สัมภาษณ์คุณจาตุรนต์ ฉายแสง:เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน

0

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 มีงานเปิดตัวภาพยนต์เนื่องในวันสิทธิเด็กและวันเด็กสากล ซึ่งจัดที่ห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิร์ล ถนนราชประสงค์ ซึ่งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสิทธิเด็ก การศึกษา และแนวทางการพัฒนาเด็กในอนาคต ซึ่งในงานมีการสัมภาษณ์คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการและอดีตรองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการศึกษา โดยมีคุณณัฏฐา มหัทธนา เป็นพิธีกรสัมภาษณ์

 

สัมภาษณ์คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการและอดีตรองนายกรัฐมนตรี

https://www.facebook.com/bow.nuttaa/videos/10155233999225819/

 

 

1

 

เปิดตัวหนังสือ “เปิดมุมคิดวิกฤตการศึกษาไทย” กับ การแก้ปัญหาทั้งระบบ

เริ่มต้นด้วยการพูดถึงหนังสือที่คุณจาตุรนต์เขียน ชื่อ “เปิดมุมคิดวิกฤตการศึกษาไทย” คุณจาตุรนต์ กล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นผู้ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา โดยเหมาะกับผู้บริหารการศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองทั่วไปที่สนใจในประเด็นปัญหาด้านการศึกษา

ซึ่งเนื้อหาในหนังสือมาจากประสบการณ์การทำงานและการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และการคุยกับผู้ที่เคยทำงานด้วยกันมาในด้านการศึกษา ทั้งผู้ที่ทำงานโดยตรงและเป็นที่ปรึกษา รวบรวมเอาความคิดต่างๆมา ทำเป็นหนังสือ ซึ่งต้องการที่จะจับประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการศึกษาในด้านต่างๆ แนวความคิดในหนังสือ คือ ปัญหาด้านการศึกษาที่เชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เข้าด้วยกัน และพยายามแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบไปพร้อมๆกัน

โดยในเนื้อหาจะไม่บอกว่าถ้าคุณต้องการแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งในด้านการศึกษา คุณอยากจะทำอะไร? ในหนังสืออธิบายว่า ไม่ต้องมานั่งตอบคำถามแบบนี้ บางคนบอกว่าอยากจะทำเรื่องครู บางคนก็บอกจะทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล บางคนบอกต้องทำอาชีวะ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกำลังทรัพยากรการผลิต

โดยในหนังสือต้องการอธิบายปัญหาทั้งระบบและชี้ให้เห้นว่ามันเชื่อมโยงกัน เช่นเราบอกว่า เด็กไทยทำไมเรียนภาษาอังกฤษแล้วใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ เราก็บอกว่าก็ต้องปรับปรุงครูทั้งประเทศ ซึ่งก็จริง แต่ถ้าข้อสอบของเรายังเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่มีการสอบการพูดและการเขียน เราจะไปพยายามให้ครูมาสอนการพูด การเขียน นักเรียนก็ไม่สนใจเพราะว่าเขาไม่ได้สอบ นอกจากนั้นหลักสูตรเราก็ไม่ได้ชัดเจนเท่าที่ควร ข้อสอบก็บอกเอาตามหลักสูตร โยนกันไปกันมาอยู่อย่างนี้ ปัญหาก็คือต้องแก้ทั้งระบบ”

2

ความต่อเนื่องของการบริหาร จุดอ่อนของรัฐมนตรีด้านการศึกษา และการรัฐประหาร

คุณจาตุรนต์ อธิบายเรื่องนี้ว่า การรัฐประหาร แน่นอนว่ามันทำให้เรื่องที่ตั้งใจที่จะทำก่อนหน้านั้นทำไม่ได้ แล้วก็หลายเรื่องที่สำคัญหยุดหรือเปลี่ยนแนวไป แต่อีกปัญหาหนึ่ง คือ ในห้วง 3 ปีกว่ามานี้ ไทยเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้วถึง 4 คน ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมมาเหมือนกัน เดิมก็จะเป็นแบบนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มีจุดอ่อนแบบน้ีเหมือนกัน คือ “เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย” แต่ในส่วนของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในสภาและนอกสภา ก็อาจจะทำให้ช่วยอยู่ในร่องในรอย หรือปรับตัวคนให้แก้ปัญหาได้หรือปรับนโยบายได้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับดีนัก

