นักวิชาการด้านการศึกษาเผย”การศึกษาไทยเหมือนอยู่ในเขาวงกต” ชี้ TCAS ควรนึกถึงนักเรียนเป็นหลัก

0
 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯเสวนา ครั้งที่ 13 เรื่อง “ทีแคส – ทีใคร มองอนาคตการศึกษาไทย”โดยภายในวงเสวนาเน้นการเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงปัญหาจากการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบทีแคส (TCAS : Thai University Center Admission System) ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในปีการศึกษา 2561 นี้
 มนัส อ่อนสังข์ (ลาเต้) บรรณาธิการข่าวการศึกษา และแอดมิชชั่น เว็บไซต์ DEK-D.com เปิดเผยว่าแม้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. จะแจ้งว่าเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น แต่การเปลี่ยนเป็นระบบ TCAS นี้ประกาศล่วงหน้าก่อนใช้จริงเพียง 4 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้ผู้สอบขาดความพร้อม ที่สำคัญ TCAS เป็นระบบที่ไม่เคยนำมาทดลองใช้จริง ดังนั้นแม้ในทางทฤษฎีนี่จะเป็นระบบที่ดูค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อนำมาใช้จริงโดยขาดการเตรียมพร้อมจึงก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เอื้อต่อเด็กเก่ง ทั้งปัญหาต่อความเข้าใจของผู้ปกครอง รวมถึงภาระค่าใช้จ่าย ส่วนตัวมองว่าการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาต้องคำนึงถึงตัวผู้สอบเป็นหลัก
ด้านรศ.ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่าระบบ TCAS เป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการรับตรง อย่างไรก็ตามการสอบ TCAS ก็เป็นการผลักภาระให้ผู้สอบที่มีคะแนนปานกลางถึงต่ำให้รับความตึงเครียดในการสอบรอบหลัง ๆ รวมถึงเป็นการสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้สอบที่มีคะแนนปานกลางลงมาอีกด้วย
ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กล่าวชี้แจงว่าการสอบ TCAS เปิดสอบหลายรอบด้วยกัน รอบที่ 1-2 เจตนาจัดสอบเพื่อให้ผู้สอบที่มีความสามารถเฉพาะด้านและผู้สอบในพื้นที่ได้รับโอกาส ปัญหาที่กำลังตกเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมอย่างมากเกิดจากการสอบ TCAS รอบที่ 3 ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดสอบรอบ 3/2 เพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว รวมถึงเปิดศูนย์ช่วยเหลือให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้สอบเข้าถึงข้อมูลและเข้าใจระบบ TCAS มากขึ้นด้วย
ในขณะที่ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าอนาคตการศึกษาไทยนั้นไม่ต่างอะไรกับเขาวงกต หากทุกคนต้องการหาทางออกร่วมกันก็จำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามกันอย่างจริงจังว่าสังคมต้องการคนแบบไหน ? และมหาวิทยาลัยต้องการผู้เรียนแบบใด ? เพราะหากคำตอบของสังคมและมหาวิทยาลัยไม่ชัด เราก็คงต้องวนเวียนกันแบบนี้เรื่อยไป พร้อมทั้งเสนอว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจในอนาคต รวมถึงตอบโจทย์สังคมได้
Share.

About Author

Comments are closed.