คุ้มจริงหรือ??!! ย้อนอดีตยุทโธปกรณ์ฉาวกองทัพไทย!!!

0

ในกระแสที่สังคมตั้งคำถามกับโครงการซื้อ เรือดำน้ำ ของกองทัพเรือไทย ในยุครัฐบาล คสช. วันนี้ทีมงาน I-Space Thailand ขอพาทุกท่านไปย้อนดูโครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทย ที่เป็นข่าวฉาวมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการจัดซื้อ เรือดำน้ำ ของกองทัพเรือไทยกัน

โครงการแรกที่ยังคงฉาวมาถึงทุกวันนี้ก็คือ โครงการจัดซื้อ “GT200” หรือ ที่คนไทยเรียกกันว่า “ไม้ล้างป่าช้า” ซึ่ง GT200 นั้นถูกผลิตจาก บริษัทโกลบอล เทคนิคัล ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการอวดอ้างสรรพคุณว่า สามารถตรวจจับระเบิด ยาเสพติด งาช้าง ยาสูบ และธนบัตรได้ อีกทั้งมีขีดความสามารถตรวจจับลึกลงไปใต้ดิน 700 เมตร และขึ้นไปในอากาศถึง 4 กิโลเมตร

0eodgt20050eodgt20014

ประเทศไทยนั้นมีการจัดซื้อ GT200 มาใช้งานเป็นครั้งแรกผ่านกองทัพอากาศไทย ในสมัยที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทอ. ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการตรวจคุณภาพของกองทัพอากาศเป็นผู้คัดเลือกอุปกรณ์

ชลิต03

หลังจากนั้นช่วงปี 2551-2552 กองทัพบกไทย ในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผบ.ทบ. ก็ได้มีการสั่งซื้อเครื่อง GT200 เพิ่มเติมจำนวน 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิด และภารกิจของทหารใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งหากนับจำนวนเครื่อง GT200 ที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยสั่งซื้อ นั้นมีจำนวนมากถึง 1,398 เครื่อง มูลค่ากว่า 1,178 ล้านบาท และใช้งานในหน่วยงานด้านความมั่นคงมากกว่า 16 หน่วย เช่น กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, ตำรวจ, กรมราชองครักษ์, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, กรมการปกครอง, กรมศุลกากร เป็นต้น

6thhaarthdsb2

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ศาลเมืองโอลด์เบลีย์ แคว้นเคนท์ของอังกฤษ มีคำพิพากษาจำคุก นายแกรี โบลตัน เจ้าของบริษัทโกลบอล เทคนิคัล เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาฉ้อโกงจัดจำหน่ายเครื่องตรวจจับระเบิด GT200 ให้แก่หลายประเทศ โดยทางการอังกฤษได้ตรวจสอบพบว่า คุณสมบัติที่ทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่า GT200 สามารถทำได้นั้น ไม่เป็นความจริงทั้งหมด อีกทั้งราคาต้นทุนของเครื่อง GT200 นั้นมีราคาเพียง 5 ปอนด์ คิดเป็นไทยก็ประมาณ 250 บาท แต่นำมาขายราคาเครื่องละประมาณ 10,000 ปอนด์ หรือประมาณ 5 แสนบาท!!!

เป็นเหตุให้กองทัพไทยสั่งเก็บเครื่อง GT200 ทั้งหมดจากการประจำการในทุกหน่วยงาน และนำไปสู่การสอบสวนและคดีความฉาวจากการเสียค่าโง่ระดับพันกว่าล้านของกองทัพไทย

แต่ก็ยังไม่จบแค่นี้ เพราะนอกจากเรื่อง GT200 แล้ว กองทัพบกยังต้องเผชิญกับคำถามจากสังคม ในกรณีการสั่งซื้อ “เรือเหาะ” หรือ Sky Dragon ซึ่งจัดซื้อในสมัยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรมว.กลาโหม และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผบ.ทบ. โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “เรือเหาะ + ระบบตรวจการณ์” จากบริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ในราคา 340 ล้านบาท โดยมีการจัดซื้อทั้งหมด 1 ลำ

5557000013226001

 

