10 หนังสือน่าอ่าน งานหนังสือ

0

10 หนังสือน่าอ่าน งานหนังสือฯ

 

งานสัปดาห์หนังสือปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 แล้ว มีหนังสือออกใหม่มากมายที่น่าสนใจ สามารถไปหาซื้อกันได้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม จนถึง วันที่ 6 เมษายน นี้ โดยวันที่ 26 จะเริ่มเปิดประตูตั้งแต่เวลา 19:00 – 21:30 ส่วนในวันอื่นๆจะเริ่มเปิดประตูตั้งแต่ 10:00 – 21:30 น.

1.1 1

  1. ความรู้ฉบับพกพา Keynes และ Marx : สำนักพิมพ์ Openworld

หนังสือแนะนำแนวคิดของบุคคลสองท่านที่มีคุณูปการอย่างมากในทางเศรษฐศาสตร์ Keynes เจ้าพ่อสกุลคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และ Marx เจ้าของแนวคิดโซเชี่ยลลิสที่นำไปสู่ระบอบคอมมูนิสต์
เคนส์: ความรู้ฉบับพกพา โดย โรเบิร์ต สกิเดลสกี ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยวอริก จะพาเราเดินทางเข้าสู่โลกของมหาบุรุษผู้นี้ ตั้งแต่ชีวประวัติส่วนตัว รากฐานเชิงปรัชญา การมองเศรษฐศาสตร์ผ่าน “สัญชาตญาณสัตว์” ของมนุษย์ แนวคิดเชิงนโยบายที่ปฏิวัติวงการเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อเสนอว่าด้วยบทบาทใหม่ของรัฐในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงประวัติศาสตร์การบิดเบือนทางความคิดจนเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุแห่งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ

และ มาร์กซ: ความรู้ฉบับพกพา แปลโดย เกษียร เตชะพีระ เล่มนี้โดดเด่นจากงานเขียนเกี่ยวกับมาร์กซเล่มอื่นตรงที่มันมิได้สมาทานมาร์กซอย่างสุดขั้ว ทั้งมิได้วิพากษ์มาร์กซแบบผิวเปลือก หากแต่ทำความเข้าใจปรัชญาของมาร์กซจากฐานคติเชิงวิพากษ์อย่างท้าทายและเป็นธรรม

 

*นอกจาก 2 เล่มนี้แล้ว ยังมีความรู้ฉบับพกพาอีก 2เล่ม ที่จะวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ คือทฤษฎีเกม และปรัชญากฎหมาย น่าสนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว

 

2

  1. ประวัติย่อของตัวผม : สำนักพิมพ์มติชน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหนัง The Theory of Everything คงพลาดไม่ได้ กับอัตชีวประวัติตั้งแต่จำความได้อย่างย่อๆของนักฟิสิกส์นามระบือผู้ไม่ย่อท้อต่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และต่อสู้กับโรคนี้จนสามารถทำได้แทบทุกอย่าง

Stephen Hawking โดยเล่นนี้ Stephen เขียนด้วยตัวของเขาเอง

 

3

  1. กำเนิดสปีซีส์: สำนักพิมพ์สารคดี

หนังสือ Origin of Species นี้แต่งโดย Charles Darwin ชาร์ล ดาร์วิน เมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก โดยดาร์วินได้อธิบายถึงหลักวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตด้วยกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาพลังเหนือธรรมชาติใดๆ ถือเป็นหนังสือที่ทรงพลังที่สุดในโลกเล่มหนึ่งเลยทีเดียว และเป็นการแปลไทยครั้งแรกที่สมบูรณ์ที่สุดด้วย

 

4

  1. เบื้องหลังรูปเคารพ คติความเชื่อรูปเคารพในสยาม: สำนักพิมพ์มติชน

ตีแผ่คติความเชื่อการสร้างรูปเคารพในอดีต โดยในระยะแรกจะอยู่ในรูปแบบพระพุทธรูป “แทนบุคคล” กล่าวคือสร้างพระพุทธรูปเพื่ออุทิศให้กับบุคคล ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในพุทธศาสนา หากแต่แท้จริงแล้วยังเป็นคติความเชื่อของพุทธ-พราหมณ์และผี ที่ทับซ้อนกันอยู่  ต่อมาพัฒนาเป็นรูปเคารพ “เหมือนคน” คือการสร้างรูปเคารพที่เป็นรูปเหมือนคนจริงตามหลักกายวิภาค ตามแนวคิดสมจริงที่เข้ามาแล้วก่อนสมัยรัชกาลที่ 4

หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่าน “ตาสว่าง” เกี่ยวกับคติความเชื่อการสร้างรูปเคารพในอดีต

 

5

  1. รีพับลิก ปรัชญานิพนธ์ของเพลโต : สำนักพิมพ์ทับหนังสือ (จัดจำหน่ายโดยเคล็ดไทย)

