“MARA PATANI” กับความมั่นคงภาคใต้ของไทย

0

ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชื่อของ “MARA PATANI” ได้ถูกกล่าวถึงจากหนังสือพิมพ์หลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น สำนักข่าวอิสรา หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งระบุข้อมูลว่าองค์กร “MARA PATANI” เป็นสิ่งที่ริเริ่มโดยสมาชิก BRN (แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ) ที่สนับสนุนการเจรจาต่อรองว่าจะเป็นกระบวนการเชิงรุกหนึ่งที่จะนำไปสู่การพูดคุยเพื่อสันติภาพ โดยกลุ่มสมาชิก BRN ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มเยาวชน, อุลามาอ์ และกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งพวกเขาถือว่าพวกเขาเป็น “คณะผู้ก่อการใน BRN” (Kumpulan Bertindak BRN)  ที่มีแนวโน้มต้องการหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิธีการเจรจากับรัฐบาลไทย โดยมีรัฐบาลมาเลเซียให้การสนับสนุน

mp

หลังการเจรจาถกถียงกันอย่างยาวนาน ก็มีการปรับโครงสร้างและตกลงกันให้ชื่อเรียกขานใหม่ว่า MAJLIS SYURA PATANI และชื่อย่อขององค์กรยังคงเป็น MARA PATANI มีชื่อภาษาอังกฤษว่า PATANI CONSULTATIVE COUNCIL โดยมีองค์กรเข้าร่วมที่ประกอบด้วย แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี(BRN), แนวร่วมอิสลามปลดปล่อยปาตานี(BIPP), องค์การปลดปล่อยสหปาตานี(PULO-P4), องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-dspp), องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-mkp) และ ขบวนการมูญาฮิดีนอิสลามปาตานี (GMIP)

อย่างไรก็ตามข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อและฝ่ายความมั่นคงของไทย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแหล่งข่าวในพื้นที่ เช่น อดีตแกนนำขบวนการพูโลรายหนึ่งที่เคยเคลื่อนไหวในพื้นที่ กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่าการพูดคุยเจรจาครั้งนี้จะเป็นปัญหาเหมือนกัน ถ้ากลุ่มย่อยของ BRN ทั้ง 2 กลุ่ม คือ โคออร์ดิเนต กับ อูลามา ไม่เข้าร่วม เพราะเจรจาไปก็ไม่จบ ปัญหาสามจังหวัดจะจบลงได้ ตัวแปรสำคัญอยู่ที่รัฐว่าจะเล่นด้วยขนาดไหน ไม่ใช่ทำเพียงแค่สร้างฉากเท่านั้น”

d11

ในขณะที่กลุ่มสตรีในจังหวัดนราธิวาส และกลุ่มแกนนำเยาวชนในพื้นที่จังหวัดยะลา ได้ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่เหมาะแก่การเจรจา มีการฆ่ากัน วางระเบิด เผา ใส่ร้ายป้ายสีกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายขบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังมองว่าทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีความไว้วางใจกัน ทำให้การเจรจาไม่น่าจะมีความเป็นไปได้

ล่าสุดมีรายงานว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีตัวแทนผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติสุขจากมาเลเซีย เดินทางมายังประเทศไทย และเข้าพบหารือกับตัวแทนรัฐบาลไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุย โดยตัวแทนผู้อำนายความสะดวกฯ ได้มีการเสนอแผนการพูดคุยสันติสุขกับองค์กร “MARA PATANI” กับรัฐบาลไทย แต่ก็มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งองค์กร MARA Patani ขึ้นมาเป็นตัวแทนกลุ่มผู้เห็นต่างในการพูดคุย เพราะยังไม่มีตัวแทน กลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ซึ่งทางการไทยเชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

091214_tro_20141209_1791863717

ทำให้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย และองค์กร “MARA PATANI” จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หรือจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย และแม้ว่าจะเกิดการเจรจาขึ้นสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เพราะ สถานะขององค์กร “MARA PATANI” ก็ยังไม่แน่ชัด

ทั้งนี้นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการรัฐประหารไปเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาล คสช. ได้มีการกำหนดแผนการเร่งด่วนในการจัดการปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านประกาศ คสช. ฉบับที่ 98/2557 และ  แผนปฏิบัติการ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560 โดยมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินงาน 4 ข้อ ได้แก่

