แบนตลอดชีวิตนักการเมือง “เคย” ทุจริต ถูกถอนถอน ยุติธรรมจริงหรือ???

0

นอกจากปัญหาเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะไปรอดไปไม่รอด วันนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ออกมาแถลงว่า การเพิ่มลักษณะคุณสมบัติต้องห้ามสมัคร ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ผ่าน 2 อนุมาตรา โดยมีคำว่า “เคย” นำหน้า หมายความรวมถึงบุคคลที่มีลักษณะเช่นนั้นอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ด้วย

ทั้งนี้ข้อความในอนุมาตรา คือ “เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม…” “เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม…”

607997

จากข้อความในข้างต้นนั้น แปลความกันว่า หากบุคคลใดที่เคยถูกพิพากษาหรือคำสั่งว่าทุจริต หรือทำการไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง รวมถึงเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือส่อทุจริต ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ ก็จะถือว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้เลยตลอดชีวิต ซึ่งคำว่า “เคย” ย่อมมีความหมายเอาโทษย้อนหลังไปก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะบังคับใช้ด้วย

โดยนายคำนูณ กล่าวว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหลักนิติธรรม เนื่องจากเเป็นเพียงการคัดกรองคนที่ไม่เหมาะสมให้เข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้ไปลงโทษทางอาญาย้อนหลังใคร จึงไม่ถือว่าเป็นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายย้อนหลังเป็นโทษทางอาญา

1421473467-1407467663-o

อย่างไรก็ตามเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ต่อผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจาก เป็นการตัดสิทธิอย่างถาวร อีกทั้งการถูก “ถอดถอน” ในสภาวะทางการเมืองที่ไม่ปกติเช่น อยู่ในภาวะที่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร โดยสภาที่ถูกแต่งตั้งจากคณะผู้ยึดอำนาจ และกฎหมายที่ถูกตราขึ้นโดยคณะผู้ยึดอำนาจนั้น มีความเป็นธรรม ชอบแล้วด้วยหลักนิติธรรมจริงหรือไม่???

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในห้วงระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกตัดสิทธิ์ และจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์จากการถูกยุบพรรคการเมือง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจำนวนมากไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำความผิดเลย แต่กลับต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลาถึง 5 ปีเนื่องจากดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบพรรค

1399441839

หรือในห้วงหลังการรัฐประหารปี 2557 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนหลายท่านก็ถูกถอดถอนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนข.) ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะผู้ยึดอำนาจ ซึ่งบางท่านก็ถูกถอดถอนจาก สนช. โดยที่ความผิดยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูก สนช. ถอดถอนออกจากตำแหน่งย้อนหลัง ซึ่งกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น แม้แต่นาย วิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องถอดถอนเอง ยังระบุในที่ประชุม สนช. ว่า “การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ทุจริต แต่การกระทำเข้าเหตุในการส่อไปในทางทุจริต” จนทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้นเป็นการถอดถอนโดยไม่มีพยานหลักฐาน และความผิดที่ชัดเจน เป็นการเจตนาตัดสิทธิทางการเมืองของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ เท่านั้น!!!

ที่สำคัญ หากพิจารณาตามข้อความในร่างฯอนุมาตราดังกล่าวแล้ว นักการเมืองที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตก็ไม่ใช่เพียงแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากแต่พรรคอื่นๆรวมถึงแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนก็อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้ามเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเช่นกัน!!!

1398420988-po0002676-otnews_1402882892_1621

ก็น่าสนใจว่าการออกร่างฯที่มีการระบุคุณสมบัติต้องห้าม ซึ่งไม่แน่ว่าจะมีความเป็นธรรมเช่นนี้จะผ่านการเห็นชอบหรือไม่ เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างในทางการเมืองจริงๆ ซึ่งหากว่าร่างดังกล่าวผ่านความเห็นชอบก็ยังน่าจับตามองว่าการบังคับใช้คุณสมบัติต้องห้ามดังกล่าวจะมีมาตรฐานที่เป็นธรรมหรือไม่อย่างไร??? ประชาชนจะยอมรับหรือไม่???

ประยุทธ์-จันทร์โอชา-3

หลายคนจึงตั้งคำถามการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจเป็นเพียงละครฉากหนึ่งซึ่งสุดท้ายก็จะยืดเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อเวลาให้รัฐบาล คสช. อยู่ต่อไปจนเกินเวลาที่เคยระบุไว้ในโร๊ดแม็พใช่หรือไม่??!!

Share.

About Author

Comments are closed.