อนาคตตลาดแรงงานไทย ในยุค 4.0

0

 

ณ วันนี้ แรงงานไทยทั้งหมด 38.42  ล้านคน ที่อยู่ในสายพานการผลิตในสาขาวิชาชีพต่างๆ เป็นตลาดการผลิตที่มีขนาดแรงงานใหญ่เป็นลำดับ 4 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ผนวกกับปัจจุบัน การผลิตของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยี และหุ่นยนต์ ดังนั้นการแปรผันกันระหว่างแรงงานและการผลิตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจึงมีนัยยะสำคัญที่น่าพิจารณา

1ที่มาภาพ สปริงนิวส์

โดยเฉพาะประเทศไทย พบสถิติตัวเลขที่น่าสนใจ ระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการแรงงานของตลาด หากดูตัวชี้วัดอย่างตัวเลขคนตกงาน พบว่า ปี 2561  มีตัวเลขคนตกงานสูงถึง 4.73 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.2% เมื่อเข้าไปดูถึงระดับการศึกษาของผู้ตกงาน เป็นที่น่าสังเกตว่ายิ่งเรียนสูงเท่าไหร่ ตัวเลขการตกงานจะเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น เช่น ในระดับอุดมศึกษา 1.92 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.08 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนตน 8.9 หมื่นคน ละลดลงตามลำดับ

เมื่อมองดูถึงความต้องการแรงงานในตลาด กลับพบว่า มีความต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้นในสาขาวิชาชีพด้านดิจิทัล เทคโนโลยี ไอที วิศวกรรม มีการคาดการณ์กันว่า ในอีก 10 ข้างหน้า แรงงานในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(STEM)  จะเพิ่มจาก 7 แสนคน เป็น 1 ล้านคน แรงงานในสายด้านไอทีและวิศวกรรจาก 1 ล้านคน เพิ่มเป็น 1.1 ล้านคน แรงงานในสายธุรกิจ บริการ เพิ่มขึ้นจา 8 แสนคน เป็น 2 ล้านคน ดังนั้นความต้องการในสาขาวิชาชีพนี้ เพิ่มขึ้นทั้งระบบ จาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน[1] และเป็นที่น่าสังเกตว่า ความต้องการของแรงงานกลับเป็นสายวิชาชีพในระดับอนุปริญญา ปวช.และ ปวส.เกือบทั้งสิ้น

ทั้งที่ความต้องการแรงงานมีมากขึ้นเท่าตัว แต่จำนวนคนตกงานเพิ่ม… สิ่งนี้บอกอะไร?

ความจริง คือ แรงงานที่ขาดแคลนในอนาคตนั้น เป็นแรงงานสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรืออยู่ในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์และสถิติ) ซึ่งเป็นแรงงานพื้นฐานของยุค Digital Economy ที่คนส่วนใหญ่หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะทางออนไลน์ ซึ่งวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาด คือ ด้านการตลาดดิจิทัล ไอที บัญชี และวิศวกรรม โดยการสำรวจจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์หางาน JobsDB พบว่า สายงานที่ขาดแคลนตามผู้สมัครในปัจจุบัน ได้แก่ ไอที ขาดแคลน 43% วิศวกรรม ขาดแคลน 29% บัญชี ขาดแคลน 31% การตลาด และติจิทัล ขาดแคลน 44%

หากย้อนกลับไปในยุคที่คำว่า เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ยังไม่บูมเท่ายุคนี้ เรามาดูกันว่าเด็กๆเลือกเรียนอะไรกันบ้าง? เหตุใดจึงส่งผลให้ขาดแรงงานในตลาดดิจิทัลมากขนาดนี้

ปี 2557 คณะที่มีการแข่งขันสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และวิทยาลัยนวัตกรรม สื่อสารสังคม (มศว) ปี 2558 คณะที่มีผู้สมัครเรียนมากที่สุดได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะประมง และตามด้วย วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมเกษตรและอาหาร ตามลำดับ ส่วนปี 2559 คณะการบัญชีและการจัดการ มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยคณะพยาบาลศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะนิติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเด็กที่กำลังจะจบมาจากคณะดังกล่าว มีตรงตามความต้องการตลาดเพียงบางสาขา ยังไม่รวมที่จบมาแล้วไม่ได้ตกลงเข้าทำงานด้านที่เรียนมาด้วย ไม่แปลกเลยที่อัตราคนว่างงานจะมากขึ้น

2ที่มาภาพ คมชัดลึก

แม้ตัวเลขคนว่างงานนี้ไม่ได้นับรวมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ หรือคนที่นั่งเทรดหุ้นในตลาด อีกทั้งยังมีคนอีกมากยึดอาชีพอิสระที่ไม่ได้รวมอยู่ในการคำนวณข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามมันก็บ่งชี้ถึงกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป คนมีเงินหรือความสามารถ มีโอกาสมากพอที่จะเลือกประกอบอาชีพได้คงไม่มีปัญหา แต่ความต้องการแรงงานที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลต่อคนจำนวนหนึ่งที่จำเป็นต้องหางานทำในระบบอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในอนาคตคืออะไร?

อนึ่ง งานด้านการตลาดดิจิทัล ไอที บัญชี และวิศวกรรม นั้น เน้นการเรียนด้านคำนวณ การคิดวิเคราะห์เป็นหลัก แต่เราเตรียมความพร้อมคนของเราสู่ตลาดแรงงานแห่งอนาคตมากพอหรือยัง? จากการสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติ PISA (Programme for International Student Assessment) ซึ่งเป็นการสอบเพื่อใช้วัดระดับการเรียนรู้ของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลก ขึ้นชื่อว่าเป็นการทดสอบที่มีมาตรฐานสูง และ มักถูกใช้ในการเปรียบเทียบระดับการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนแต่ละประเทศ เมื่อเดือนธันวาคม 2559 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ได้เผยแพร่ผลสอบ PISA ของปี 2558 ปีล่าสุดออกมา การสอบครั้งนี้มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมสอบจาก 72 ประเทศ จำนวนกว่า 540,000 คน ปรากฏว่าผลสอบของนักเรียนไทยไม่พัฒนาขึ้นจากปีก่อน ด้านวิชาวิทยาศาสตร์ ได้อันดับ 52 คณิตศาสตร์ อยู่อันดับ 54 ขณะที่เด็กนักเรียนเวียดนามสอบได้อันดับ 8 ในวิชาวิทยาศาสตร์ และอันดับ 22 ในวิชาคณิตศาสตร์

อันดับข้างต้นไม่ได้หมายความว่าเด็กไทยไม่เก่ง แต่สะท้อนถึงระบบการศึกษาที่ไม่ตอบสนองการเติบโตของโลกและตลาดแรงงานในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเก่งคณิต วิทย์ ไอที กันหมดถึงจะมีงานทำ แต่การเตรียมความพร้อมความรู้พื้นฐานในด้านดังกล่าวไว้บ้างก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชีวิตการทำงานในอนาคตได้

           

 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.admissionpremium.com/content/1062

http://files.unigang.com/content/uploads/pic/4/7709.jpg

https://www.etda.or.th/digital-economy.html

http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9570000074647

www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/ด้านสังคม/สาขาแรงงาน/ภาวะการทำงานของประชากร/ภาวะการทำงานของประชากร60/Report_April17.pdf

รายงาน: จากคะแนน PISA ถึงวิกฤตความสามารถในการคิดวิเคราะห์เด็กไทย

 

[1] ที่มา การประเมินของ TDRI ปี 2558-2568

Share.

About Author

Comments are closed.