ย้อนรอยอดีตเผด็จการพม่า สู่ปัจจุบันเผด็จการไทย ความเหมือนในความต่าง

0

ย้อนรอยอดีตเผด็จการทหารพม่า

เดือนมกราคม พ.ศ. 2491 เมียนมาร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษ และมีการเลือกตั้งครั้งแรกขึ้น โดยมีนายอู นุ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกจากการเลือกตั้งในระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตามถัดมาในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 นายพลเนวินได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลของนายอู นุ และแต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร

ก่อนจะประกาศนโยบายสังคมนิยม[1] ยกเลิกระบบรัฐสภา จัดตั้งพรรคสังคมนิยม และเข้ายึดกุมครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ ยึดธุรกิจเอกชนเป็นของรัฐ และควบคุมสื่อต่างๆ อย่างเด็ดขาด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2517 นายพลเนวินจึงรวบอำนาจเข้าสู่ตนเองและสถาปนาตนเองเป็นประมุข (Head of state) แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งพม่า (เมียนมาร์)

วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ภายหลังการปกครองของรัฐบาลเผด็จการเนวินที่กินเวลายาวนานกว่า 26 ปี ปัญหาที่ถูกสะสมไว้จึงระเบิดออกนักศึกษาปัญญาชนและพลเมืองพม่าเกิดการลุกฮือเดินขบวนครั้งใหญ่และครั้งแรกตลอดการปกครองของรัฐฐาลทหาร

เนื่องจากปัญหาต่างๆ ทั้งการขาดแคลนอาหาร ภาวะเงินเฟ้อ และการเอารัดเอาเปรียบประชาชนจากข้าราชการของรัฐ ขบวนการเคลื่อนไหวยื่นข้อเรียกร้องขอให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากทว่ารัฐบาลเผด็จการเนวินกลับสั่งให้ปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงด้วยอาวุธสงคราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่าสามพันคน บาดเจ็บอีกไม่น้อย รวมทั้งให้มีการตามล่าและจับกุมตัวนักศึกษาปัญญาชนรวมทั้งผู้ชุมนุมที่ออกมาเดินขบวนประท้วงเป็นจำนวนมากทำให้ผู้ที่เหลือรอดก็ต้องหลบออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธตามแนวชายแดน

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นหมุดหมายสำคัญในการลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาร์จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88” หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไป ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 นางอองซาน ซูจี ก็ได้ขึ้นปราศรัยทางการเมืองในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกที่พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ท่ามกลางประชาชนร่วมห้าแสนคนที่มารอฟังการปราศรัย

นางอองซาน ซูจีประกาศในที่ปราศรัยว่าจะขอเข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์โดยไม่ใช้ความรุนแรง ถัดมาในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2531 ท่ามกลางแรงกดดันจากต่างชาติและสถานการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศ ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาร์ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2533 ในช่วงเดียวกันนั้นนางอองซาน ซูจีประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้น (National League for Democracy-NLD) อย่างไรก็ดีสถานการณ์การชุมนุมที่กระจายตัวลุกลามไปทั่วประเทศโดยความร่วมมือของนักศึกษา ปัญญาชน ประชาชน พลเมือง ที่มีการชุมนุมเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองนั้น

ทำให้รัฐบาลทหารตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามและควบคุมรวมทั้งเกิดการรัฐประหารซ้อนหรืออาจจะกล่าวให้ตรงได้ว่าเป็นการรัฐประหารตนเองซึ่งนำโดยนายพลซอ หม่องเมื่อยึดอำนาจเสร็จสิ้นจึงให้มีการจัดตั้ง สภาฟื้นฟูกฎหมายและความเป็นระเบียบแห่งรัฐขึ้น (The State Law and Order Pesto ration Council-SLORC) และปกครองเมียนมาร์ด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จต่อเนื่องมาอีกถึง 19 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศนั้นดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะร่างเสร็จ ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนรัฐบาลทหารของนายพลตานฉ่วยออกกฏหมายป้องกันการกระทำขัดขวางคำสั่งของรัฐ มีบทลงโทษจำคุก 20 ปีมีบทบัญญัติที่ห้ามมีการยกร่างรัฐธรรมนูญแข่งกับรัฐ (ข้ามเขียนรัฐธรรมนูญคู่ขนาน) รวมทั้งออกกฎหมายควบคุมโทรทัศน์ และวิดิโอ หากผู้ใดต้องการครอบครองจะต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐ

อย่างไรก็ตามภายหลังการเข้าร่วมสมาชิกอาเซียน (Association of South East Asia Nation-ASEAN) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ท่าทีของรัฐบาลทหารเมียนมาร์ก็ดูจะอ่อนลง โดยเริ่มจากการประกาศยุบสภาฟื้นฟูกฎหมายและความเป็นระเบียบแห่งรัฐ (SLORC) แล้วเปลี่ยนให้เป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐแทน (State Peace and Development Council-SPDC)

