ราชการยืนยันได้อย่างไร ผมเชื่อว่า หากใครมาดำรงตำแหน่งรับผิดชอบเช่นผมในขณะนั้น ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกับผม หากไม่ดำเนินการ  ภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจะลุล่วงได้อย่างไร  เพราะปัญหาข้าวค้างสต็อกตามที่เรียนมา ประกอบกับข้าวที่จะเข้าสู่โครงการรับจำนำข้าวในฤดูการผลิตใหม่ คือภาระที่ผมต้องรับผิดชอบ

เมื่อกรมการค้าต่างประเทศเห็นสมควร ที่ผู้ซื้อได้เสนอซื้อข้าวในสต็อกของรัฐบาลในปริมาณมาก อันจะเป็นโอกาสที่จะนำข้าวเก่าที่ค้างสต็อกอยู่ออกระบายให้เสร็จสิ้น และเพื่อเป็นการลดภาระของรัฐในการจัดเก็บข้าวดังกล่าวนั้น  หากยังชักช้าหรือทอดเวลาไปอีกสักเป็นปีสองปีเหมือนเช่นที่ผ่านมา เราก็จะต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเช่าโกดัง ค่าดอกเบี้ย ธกส. ค่ารมยา และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก จำนวนไม่น้อยกว่า 4-5,000 ล้านบาท และข้าวสารในสต็อกก็จะยิ่งเสื่อมสภาพมากขึ้น

ผมขอเรียนที่ประชุมแห่งนี้ได้โปรดรับทราบว่า เมื่อผมได้พิจารณาขั้นตอนการดำเนินการและเกณฑ์ราคาตามที่กรมการค้าต่างประเทศเสนอมา ซึ่งเป็นสาระสำคัญยิ่งของการขายสินค้าแล้วนั้น เห็นว่าสถานการณ์ในขณะที่ผมต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อขายข้าวในเวลานั้น  หากสามารถขายข้าวในสต็อกของรัฐบาลได้ก็จะเป็นผลดีแก่รัฐเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากทิ้งระยะเวลาการขายข้าวออกไปอีก ราคาข้าวอาจจะผันผวนลดลงได้ จากการส่งออกข้าวของประเทศอินเดียในอนาคต เนื่องจากเดือนตุลาคม ปี 2554 ซึ่งมีการเริ่มโครงการรับจำนำข้าว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศอินเดียอนุญาตให้ส่งออกข้าว จากเดิมที่ไม่เคยอนุญาตให้มีการส่งออกข้าวมาเป็นเวลา 3 ปี ด้วยการส่งออกในราคาต่ำ ทำให้ข้าวในตลาดโลกมีราคาตกต่ำลงอย่างมาก และการค้าข้าวของไทยก็ตกต่ำด้วย ซึ่งปรากฎถ้อยคำพยานราย นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ในสำนวนของป.ป.ช. แล้ว

อีกทั้ง เมื่อขายข้าวค้างในสต็อกได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่รัฐ ในการลดภาระค่าใช้จ่ายการจัดเก็บข้าว รวมทั้งมีคลังสินค้าเพื่อรองรับการเก็บข้าวใหม่ตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับจีนที่มีต่อกันมาเป็นเวลานาน และเพื่อสร้างจิตวิทยาต่อราคาข้าวไทยในตลาดโลก เนื่องจากสต็อกข้าวของไทยลดลง รวมทั้งสามารถนำเงินที่ได้จากการขายข้าวมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐต่อไป กับทั้งลดดอกเบี้ยของ ธกส. ได้ปีละกว่าพันล้านบาท

การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าตลาดในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคารับจำนำนั้น ผมถือว่าเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากเหตุผลรองรับ  เพราะหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า การพิจารณาเห็นชอบในเรื่องราคาเป็นราคาที่ต่ำตามที่กล่าวหามา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีพยานหลักฐานมาแสดงว่า ที่ผ่านมาการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐครั้งใดที่สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดและราคาที่รับจำนำ ซึ่งในสำนวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฎเช่นนั้น จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยและไม่ให้ความเป็นธรรมต่อกระผม

และที่สำคัญการพิจารณาขายข้าวให้กับรัฐวิสาหกิจจีนในขณะนั้น ก็มิใช่เรื่องผิดปกติในการพิจารณาเห็นชอบแต่อย่างใด เพราะในสถานการณ์ราคาข้าวในขณะนั้น แม้แต่พยานของผู้กล่าวหาบางปากก็ได้ให้ความเห็นถึงราคาข้าวของประเทศคู่แข่ง เช่น ประเทศอินเดีย ในทำนองเดียวกับความเห็นในการพิจารณาเห็นชอบของผม

หรือกรณีการกำหนดราคาขายในการเจรจาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ พยานของผู้กล่าวหาที่มีประสบการณ์ในการเจรจาหรือทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในฐานะข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ต่างก็ให้ถ้อยคำรับว่า

สัญญาซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า G to G จะเป็นสัญญา ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล 3 ประการ ประการแรก รัฐบาลไทยมีข้าวที่เก็บไว้ในครอบครองของรัฐ เป็นจำนวนมาก และหากเก็บไว้เนิ่นนาน จะเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสูง อีกทั้งยังมีการเสื่อมสภาพของข้าว จึงต้องการระบายข้าวออกนอกประเทศ    ประการที่สาม คือ รัฐบาลต่างประเทศต้องการซื้อข้าวจึงเป็นผู้มาติดต่อกับรัฐบาลไทย โดยในการทำสัญญาซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ  รัฐจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ส่วนใหญ่จะมีราคามิตรภาพ

