ปรับเงินเดือนข้าราชการ 2 ปีซ้อน แต่ยกเลิกค่าแรง 300 บาท คืนความสุขให้ใคร???

0

หลังจากที่มีการประกาศมติของคณะกรรมการค่าจ้าง(บอร์ดค่าจ้าง) จากงานสัมมนากรอบแนวทางและหลักเกณฑ์การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2559 ซึ่งระบุว่าจะมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ตามพื้นที่จังหวัด ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่มีการระบุว่าจะปรับลดค่าจ้างขั้นต่ำที่ปัจจุบันเท่ากันทั่วประเทศที่ 300 บาทต่อวัน แต่การประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ตามพื้นที่นั้นก็ชัดเจนว่า ย่อมมีการปรับลดลงอย่างแน่นอน

banknote

สอดคล้องกับการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวถึงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันว่าเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ทำให้ชาวต่างด้าวเข้ามาในประเทศมากขึ้น ตอนนี้รัฐบาลไม่มีเงิน อย่าเรียกร้องกันนัก

EyWwB5WU57MYnKOuXxyIG7rdfyTcLTfZl9o7gDKkp5ildpwxpTu9yG

หากพิจารณาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของประเทศในอาเซียนแล้ว ประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 3 ร่วมกับฟิลิปปินส์ ที่มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวัน ส่วนอินโดนีเซียนั้นมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 230 บาทต่อวัน ในขณะที่มาเลเซียนั้นไม่มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำ แต่ใช้การคำนวณเฉลี่ยต่อวันของแรงงานซึ่งมีอัตราอยู่ที่ 270 บาท แต่เมื่อพิจารณาตามค่าครองชีพแล้ว ประเทศไทยถือว่ามีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียนรองจาก สิงคโปร์ บรูไน และพม่าเมื่อพิจารณาตามประเทศ และเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ เมื่อพิจารณาค่าครองชีพรายเมือง ดังนั้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของประเทศไทยนั้นไม่ได้สูงเกินความเป็นจริงเมื่อพิจารณาตามฐานค่าครองชีพ อาจจะต่ำไปเสียด้วยซ้ำ

2014729195601-10347550_10152199318721332_7213886118422749433_n20140109161357

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ก็มีการปรับฐานเงินเดือนของข้าราชการไปแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งในปี 2557 และปี 2558 โดยในปี 2557 คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ที่มีค่าตอบแทนไม่ถึง 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท และกรณีที่รวมกันแล้วมีค่าตอบแทนไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าตอบแทนอีกจนถึงเดือนละ 10,000 บาท ประมาณการพนักงานราชการที่จะได้รับการเงินเพิ่มดังกล่าว จำนวน 35,500 คน

การปรับเงินเดือนข้าราชการของรัฐบาล-พลเอกประยุทธ์-387x620
และมีมติให้ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทุกตำแหน่ง 4% พร้อมขยายเพดานเงินเดือนขั้นสูงทุกระดับ 10% โดยมีข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐได้รับอานิสงส์ 1.98 ล้านคน
ส่วนในปี 2558 ก็ได้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการอีกรอบในวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมาตามหนังสือข้าราชการด่วนที่สุด ที่ นร.1012.2/ว 7 ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราเงินเดือนข้าราชการทุกระดับอีกครั้ง

2015052516473920150525162957

20150525162900
จะเห็นได้ว่าการปรับฐานเงินเดือนของข้าราชการซึ่งรัฐบาล คสช. ของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อนุมัตินั้นมีอัตราเงินเดือนที่สูงกว่า 10,000 บาททุกตำแหน่ง เนื่องจากค่าครองชีพของประเทศไทยนั้นเพิ่มสูงขึ้นทุกปี การอ้างของพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ให้ไม่ได้เพราะไม่มีเงินนั้นดูจะเป็นการพูดมั่วๆ โดยไม่ได้มองว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้นต่ำกว่าเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐที่รัฐบาล คสช. ปรับเพิ่มให้เสียอีก การขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ แต่อ้างว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแพงเกินไป จึงฟังไม่ขึ้นอย่างสิ้นเชิง

อย่าลืมว่าค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แต่ข้าราชการเท่านั้น คำถามคืออุปสรรคต่อการลงทุนที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง คือ การเอาใจนายทุนและเจ้าของกิจการใช่หรือไม่? เพราะค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้นผู้ที่ต้องจ่ายก็คือ นายทุนและเจ้าของกิจการ และหากมีการปรับลดค่าแรงขั้นต่ำลง กลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือนายทุนและเจ้าของกิจการนั่นเอง ในขณะที่แม้ว่าจะมีการปรับลดค่าแรงลง ถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถลดค่าครองชีพลงด้วยได้หรือไม่? จะสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น อัตราการลงทุนเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานลดลง รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นได้หรือไม่?

Thairath_9292012121631AM

สุดท้ายแล้วการปรับเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐจะเป็นเพื่อการเอาใจข้าราชการ หรือพวกพ้องของคณะ คสข. ก็ตาม แต่ก็คือสิ่งสะท้อนค่าครองชีพที่สูงขึ้นของประเทศไทย ดังนั้นการจะไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรืออาจปรับลดเป็นบางพื้นที่ ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นนั้น จึงสะท้อนแนวคิดในการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. ได้เป็นอย่างดี ต้องไม่ลืมว่าการจะคืนความสุขและดูแลประชาชนนั้นต้องทำอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นคำถามที่ คสช. ต้องตอบก็คือ “คืนความสุขให้ใครกันแน่???!!!”

Share.

About Author

Comments are closed.