ในปี 2552 “เรือเหาะ” ดังกล่าวได้ถูกนำเข้าประจำการในกองพลทหารราบที่ 15 จังหวัดปัตตานี แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากว่ากองทัพบกจัดซื้อมาในราคาที่แพงเกินความเป็นจริง อีกทั้งไม่สามารถใช้งานได้จริงในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเรือเหาะได้ซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้งจากการรั่วซึม ซึ่งทางกองทัพบกได้ว่าจ้างบริษัทอื่นมาดูแลซ่อมแซมด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทผู้ขายเรือเหาะได้ปิดตัวลงไปแล้ว รวมถึงหมดสัญญาการซ่อมบำรุง!!!

00000skas71374112295-00sh2-o

กลายเป็นคำถามที่สังคมไม่เคยได้รับคำตอบในแง่ความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ และผลของการใช้งานจริง จากกองทัพบกเลย!!!

ในปี 2558 นี้ก็เช่นกัน เมื่อพิจารณาโครงการสั่งซื้อ “เรือดำน้ำ” ของกองทัพเรือไทย ซึ่งมีการเคาะกันแล้วว่าจะจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนชั้น Yuan Class S-26T ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ จำนวน 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาท แน่นอนว่าต้องมีคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่า ความจำเป็น และความโปร่งใส

ในเรื่องความคุ้มค่า ต้องถามว่าเงิน 36,000 ล้านบาทที่จะใช้เพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำนั้น ราคานี้คุ้มค่าจริงๆหรือ??? เพราะ หากพิจารณาเรื่องราคาก็เฉลี่ยราคาลำละ 12,000 ล้านบาท ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับเรือดำน้ำ Scorpène Class ของฝรั่งเศสที่ กองทัพเรือมาเลเซียมีประจำการ แต่กองทัพไทยอาจไม่มีตัวเลือกมากเนื่องจากติดขัดเรื่องการจัดซื้ออาวุธจากประเทศโลกเสรี เพราะกำลังปกครองระบอบเผด็จการ

Q0219210150113125351Scorpene_Tunku_Abdul_Rahman

ส่วนความจำเป็นนั้น ต้องพิจารณาที่ภัยคุกคาม และการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของกองทัพไทย โดยพื้นที่ทะเลส่วนใหญ่ของประเทศไทยนั้น คือ อ่าวไทย  ซึ่งเป็นทะเลน้ำตื้น มีความลึกเฉลี่ยเพียง 58 เมตร ในขณะที่ฝั่งทะเลอันดามัน นั้นมีความลึกเฉลี่ยที่ 1,096 เมตร การใช้งานได้จริงของเรือดำน้ำที่อ่าวไทยนั้น ระดับความลึกอาจจะไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่เหมาะที่จะใช้งาน ส่วนภัยคุกคามทางทะเลนั้นประเทศไทยไม่ได้มีข้อพิพาททางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านแม้แต่น้อย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยนั้นกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำในทุกภาคส่วน งบประมาณจึงควรใช้ไปในภาคเศรษฐกิจ และการพัฒนา มากกว่าการจัดซื้ออาวุธหรือไม่???

0kRH11428399836-064562133e2234ad55266da8aa67ecc4

สุดท้ายเรื่องของความโปร่งใส หากว่าพิจารณาว่าการซื้อเรือดำน้ำมีความคุ้มค่า และจำเป็นจริงๆ ทำไมรัฐบาล คสช. และกองทัพเรือไม่ทำแผนการป้องกันประเทศไว้ในระยะยาว เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เข้ามาพิจารณา ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถเลือกซื้อเรือดำน้ำ จากประเทศในโลกเสรี เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะจะอย่างไรรัฐบาล คสช. ก็เน้นย้ำอยู่เสมอว่าต้องการปฏิรูปประเทศตามโร้ดแม็พ ซึ่งก็มีระยะเวลาอีกไม่นานแล้ว???

CC-231

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเหตุผลว่าทำไมกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเรือดำน้ำ รวมถึงคำถามซึ่งสังคมไทยต้องการจากรัฐบาล และกองทัพเรือมากกว่า คำว่า “ขอให้ไว้ใจ และศรัทธา”!!!!

Share.

About Author

Comments are closed.