ประการที่สอง รัฐบาลต้องการเร่งระบายข้าวส่งออก เพื่อประโยชน์ในการส่งออกของประเทศโดยรวม

ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ   จะเห็นข้อความดังกล่าวในรายงานและสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาแล้ว กระผมหวังว่าท่านจะนำมาพิจารณา เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย  เพราะผมก็พิจารณาขายข้าวด้วยวิธีการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G เช่นเดียวกับที่พยานของผู้กล่าวหาได้ให้ถ้อยคำดังกล่าวไว้

การที่ผมพิจารณาเห็นชอบให้ขายข้าวเก่า ที่มีข้าวเสื่อมสภาพจำนวนมาก ซึ่งตกค้างมาจากรัฐบาลเก่าหลายรัฐบาล ให้สามารถถูกระบายออกไปได้ในราคาที่เหมาะสม ทันต่อสถานการณ์   ก่อนที่จะเกิดความเสียหายมากขึ้นยิ่งกว่านี้  ส่วนข้าวใหม่ก็ขายได้ในราคาของกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพ และข้าวที่ขายออกไปก็ได้รับเงินครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์

ผมจึงเชื่อว่าท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้มองเห็นเจตนาในการทำหน้าที่ของผมในฐานะผู้รับผิดชอบ

สำหรับข้อกล่าวหากรณีข้าวไม่ถูกส่งออกไปต่างประเทศนั้น  ผมขอเรียนว่า ในขณะที่ผมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ช่วงระหว่างวันที่ 9 กันยายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ผมพ้นจากตำแหน่งประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เป็นระยะเวลา 5 เดือนนั้น ผมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญ ระมัดระวัง และติดตามตรวจสอบ การดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาโดยตลอด ซึ่งก็ไม่มีการรายงานถึงความผิดปกติให้ผมทราบแต่อย่างใด

ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์และความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของผม ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ว่าผมไม่ได้กระทำผิดใดๆ  ผมไม่ได้ร่วมกับใครเพื่อไปกระทำการใดที่เป็นความผิด ตามข้อกล่าวหาที่ผู้แทนคดีแถลงวันนี้  ความเชื่อมโยงใดๆ ที่พาดพิงไปถึงจำเลยอื่นซึ่งถูกดำเนินคดีอาญาในศาล สมควรที่จะให้บุคคลเหล่านั้นได้มีโอกาสไปต่อสู้ และชี้แจงข้อเท็จจริงในศาล  ผมไม่สามารถที่จะก้าวล่วงชี้แจงข้อเท็จจริงแทนบุคคลเหล่านั้น

แต่สำหรับผมแล้ว แม้แต่ในรายงานและสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือบุคคลใดบ่งบอกว่า ผมกระทำความผิด มีแต่เพียงความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ที่ชี้เหมารวมไปว่า ผมสมคบคิดร่วมกระทำความผิด ทั้งๆที่ไม่มีพยานหลักฐาน ผมเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมอย่างยิ่ง ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา

 

เรียน ท่านประธานสภานิติบัญญัติ กระผมจะขอใช้โอกาสตอนท้ายนี้ในการชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาโดยเฉพาะ “เรื่องฮั้ว” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรง มีโทษจำคุกตลอดชีวิต กระผมใคร่อยากฝากให้ท่านประธานและสมาชิกฯ ได้โปรดแยกแยะข้อเท็จจริงว่ามีพยานหลักฐานช่วงใดตอนใด ที่แสดงได้ว่า กระผมได้สมคบหรือแบ่งหน้าที่กันทำ ที่ไหน กับใคร อย่างไร เมื่อไร ซึ่งไม่มีพยานหลักฐานใดๆปรากฎในสำนวนการกล่าวหาของ ป.ป.ช. เลย จึงขอให้สภาแห่งนี้ตรวจสอบพยานหลักฐาน และให้ความเป็นธรรมในสิ่งกระผมได้เสนอประเด็นมา

ท่านประธาน รองประธานและสมาชิกสภาฯแห่งนี้หลายท่านเอง ก็เป็นนักกฎหมาย คงจะทราบดีว่าข้อกล่าวหาที่กระผมถูกกล่าวหานั้น ร้ายแรงเพียงใด ต่อจากนี้ กระผมจะต้องไปพิสูจน์ตัวเองอย่างเข้มข้นในศาล ดังนั้นขอสภาแห่งนี้ยุติการพิจารณาเรื่องถอดถอนในสภาแห่งนี้ออกไปเสีย

เพราะสำนวนคดีที่ทุกท่านกำลังถืออยู่นี้ รวมทั้งพยานทั้งหลายทั้งปวง ขณะนี้เอกสารทั้งหมดอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว และศาลก็ได้กำหนดวันในการพิจารณาคดีแล้ว สภาแห่งนี้ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพิจารณาคดีถอดถอนควบคู่ไปกับการพิจารณาคดีของศาล หรือตัดสินก่อนศาล

สุดท้ายนี้ ขอเรียนว่ากระผมก็ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปตั้งแต่มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 27 ตุลาคม 2555 แล้ว จึงไม่มีสถานะตำแหน่งใดให้ถอดถอนได้อีก กระผมหวังจะได้รับความเป็นธรรมจากท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกท่าน

ขอขอบพระคุณครับ

Share.

About Author

Comments are closed.