แต่มาหลังการรัฐประหาร เนื่องจากว่าขาดวิสัยทัศน์ในเรื่องการศึกษา จุดอ่อนคือ ไม่สามารถดึงเอาบุคคลที่รู้และสนใจเรื่องการศึกษามาร่วมมือ และการพยายามเน้นวิธีการหรือระบบการทำงานใช้การสั่ง เน้นเด็ดขาด รวดเร็ว โดยไม่ได้หาข้อมูล ก็สั่งเอาๆ จนกระทั้งเปลี่ยนซุปเปอร์บอร์ดก็แล้ว เปลี่ยนระบบการบริหารในภูมิภาคของกระทรวงไปก็แล้ว เปลี่ยนกฏหมายคุรุสภา(ก็แล้ว)  กฏหมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา เปลี่ยนไปหมดแล้ว โดยที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาการศึกษา ปัญหาครูนักเรียนก็สะสม ที่จะทำแล้วไม่ได้ทำ

เช่น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่มีการปรับ ซึ่ง 5 ปี มานี้ทั่วโลกเขามีการเปลี่ยนหลักสูตรไปมาก เทคนิคการเรียนการสอนแบบใหม่ๆไม่ค่อยได้นำมาใช้ทั้งๆที่มีแผนมีข้อสรุปไว้แล้ว เช่น การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาจีน เรื่องการวัดผล การทดสอบ ก็ไม่ได้ปรับปรุงจริงจัง การวัดผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมกับเด็กที่ยากจน ออกข้อสอบไม่ตามหลักสูตร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้เลย

แต่ก็ยังจะไปปรับเปลี่ยนโครงสร้าง มีการปรับไปแล้วด้วยเรื่อง 5 แท่ง ของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ก็ไม่ชัดเจนลงไปให้เกิดความรับรู้เข้าใจกัน กลายเป็นว่ามีปัญหาสะสมมากขึ้น ในช่วง 3 ปีหลัง และแก้ปัญหาได้ยากมากขึ้น เพราะเขาไปทำให้เป็นกฏหมาย คำสั่งที่ออกโดยมาตรา 44 มันกลายเป็นกฏหมายไปหมด แล้วเวลาไปแก้ต้องเข้ารัฐสภา ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งเหยิงมาก สิ่งเหล่านี้ผมเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ตามอ่านได้

 

แรงผลักทางสังคมในการมีส่วนร่วมการแก้ปัญหาการศึกษา

คุณจาตุรนต์ อธิบายว่า การจะแก้ปัญหาด้านการศึกษาได้นั้น ต้องอาศัยพลังจากคนในสังคม มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการแก้ไข ถ้าไม่มีแรงผลักดันจากสังคม จะอาศัยอัศวินม้าขาวจากใครคนใดคนหนึ่งมาแก้ไขเป็นเรื่องยากมาก

