Absolute power : อำนาจเหนือการตรวจสอบ!!!

0

 

ห้วงเวลาหลายอาทิตย์ที่ผ่านมารัฐบาลคสช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องความโปร่งใส ในหลายกรณีทั้งจากเรื่องของครอบครัวพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกวิจารณ์จากการใช้เครื่องบินกองทัพอากาศอำนวยความสะดวกให้ภรรยา ไปเปิดฝายชะลอน้ำซึ่งสร้างจากภาษีของประชาชน ไปจนถึงกรณีการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนจากกรณีบุตรชายพล.อ.ปรีชา ใช้บ้านพักในกรมทหารตั้งบริษัท รับงานในส่วนราชการโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 3

1

และล่าสุดกรณีการเช่าเหมาลำเครื่องบินการบินไทย ไปประชุมที่ฮาวายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ที่ถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณที่ใช้ถึงกว่า 20 ล้านบาท และค่าอาหารบนเครื่องบินราคาถึง 6 แสนบาท กับคณะเดินทางเพียง 38 คน ซึ่งเรื่องนี้ก็นำไปสู่การเปิดเผยการใช้งบประมาณในการบินไปเยือนรัสเซียของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ใช้งบประมาณไปมากกว่า 16 ล้านบาท และมีค่าอาหารบนเครื่องบินถึง 1,770,000 บาท

2 3 4 5

แม้ว่ากรณีต่างๆจะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆมากน้อยแค่ไหน แต่ประชาชนก็รับทราบและวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงความโปร่งใส เหมาะสมกันไปแล้ว

ในอดีตเรื่องความโปร่งใส ทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน เคยเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งในการก่อการรัฐประหาร รัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

6

เช่นเดียวกับการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐบาลคสช. แม้ว่าเหตุผลในการรัฐประหารครั้งนี้ จะไม่ได้มีการยกเอาข้ออ้างเรื่องการทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาอ้างอย่างเป็นทางการ แต่การกล่าวหาและตรวจสอบเรื่องการทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลคสช. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

7

ที่สำคัญคือ ในเจตนารมณ์และนโยบายของคสช.ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เคยประกาศไว้ ก็มีการระบุไว้ในประกาศเจตนารมณ์และนโยบายหัวหน้าคสช. ข้อ 2.13 การปฏิรูป ว่ามุ่งหมายให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น

แต่วันนี้สังคมกลับต้องมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเหมาะสมกับบุคคลในรัฐบาลคสช. ไม่เว้นแม้แต่ตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

8

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เคยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยออกมากล่าวหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น รัฐบาลดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือล่าสุดรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเรื่องการทุจริต ความโปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยถูกคนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา มีอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยมีการยกเอาคำกล่าวของจอห์น เอเมอริช เอดเวิร์ด ดัลเบิร์ก-แอกตัน บารอนแอกตันที่ 1 ว่า “absolute power corrupts absolutely” หรือ “อำนาจเบ็ดเสร็จฉันใดฉ้อฉลเบ็ดเสร็จฉันนั้น” มาเปรียบเทียบ

ต้องไม่ลืมว่า ดร.ทักษิณ นั้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภา องค์กรอิสระ และประชาชน ภายใต้กฎหมายทุกอย่าง จึงไม่ถือว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือการตรวจสอบ

ในขณะที่วันนี้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นมาจากการรัฐประหาร มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่บังคับใช้ได้ มีมาตรา 44 ที่ทำให้คำสั่งต่างๆของพล.อ.ประยุทธ์ มีฐานะเป็นกฎหมาย แน่นอนว่ารัฐบาลคสช. ย่อมมีอำนาจเหนือกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมไปถึงองค์กรอิสระต่างๆที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ และฝ่ายตุลาการทั้งหมดโดยปริยาย

เมื่อวันนี้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทุจริต ความโปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน ต่อบุคคลในรัฐบาลคสช. การตรวจสอบโดยกระบวนการของภาครัฐ และองค์กรอิสระจึงอาจมีข้อจำกัด หรือถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบได้

แม้การทุจริต ความไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนจะเป็นเรื่องที่เลวร้าย และบั่นทอนความเจริญของประเทศชาติ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือ อำนาจซึ่งอยู่เหนือการตรวจสอบ นั่นเอง!!!

 

Reference

http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-policy.pdf

 

Share.

About Author

Comments are closed.