ความเชื่อมั่นครัวเรือนลด หนี้สูง รายได้ต่ำ

0

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยผลสำรวจมุมมองภาวะการครองชีพของครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่มีความกังวลต่อประเด็นค่าครองชีพเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยประเด็นเรื่องหนี้สินและรายได้  ทำให้ความเชื่อมั่นของครัวเรือนในระยะข้างหน้ายังมีแรงกดดันอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสัญญาณการชะลอตัวของรายได้เกษตรกรหลังราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ซึ่งอาจจะมีผลทางอ้อมต่อการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ จากการสำรวจมุมมองภาวะการครองชีพของครัวเรือน พบว่า 53% ของครัวเรือนทั้งหมด ที่ทำการสำรวจ มีความกังวลต่อประเด็นค่าครองชีพเป็นอันดับแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 หากแบ่งตามกลุ่มรายได้ จะพบว่า ครัวเรือนกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1.5 หมื่นบาท/เดือน มีความกังวลเรื่องรายได้มากกว่าเรื่องภาระหนี้สิน ในทางกลับกัน ครัวเรือนกลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน จะกังวลเรื่องปัญหาหนี้สินมากกว่าปัญหาเรื่องรายได้ รวมถึงพนักงานบริษัทเอกชนจะมีความกังวลต่อประเด็นรายได้และภาวะการมีงานทำมากกว่าประเด็นเรื่องภาระหนี้สิน ในขณะที่ครัวเรือนกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการถูกเลิกจ้าง เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ประกอบกิจการส่วนตัว รวมถึงค้าขาย กลับกังวลเรื่องภาระหนี้สินมากกว่าประเด็นเรื่องรายได้และภาวะการมีงานทำ

สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของครัวเรือนในเดือน ก.ค. 2560 ที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า รวมถึงประเด็นเรื่องรายได้และภาวะการมีงานทำที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้ครัวเรือนที่ประกอบกิจการส่วนตัวพยายามที่จะปรับตัวทางธุรกิจ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจส่งผลให้กระบวนการผลิตหยุดชะงักไปในบางธุรกิจและส่งผลต่อรายได้ที่เข้ามา  นอกจากนี้ ครัวเรือนยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อประเด็นเรื่องหนี้สิน ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานในเดือนก่อน ประกอบกับครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ไปสมัครเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ (ผ่านเกณฑ์ราว 300 คน จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการประมาณ 1.8 หมื่นคน)

นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของครัวเรือนในปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงยังส่งผลให้ครัวเรือนมีความกังวลต่อภาวะการครองชีพในอนาคตเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นในเรื่องหนี้สินและสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาสินค้าสาธารณูปโภค อาทิ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ปรับขึ้นจาก 3.5079 มาเป็น 3.5966 บาท จากการปรับขึ้นค่าไฟอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) อีก 8.87 สตางค์ ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2560 เนื่องจากครัวเรือนที่ทำการสำรวจไม่อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี) ที่จะได้รับผลดีจากมาตรการของรัฐ (ค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า-ค่าโดยสารสาธารณะฟรี) ที่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2560

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเชื่อมั่นของครัวเรือนเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในระยะข้างหน้าจะยังได้รับแรงกดดันทางอ้อมจากการชะลอตัวของรายได้ครัวเรือนเกษตร ซึ่งจะส่งผลลบต่อเนื่องไปยังการหมุนเวียนและกระจายรายได้สู่ภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ รายได้ร้านค้าปลีกที่ลดลงอาจนำมาสู่การจ้างงานที่ลดลงตามไปด้วย

Share.

About Author

Comments are closed.