การซื้อรถถังของกองทัพไทยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับจุลภาค

0

เศรษฐกิจไทยปี 2560 นี้มีแนวโน้มการขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย แม้หลายๆด้านอย่างเช่นการลงทุนภาคเอกชน ถูกคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น แต่ปัจจัยความอยู่รอดหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมหาศาล ยังไม่มีแนวโน้มที่จะไปไกลได้มากกว่านี้ แต่ก็ยังมีด้านที่น่ากังวลในระยะยาว จากการคาดการณ์โดยกูรูทางเศรษฐกิจหลายสำนัก ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเรื้อรังในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพการแข่งขันที่ตกต่ำลง การลดลงทั้งในทางปริมาณและคุณภาพขอบประชากรแรงงาน การเริ่มขยับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางรายได้
​แน่นอนว่าในสภาวะเช่นนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะดูมีแนวโน้มฟื้นตัวจากผลกระทบในวิกฤติทั้งทางการเมืองและสังคมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในระยะยาว หากไม่มีการแก้ปัญหาในทางโครงสร้างอย่างยั่งยืนถาวร การฟื้นตัวนี้ ก็ย่อมจะเป็นได้แค่อะไรที่ชั่วครั้งคราวข้ามคืนเท่านั้น และที่สำคัญ การแก้ปัญหาดังกล่าว ย่อมจำต้องใช้นโยบายและกลไกของรัฐในการเข้ามาจัดการอย่างยิ่งยวด
​อันที่จริงแล้ว ปัญหาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในอนาคตระยะยาว ซึ่งหมายรวมถึงสวัสดิภาพความกินดีอยู่ดีของประชากร ควรที่จะต้องเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการจัดการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่าปัญหาอื่นๆเสียด้วยซ้ำ หรือเราอาจจะกล่าวได้กระทั่งว่า มันคือปัญหาความมั่นของของประเทศชาติ ที่เรากำลังจะต้องเผชิญมาเป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว
​แต่ดูเหมือนรัฐไทยทั้งระบบจะไม่ได้เดินไปด้วยความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน และจัดลำดับความเร่งด่วนของปัญหาผิดพลาดไปมาก เมื่อล่าสุดกระทรวงกลาโหมเพิ่งจัดซื้อรถถังรุ่น VT-4 จากประเทศจีนระยะที่ 2 จำนวน 20 คัน โดยใช้งบประมาณไปมากถึง 2 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจัดซื้อรอบแรกจำนวน 28 คันเมื่อต้นปี 2559 งบประมาณ 4.9 พันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่ามันมีส่วนช่วยเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าการลงทุนได้หรือไม่
​หากจะมีส่วนบ้าง ก็คงจะเพียงแค่ในส่วนของเศรษฐกิจระดับจุลภาคเล็กๆหน่วยหนึ่ง ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด นั่นคือบรรดาผู้นำกองทัพที่มีส่วนในการจัดซื้อจัดจ้างนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ อาจเป็นไปได้ทั้งด้วยเจตนาที่ดีของหน่วยงานด้านความมั่นคง หรืออาจจะเป็นหนึ่งในโอกาสกอบโกยยามบ้านเมืองปกครองโดยรัฐบาลทหารด้วยกันเอง หรือกระทั่งอาจเป็นเพียงแค่ความเห่ออยากได้ของเล่นแบบเด็กๆ ของผู้นำกองทัพทั้งหลาย
​แต่แน่นอนว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันเป็นการยากยิ่ง ที่เราจะถามหาถึงความสมเหตุสมผลของการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้ ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากของประเทศ แน่นอนนักการทหารและหน่วยงานความมั่นคงหลายภาคส่วน อาจจะยืนยันความจำเป็นในการมีรถถังแบบ MBT (main battle tank) ในทางยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ แต่หากเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มันย่อมไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้นเลย และควรจะต้องจัดความสำคัญเอาไว้ท้ายสุดเสียเลยด้วยซ้ำไป