และแรงผลักดันทางสังคมมาโดยการให้ความสนใจ มีส่วนร่วม การซื้อหนังสืออ่าน หากมีคนให้ความสนใจน้อยสะท้อนอย่างหนึ่งว่าเรื่องการศึกษาไทยคนยังให้ความสนใจไม่มาก ผมไม่ได้พูดถึงหนังสือที่ผมเขียน หนังสือใครเขียนก็ตาม  ทีนี่ผู้ประกอบกิจการต้องให้ความสนใจและต้องแสดงความเห็นผ่านตัวแทนผ่านองค์กร อุดมศึกษา อาชีวะศึกษา แสดงความเห็นผ่านสะท้อนไป ผู้ปกครอง ต้องช่วยกันสะท้อนความเห็นไปยังสมาคมศิษย์เก่า หรือให้ความเห็นไปโดยตรงที่การศึกษาจังหวัดหรือในกระทรวงศึกษาก็ได้ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย คนที่จะสามารถสื่อสารกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ หรือสภาอาจารย์ต้องช่วยกันสะท้อนความเห็น ทำในปัจเจกบุคคลก็แบบนึง แต่ละคนคิดว่าจะทำได้ก็ทำ ดีกว่าจะคิดว่าเอาลูกไปเรียนกวดวิชา มีเงินมากหน่อยหรือไปเมืองนอก แต่ว่าหากทำได้มากกว่านั้น ก็อยากให้ช่วยกันเปลี่ยนแปลง

นอกจากในฐานะบุคคลแต่ละคนแล้ว ในนามองค์กรผ่านทั้งสภาอุตสาหกรรม องค์กรการค้า หรือภาคประชาสังคม ควรจะมีบทบาทต่อการจัดการศึกษา โดยในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาจะประสบความสำเร็จในการจัดการการศึกษาด้วย จะพบว่าองค์กรภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทในการจัดการการศึกษาทั้งนั้น เขาจะเข้าไปร่วมในการกำหนดหลักสูตร บริษัทใหญ่ๆ จะเข้ามาร่วมกำหนดหลักสูตรว่าจะทำอย่างไร ไม่ใช่แค่ว่ารอมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตเสร็จ ออกมาก็เปิดรับสมัคร ใช้ไม่ได้ก็ไปอบรม มันก็ทำได้แต่มันต้องทำมากกว่านี้อีกมาก

ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้ดี ประเทศไทยจะล้าหลังมาก ข้างหน้าไปถ้าไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เราอาจจะวนเวียนอยู่กับปัญหาที่สะสมเหล่านี้ มันไม่ใช่แค่ความสูญเปล่าของครู อาจารย์ ผู้ปกครองแต่มันจะผ่านไปถึงทุกมิติของสังคม ต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

3

การเลือกตั้ง การเมือง กับการแก้ปัญหาการศึกษา
คุณจาตุรนต์ อธิบายว่า การเลือกตั้ง อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้บ้างแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษามันถูกทำให้ระบบอำนาจไปอยู่ตรงโน้นตรงนี้ แบบตรวจสอบไม่ได้ แม้ว่าจะมีรัฐบาลแล้วก็ใช่ว่าจะแก้ได้ง่ายๆ มันจำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันทางสังคม

การมีการเลือกตั้งมันคือการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ว่าโดยรัฐธรรมนูญ(ปัจจุบันนี้) กฏหมายที่เขียนกันอยู่ การคืนอำนาจนี้มันเป็นการคืนอำนาจแค่บางส่วน ไม่ใช่เป็นการคืนอำนาจแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ว่าประโยชน์ของมันก็จะอยู่ที่ประชาชนจะสามารถไปเลือกผู้แทนฯ ของตนเองได้ แต่ว่าถ้าจะให้ได้คนของประชาชนได้จริงๆ ต้องได้เสียงท้วมท้นจริงๆ ไม่เช่นนั้น จะได้คนนอกไปเป็นรัฐบาล คนที่ประชาชนเลือกก็อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล ประโยชน์ก็จะมาเหลืออยู่ตรงที่ไปคอยตรวจสอบ ควบคุมการทำงานของรัฐบาล ไปเสนอนโยบายในเขิงเปรียบเทียบ นโยบายทางเลือก แล้วก็ไปทำให้เห็นว่าระบบที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้และกฏหมายอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้

 

