มนัส สร้อยพลอย ชี้แจง สนช ยันจำนำข้าวคือนโยบายที่ดีที่สุด

0

นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยในคดีทุจริตจำนำข้าวได้ชี้แจงต่อ สนช. คัดค้านแถลงเปิดสำนวนรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กรณีถอดถอนพ้นจากตำแหน่งว่า

ตนทำงานช่วยคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ 12 -22 ปี เพราะฉะนั้นจึงรับรู้ถึงความยากลำบากของชาวนาเป็นอย่างดี และจะไม่มีวันทรยศต่อเพื่อนชาวนา ตลอดชีวิตการทำงานราชการตั้งแต่สมัย มรว คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็สัมพันธ์กับข้าวและชาวนามาโดยตลอด จึงรับรู้ปัญหามาในทุกๆเรื่อง ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียวที่มีนโยบายช่วยเหลือชาวนา ทั่วโลกก็มีด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรืออินเดีย และเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับทุกประเทศคือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ แต่ก็มีการพยายามทำลายกันทางการเมืองโดยพยายามบีบให้รัฐเปิดเผยข้อมูล ปัจจุบันมีการประกาศตลอดว่ามีข้าวอยู่ในคลังเท่าไร ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ทุกประเทศก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับทั้งหมด เราจะไม่รู้ของประเทศอื่นเลย เพราะมันคือการแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ เป็นกลยุทธทางการค้า การโจมตีกันทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น เมธริลโบมาย สารกำจัดแมลงที่ฝรั่งผลิตและใช้ในการรมยาในการฆ่าแมลงในเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดมาเกือบร้อยปี แต่ฝ่ายการเมืองยกขึ้นมาโจมตีกันว่าเป็นสารพิษเป็นอันตราย จนผู้บริโภคแทบจะไม่ซื้อข้าว จนบริษัทต่างประเทศต้องออกมาประกาศว่าใช้กันทุกประเทศ ไม่มีสารพิษ นี่คือการทำลายล้างกันโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศชาติ

นายมนัสกล่าวว่า ในระยะเวลา 2ปี 5เดือนที่อยู่ในตำแหน่งนั้น ตนได้เสนอทำ MOU กับประเทศฟิลิปปินส์เป็นผลสำเร็จ เพื่อที่จะขายข้าวให้ประเทศฟิลิปปินส์ปีละสองล้านตัน และต่ออายุสัญญาค้าข้าวกับอินโดนีเซียอีกไปเวลา4ปี และเสนอทำ MOU กับบังกลาเทศปีละ 1ล้านตัน เป็นการเสนอขายให้รัฐบาลบังกลาเทศแบบจีทูจีจำนวนสามแสนตัน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับเป็นเวลากว่า 30 ปี ที่ไม่เคยมีการขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล และยังมีการเจรจากับรัสเซีย ที่มีการค้างค่าข้าวอยู่ประมาณ 25ปี ในสมัยรัฐบาลชาติชาย เป็นผลสำเร็จ เพราะมีการต่อรองจนได้คืนเงินจำนวนประมาณหนึ่งพันสองร้อยล้านบาท

กลับมาเรื่องนโยบายข้าว ต้องย้ำอีกทีว่ามีทุกประเทศประเทศเพื่อนบ้าน จีน เวียดนาม ก็มีหมด และทุกอย่างเป็นความลับ ไม่มีใครรู้ว่าประเทศไหนมีข้าวเท่าไร ขายยังไง เพราะเป็นความลับทางการค้า รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งข้าวออกไปประเทศฟิลิปปินส์ได้สามแสนตัน โดยใช้ระบบส่งไปถึงกรุงมะนิลาเลย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกมหาศาล และต้องเสียค่าประกันอีก ต่างจากการขายแบบEx-warehouse หรือการขาย ณ หน้าคลังสินค้า ที่ผู้ขายได้ประโยชน์สูงสุด นโยบายจำนำข้าวก็ใช้กันมาทุกปีเริ่มตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมาใช้มาตลอดเวลา จนถึงปัจจุบัน มาว่างเว้นบางปี แค่ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น ที่ใช้นโยบายประกันราคา และแม้แต่การประกันราคาแล้ว ทำไมยังต้องมีการตั้งโต๊ะรับซื้ออีก? พอเกษตรกรขายไม่ได้ก็ยังมีการตั้งโต๊ะ ตนทำงานด้านเกษตรมาตั้งแต่ปี 2519 รับประกันเลยว่าโครงการรับจำนำเป็นโครงการที่ดีที่สุด แต่ว่าการรั่วไหลของโครงการที่มีคนเป็นล้านๆมาเกี่ยวข้องมันต้องมีอยู่แล้ว และเราต้องอุดรอยรั่ว เหมือนเรามีรถไฟ ประชาชนที่ใช้อาจจะมีสายเดียว เป็นบริการสาธารณะแต่มีพนักงานเอาน้ำมันไปขาย เหมือนกันแบบนี้แหละ ตรงไหนมันมีรอยรั่วก็ต้องอุด ในเรื่องนี้มันก็มีเรื่องผิด ตัวเลขบวกลบไม่ตรงกัน ถามว่าใครผิด เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายต้องรับผิดชอบไหม? คนที่ทำประชาคมนั่นแหละที่ทุจริต ข้าวไม่ตรงสายพันธ์ ข้าวไม่ได้คุณภาพขึ้นมา ถามว่าใครผิด มันมีเจ้าหน้าที่อยู่แล้วที่คอยตรวจสอบ พอเข้ามาในโรงสี มีประกันภัย โรงงานก็ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างมีสัญญาหมด การที่มีข้าวหาย ข้าวเน่า ก็มีหน่วยงานเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของเขา แต่ไม่ใช่ระดับนโยบายที่ต้องลงไปรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจึงขอเรียนเพื่อความเป็นธรรม เมื่อออกมาว่าความเสียหายที่จะฟ้องร้องต่อตนและคณะ เดิมทีสองแสนล้าน มาเป็นสามแสน ของตนสามหมื่นล้าน สุดท้ายค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว หกจุดแปดแสนล้าน ข้อมูลออกมาเป็นแบบนี้ มันไม่มีความเป็นธรรม โดยที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเลย

ในประเด็นแง่กฎหมาย ตนจึงขอคัดค้านต่อที่ประชุมว่า ที่ตนโดนมาตรา 56 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และไม่ให้กลับเข้ามารับราชการอีกเป็นเวลา 5 ปี ตนได้เกษียณอายุราชการไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 ตนก็ไม่สามารถกลับมารับราชการได้อยู่แล้ว แต่ตนเชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้พยายามที่จะเล่นงานกับข้าราชการระดับสูงที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นมากกว่า

 

มนัส สร้อยพลอย แถลงเปิดคดีปมถอดถอนจีทูจี ยันไม่ผิด 23 เม ย 58

Share.

About Author

Comments are closed.