​ยังมิพักหากพูดถึงในเชิงความมั่นคงแล้ว รถถังแบบ MBT ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะตอบสนองต่อโจทย์ความมั่นคงของไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความต้องการด้านความมั่นคงเฉพาะแบบเป็นอย่างมาก บรรดาผู้ศึกษาปัญหาความมั่นคงของไทย ตลอดจนบุคลากรของกองทัพหลายคนเอง ก็ยังยอมรับว่าภัยคุกความมั่นคงในบริบทปัจจุบัน ได้เปลี่ยนไปจากอดีตมากแล้ว มิใช่ภัยคุกคามข้ามพรมแดนจากศัตรูต่างประเทศอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะในวันที่ประชาคมการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ได้ขยับเข้าหาความร่วมมือกันมากขึ้น และความเป็นคู่ต่อสู้ระหว่างประเทศ ได้ขยับไปเป็นเรื่องการค้าการลงทุนมากกว่าเรื่องของการสงครามไปแล้ว ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มาเป็นอันดับหนึ่งในวันนี้ ในด้านภาระหน้าที่ๆเกี่ยวข้องกับกองทัพโดยตรง ได้โยกน้ำหนักไปทางด้านภัยคุกคามจากการค้ายาเสพติด สงครามชาติพันธุ์ การค้าของเถื่อน และขบวนการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน มากกว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติในทางการทหารไปแล้ว ซึ่งแน่นอน เมื่อปัญหาภัยความมั่นคงได้ถูกโยกย้ายไปในลักษณะนี้ หน่วยงานความมั่นคงในประเทศ กลับยิ่งต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของประเทศต่างๆในภูมิภาค มากกว่าที่จะขัดแย้งกันเสียด้วยซ้ำ
​แล้วเราจะมีรถถังแบบ MBT ให้มากขึ้นไปเพื่ออะไร? แน่นอนว่าในมุมมองของความมั่นคงและการทหาร การมีแสนยานุภาพทางการทหารเป็นเรื่องที่ “จำเป็น” ในลักษณะเผื่อเหลือเผื่อขาด แต่การจะมีแสนยานุภาพที่เอาไว้ข่มขวัญกองทัพของชาติอื่นๆแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดได้ในลักษณะเช่นนั้น ความมั่นคงด้านการเมืองและสังคมอื่นๆ เช่นการมีความเป็นอยู่ที่ดี การมีสวัสดิการที่เพียงพอของประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การจัดการปัญหาสังคม การมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส ฯลฯ จำเป็นต้องมีความมั่นคงก่อนเป็นอันดับแรก
​อีกนัยหนึ่ง เมื่อบุคลากรในชาติมีความพร้อมสรรพด้านต่างๆ ประชาชาติมีความมั่งคั่งเพียงพอ เมื่อประเทศชาติมีสตางค์มากเพียงพอ เมื่อนั้นการมีแสนยานุภาชนิดเผื่อเหลือเผื่อขาดแบบนั้น จึงจะมีความสมเหตุสมผลขึ้นมาได้
​แต่การจัดซื้อรถถังรอบล่าสุด หรือแม้แต่ยุทโธปกรณ์ทางการทหารด้วยราคามหาศาลตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ยังเป็นเพียงภาพเล็กของภาพใหญ่ทั้งหมดเท่านั้น เมื่อเรามองดูภาพของงบประมาณประจำปีล่าสุดที่ผ่านมา 2,733,000 ล้านบาท ที่ควรถูกนำไปใช้ในการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสวัสดิการ การรักษาพยาบาล หลักประกันการมีงานทำ การศึกษาของประชาชนถ้วนหน้า ฯลฯ เพื่อเป็นหลักประกันไปสู่อนาคต เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย กลับมีสัดส่วนที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลตามความควรจะเป็นข้างต้นนี้เท่าไรนัก
​กระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก แม้จะมีกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นอันดับหนึ่งกว่า 519,292.5 ล้านบาท, กระทรวงการคลังมาเป็นอันดับสาม 218,633.1 ล้านบาท และกระทรวงคมนาคมมาเป็นอันดับที่ห้า 152,726.4 ล้านบาท แต่กระทรวงที่เหลือ คือกระทรวงมหาดไทย 324,012 ล้านบาท และกระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท กลับไม่สมเหตุสมผลที่จะอยู่ในหมวด 5 อันดับแรกของกระทรวง ที่ควรได้รับงบประมาณมากที่สุดเลย เมื่อมองสถานการณ์ในระยะยาวของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงในอนาคตมากขนาดนี้ ยิ่งมิต้องพูดถึงปัญหาเฉพาะหน้า ด้านเศรษฐกิจ และสวัสภาพความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชน การจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ ยิ่งไม่สมเหตุสมผลเข้าไปใหญ่เลย
​และเรื่องราวความจำเป็นต้องการเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าบุคลากรในรัฐบาลทั้งระดับสูงไปจนถึงระดับบริหารอื่นๆ จะไม่รับรู้เลยก็ไม่ใช่ ทุกคนต่างรับทราบสถานการณ์เช่นนี้ของประเทศเป็นอย่างดี
​แต่ทำไมยังคงมีการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในราคาแพงเช่นนี้ออกมาอีก?
​หรือมันจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทางจุลภาคในส่วนของกองทัพ อย่างนั้นหรือไม่?

Share.

About Author

Comments are closed.