แล้วก็ต้องมาแก้ระบบนี้ แก้กติกานี้ ซึ่งพรรคการเมืองจะทำได้ในแง่นี้ รักษาผลประโยชน์ของประชาชนได้ระดับหนึ่ง และจะชี้ให้เห็นว่าระบบนี้เป็นปัญหา ถ้าถามว่าแล้วจะแก้ได้ไหม เป็นไปได้ไหม แค่ไหน ต้องยอมรับว่าตามระบบที่เขียนขึ้นนี้(รัฐธรรมนูญปัจจุบัน) การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากมาก ผมก็ยังเชื่อว่าถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นปัญหา เห็นว่าบ้านเมืองมีปัญหา เห็นว่าระบบที่ได้สร้างขึ้นมา โดยที่ประชาชนยังไม่รู้ว่าเนื้อหามีอะไร ก็เป็นระบบที่เป็นปัญหาและจะต้องแก้ และถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นปัญหาและจะต้องแก้มันก็จะต้องแก้ได้ ถึงแม้ว่าจะยาก แต่ว่าถ้าจะหวังว่าจะราบรื่น การเลือกตั้งจะช่วยได้ โดยเราก็ไม่ได้สนใจ ทุกอย่างจะไม่ดีนะครับ มันจะไม่ดีเอามากๆก็ได้ด้วย เพราะระบบที่ทำไว้มันมันทำเพื่อผู้ที่ออกแบบระบบมากกว่า ผู้ที่ควบคุมการออกแบบระบบ โดยการเขียนรัฐธรรมนูญ กฏหมายลูกทั้งหลาย ผู้ที่ควบคุมคนเหล่านี้ และคนเหล่านี้ต้องการแก้ปัญหาของพวกเขา คือการให้อำนาจอยู่ในมือเขาให้นานที่สุด ดังนั้นก็ต้องสนใจปัญหาบ้านเมือง เลือกตั้งก็เป็นส่วนนึง มีส่วนสำคัญไม่น้อย แต่ต้องให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาที่มันใหญ่กว่านั้น กว่าการเลือกตั้ง

 

ผู้ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารที่ยังไม่ถอดใจ

คุณจาตุรนต์ กล่าวถึงความรู้สึกของการเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการัฐประหารว่ายังไม่ถอดใจ โดยมีข้อสรุปมาหลายปีแล้วว่า ปัญหาบ้านเมืองของเราคือยังไม่เป็นประชาธิปไตย การทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมากๆ คือ การผลักดันให้เป็นประชาธิปไตย เราก็ต้องทำไปให้เต็มความสามารถ อาจจะต้องคิด ส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นหลังสนใจปัญหาบ้านเมืองมากขึ้นแล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหาประเทศร่วมกันต่อไป

 

สรุป

จะเห็นได้ว่าปัญหาการศึกษาไทยเป็นปัญหาทั้งในระดับโครงสร้างใหญ่ไปจนถึงระดับปัจเจก ตามที่คุณจาตุรนต์ได้นำเสนอ และหากจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็ต้องเริ่มแก้ที่ตัวเรา โดยการให้ความสนใจมีส่วนร่วม และเป็นพลังผลักดันทางสังคม นำเสนอปัญหาต่อผู้มีอำนาจทั้งระดับพื้นที่และระดับชาติ เพราะอาศัยการแก้ปัญหาแบบบนลงล่างแบบภาครัฐคงไม่สามารถแก้ได้ดังที่รัฐบาลทหารกำลังพิสูจน์

และแน่นอนว่ามิใช่การแก้ปัญหาด้วยตัวเราจะเพียงพอ ต้องอาศัยอำนาจภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนให้ไปข้างหน้า และการจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต้องมีระบอบการเมืองที่เหมาะสมทำให้แนวทางการศึกษาได้เติบโต ซึ่งต่างประเทศก็มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเมื่อเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนฯของตนเองเข้าไปนั่งในสภา ก็สามารถสะท้อนปัญหาทางการศึกษาออกไปได้

Share.

About Author

Comments are closed.