และให้มีการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจีออกจากสถานที่จองจำเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 อย่างไรก็ดีในปีถัดมาระหว่างที่นางอองซาน ซูจีกำลังเดินสายทั่วประเทศนั้น ก็ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลทหาร (Union Solidarity Development Association-USDA) และกลุ่มผู้สนับสนุนนางอองซาน ซูจี ทำให้รัฐบาลทหารตัดสินใจจองจำเธออีกครั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

ย้อนมองไทยผ่านบทเรียนจากเมียนมาร์

 เป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าเมื่อนับรวมแล้วจะเห็นว่ารัฐบาลทหารของพม่านั้นสามารถปกครองประเทศได้ยาวนานถึง 45 ปี โดยเป็นสมัยของนายพลเนวิน 26 ปี และสมัยของ SLORC และ SPDC 19 ปี อย่างไรก็ตามภายใต้การปกครองที่ยาวนานนั้นประชาชนชาวเมียนมาร์ต้องประสบความยากลำบากอย่างแสนสาหัส สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การขาดแคลนอาหาร และสภาพที่ไร้ความมั่นคงในสิทธิมนุษยชน และถึงแม้ในวันนี้รัฐบาลเผด็จการของเมียนมาร์จะยังคงดำรงอยู่ได้แต่ก็ดำรงอยู่ด้วยการเข่นฆ่าประชาชนในประเทศของตนไปอย่างมากมาย

หากย้อนมองแล้วก็จะเห็นว่ารัฐบาลเผด็จการนั้นมีพฤติกรรมที่คล้ายกันไม่ว่าจะที่ไหน เช่นในช่วงปี พ.ศ. 2533 นั้นรัฐบาลเผด็จการประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และรวบอำนาจเอาไว้กับตนเอง ก็คับคล้ายคับคลากันไม่น้อยกับกลุ่มอำนาจบางกลุ่มในประเทศไทยที่ไม่ยินยอมผลการเลือกตั้งของประชาชนเสมอมา อีกทั้งในปีเดียวกันนั้นเองรัฐบาลทหารพม่าก็ตั้งให้มีสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ แต่ก็เพียงเพื่อเตะถ่วงเวลาลงจากอำนาจไปเรื่อยๆดังจะเห็นจากการที่สมัชชาร่างรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศของเมียนมาร์นั้นใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญถึง 6 ปีก็ยังไม่มีทีท่าจะแล้วเสร็จ (พ.ศ. 2533-พ.ศ. 2539)

เมื่อย้อนกลับมามองเรา ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็จะเห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันถูกตีตกไป ก็จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ต่ออายุให้รัฐบาลพิเศษอยู่ในอำนาจต่อไปได้เรื่อยๆ

ในเรื่องของการปราบปรามนั้นก็เป็นเรื่องที่เหมือนกันอย่างแยกไม่ออก รัฐบาลทหารเมียนมาร์ปราบปรามประชาชนหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้รับการลงโทษ ฐานก่ออาชญากรรมรัฐ ในบ้านเราก็มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 90 ศพ แต่ก็ยังไร้วี่แววว่าผู้เสียชีวิตจะได้รับความเป็นธรรมกลับคืน

อย่างไรก็ดีบทเรียนที่ผ่านมาตลอด 45 ปีนี้ทำให้เมียนมาร์เริ่มจะขยับมากขึ้น จากการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในปลายปีนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาร์ที่เป็นของมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 – สงครามเย็น ไม่อาจรั้งเข็มนาฬิกาและพลวัตทางสังคมที่ใฝ่หาประชาธิปไตยได้อีกต่อไป กลับกันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อยที่ยังมีคนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเชื่อว่าตนจะสามารถรั้งเข็มนาฬิกาหยุดเวลาในประเทศของตนไม่ให้ก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้

วันนี้เมียนมาร์กำลังจะมีการเลือกตั้ง แต่ไทยกำลังจะย้อนกลับไปเป็นเผด็จการทหารเฉกเช่น พม่าเมื่อ 45 ปีก่อน แล้วใครกันละในโลกนี้ที่พาประชาชนถอยหลังลงคลองตลอดมาในการเมืองไทย หากไม่ใช่ทหาร

 

[1] ในที่นี้นักสังคมนิยม (Socialist) รวมทั้งนักมาร์กซิสต์ (Marxist) ต่างปฏิเสธว่าเมียนมาร์ในช่วงการปกครองของผู้นำทหารนั้นไม่ใช่รูปแบบการปกครองในแนวทางสังคมนิยม (Socialism) แต่เป็นการปกครองแบบเผด็จการทหารอำนาจนิยม (Militarism-Authoritarianism) ถึงแม้จะมีการยึดเอาธุรกิจของเอกชนมาเป็นของรัฐก็ตาม แต่หากนำเรื่องนี้มาตัดสินชี้ขาดว่าเมียนมาร์เป็นรัฐสังคมนิยมนั้นก็เป็นเพียงแค่การมองแต่เปลือก เนื่องจากในรัฐสังคมนิยมผู้ที่ควบคุมอำนาจรัฐจักต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่เป็นคนหมู่มาก แต่ในเมียนมาร์ผู้ที่กุมอำนาจรัฐนั้นคือทหาร ซึ่งเป็นพวกชนชั้นนำไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพ (ผู้เขียน)

Share.

About Author

Comments are closed.