  1. เรื่องสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยและปกติสุข มีกระทรวงกลาโหมและ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการเรื่องความมั่นคง เพิ่มความปลอดภัย ลดเขตอิทธิพลของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
  2. เรื่องการอำนายความยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นเรื่องการบวนการยุติธรรมในพื้นที่ให้เสมอภาค โปร่งใส ตรวจสอบได้
  3. เรื่องการเสริมสร้างความเข้าใจ และการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง
  4. เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วนทั้ง 4 ข้อ กับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีการเปิดตัวองค์กร “MARA PATANI” มีการวางระเบิดมากกว่า 75 ครั้ง มีการซุ่มยิงเจ้าหน้าที่และประชาชน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก นี่เป็นคำถามถึงการปฏิบัติการเรื่องความมั่นคง และความปลอดภัย ว่าดำเนินการมาอย่างตรงจุดแล้วหรือไม่?

racha113775125098588511border5yala

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา กับกรณีการวิสามัญผู้ต้องสงสัย 4 ศพ ของเจ้าหน้าที่ไทย ในการบุกเข้าตรวจค้นพื้นที่หมู่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ซึ่งผลการสอบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมาก ทั้งกรณีการที่มีปืนไม่ทราบที่มาอยู่ในมือของผู้เสียชีวิต ซึ่งต่อมาผลสอบสวนปรากฏว่าไม่ใช่อาวุธของผู้เสียชีวิต รวมไปถึงคำถามเรื่องการดำเนินคดี ที่ก่อนหน้าที่มีการเสนอข่าวว่าทราบตัวเจ้าหน้าที่ทหาร 5 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยชื่อแต่อย่างใด มีเพียงการออกมา “ขออภัย” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 และการเร่งจ่ายเงินเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตจำนวน 7.5 ล้านบาท

14297797661429779873l19803_1546682952263338_6594236926562704348_n

เหตุการณ์ที่ทุ่งยางแดงนั้นทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องความยุติธรรมของคดีความที่เกิดขึ้น อันเป็นข้อกังขาต่อเรื่องเร่งด่วนตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2558-2560 ในเรื่องของการอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ เพราะเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น เจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งกราดยิงรถกระบะต้องสงสัยในพื้นที่บ้านน้ำดำ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อเดือน ม.ค.2555 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย ภายหลังมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเหมือนกับกรณีทุ่งยางแดง และสรุปว่าคนตายไม่ใช่คนร้ายเช่นกัน

787520120226

สำนักข่าวอิสราได้มีการรายงานถึง กรณีปุโละปุโย แม้ครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาไปแล้วครอบครัวละ 7.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในวันเกิดเหตุ ถึงวันนี้ถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ คดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ญาติคนตายไม่รู้แม้กระทั่งว่าเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่าถูกดำเนินคดี ถูกดำเนินการทางวินัย เป็นใคร ชื่ออะไร ถึงกับเปรยว่า ไม่รู้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่หรือเปล่า และจะย้อนมาทำร้ายครอบครัวคนตายหรือไม่

20121219143311_0

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้  คุณอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ที่ตั้งคำถามเรื่อง “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” ของบรรดาผู้บังคับบัญชาในหน่วยปฏิบัติว่าเหตุใดจึงไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย หลายหน่วยในพื้นที่ โดยเฉพาะทหารชุดดำ ก่อปัญหาลักษณะเดียวกันนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ผู้บังคับหน่วยก็ยังอยู่สบาย หลายๆ กรณีมีแต่ทหารเด็กๆ ที่โดนดำเนินการ ทั้งที่ในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างน้อยต้องมีผู้รับผิดชอบ “ลาออก” ในเบื้องต้นก่อน ซึ่งนอกจากจะเพื่อแสดงความรับผิดชอบในทางจริยธรรมแล้ว ก็ยังเพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างโปร่งใสด้วย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาล คสช. ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐบาลทหารจะต้องให้ความใส่ใจในการดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนตามที่ได้มีการระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ คำถามก็คือตอนนี้การปฏิบัติการยังคงเป็นไปตามแผนงานหรือไม่ เพราะ ปัญหาภาคใต้ คือ ปัญหาที่ต้องเอาชนะด้วยสันติภาพ ไม่ใช่เอาชนะด้วยสงคราม!!!

tnews_1368162372_4105N3441464

สุดท้ายแล้วหากจะเอาชนะด้วยสันติภาพ แน่นอนว่าต้องใช้วิธีการเจรจา ซึ่งรัฐบาลทหารไทยต้องคิดแล้วว่าการเจรจาที่จะต้องเกิดนี้ จะเจรจาอย่างไร กับใครบ้าง แล้วควรจะจบลงอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

Reference

http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/38685-bang_38685.html

http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/38608-racha.html

http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/38601-keos.html

http://www.isranews.org/south-news/documentary/item/38831-side.html

http://www.prachatai.com/journal/2015/05/59490

http://www.prd.go.th/download/article/article_20141013141534.pdf

http://www.deepsouthwatch.org/sites/default/files/ncpo-annouce98.pdf

 

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.