นิยามคำว่า “ธรรมะ” เพลโตเองก็ไม่อาจกระทำได้ง่ายๆ เพราะเพลโตยอมรับว่าสังคมที่เป็นอยู่นั้น เลว มนุษย์ส่วนมากก็ล้วนมีอวิชชา เพลโตจึงต้องสร้างรัฐขึ้นมาใหม่ สร้างราษฎรขึ้นมาใหม่ มีระบบการศึกษาใหม่ ด้วยเหตุฉะนี้ “รีพับลิก” จึงเป็นทฤษฎีทั้งในทางการเมือง การศึกษา ศิลปะ วิทยาการ วรรณคดี และลัทธิศาสนา พร้อมอยู่ในตัว แม้เมื่อสรุปลงแล้ว เพลโตอาจจะตอบปัญหาบางประการถึงใจเรา แต่วิธีเสนอข้อคิดความเห็นก็เป็นไปตามเหตุตามผลสมกับเป็นหนังสือปรัชญา ปรัชญาผิดกับวิชาอื่นๆ และนักปราชญ์ก็ผิดกับฅนอื่นๆทั้งหลาย สรุปได้ว่า “นักปราชญ์คือ ฅนที่มีอำนาจความคิดยิ่งกว่าสามัญชน เป็นฅนที่คิดในเรื่องธรรมดาๆ ยิ่งกว่าบุคคลอื่น ผลที่ได้จึงเป็นความจริงอันมีเหตุผลสนับสนุน” ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่งในทางปรัชญาการเมืองเลยทีเดียว และเป็นการแปลไทยครั้งแรกที่สมบูรณ์สุดอีกเช่นกัน

 

6

  1. SCAPEGOAT ปรักปรำศาสตร์: สำนักพิมพ์มติชน

ว่ากันว่าเราทุกคนต่างมีตัวตนที่ไม่อยากยอมรับ

เราตอบสนองทุกสิ่งที่เป็นด้านบวก

เราไม่เพียงปฏิเสธด้านลบ แต่กลับมองหา “แพะ”

เพื่อรองรับความผิดและความเสี่ยงนั้นแทนตลอดมา

จนฝังลึกเป็นสัญชาตญาณที่ไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อ “แพะรับบาป” เป็นมากกว่านิยามสากล

แต่ไหลวนอยู่ในแทบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก

คนอย่างเราๆ จึงต้องรู้เท่าและเข้าใจ

ก่อนจะเผลอตัวกลมกลืนไปกับพฤติกรรมอมตะสุดสยอง!!!

หนังสือว่าด้วยเรื่องของ “แพะรับบาป” จากทั่วโลก ที่น่าสนใจมากทีเดียว

 

7

  1. พม่ารำลึก: สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น

Burmese Days  เป็นนวนิยายเรื่องแรกของจอร์จ ออร์เวลล์

นักเขียนชาวอังกฤษผู้มีผลงานอมตะอย่าง 1984 และ Animal Farm ที่ยังสะกิดใจนักอ่านทั่วโลก

โดยเฉพาะในสังคมที่ยังตกอยู่ภายใต้การปกครองด้วยระบอบอยุติธรรม

ยังมีการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมระหว่างชนชั้น และมีการใช้อำนาจอย่างเป็นเผด็จการ

โดยกลุ่มอภิสิทธิ์ชนและนักแสวงผลประโยชน์ด้วยอำนาจมืด

ฉากของเรื่อง Burmese Days คือประเทศพม่ายุคทศวรรษ 1920 ที่พม่ายังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ออร์เวลล์ใช้วัตถุดิบจากประสบการณ์ตรงของเขา สมัยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในพม่า

จึงถ่ายทอดรายละเอียดของยุคสมัยได้อย่างสมจริง

นอกจากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแสวงหาความรัก ความทะเยอทะยาน มิตรภาพ

การช่วงชิงอำนาจ การเหยียดเชื้อชาติ ความผิดหวัง

และความแตกต่างทางสถานะและทัศนคติของคนต่างชนชั้น

Burmese Days ยังแฝงด้วยภาพสะท้อนแหลมคมของโครงสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่

ถือเป็นนวนิยายอีกรสชาติหนึ่งของออร์เวลล์ที่ยังคงไว้ซึ่งการตีแผ่พฤติกรรมด้านมืดของมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น

 

8

  1. ประวัติศาสตร์กระดาษโลก: สำนักพิมพ์ Openworld

ใครจะรู้ว่ากระดาษแผ่นบางๆ รองรับอารยธรรมนับพันปีของมนุษย์เอาไว้?

ชีวิตของเราผูกพันกับกระดาษตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งสูติบัตร มรณบัตร บัตรประชาชน ทะเบียนสมรส โฉนดที่ดิน พาสปอร์ต ฯลฯ จินตนาการของเราถูกสร้าง “บน” กระดาษ “ผ่าน” กระดาษ “ด้วย” กระดาษ เหมือนที่ยอดจิตรกร เลโอนาร์โด ดาวินชี สร้างงานผ่านกระดาษนับพัน และหากไม่มีป้ายฉลากยาขัดรองเท้าก็คงไม่มี ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ นักเขียนนวนิยายก้องโลก อีกทั้งกระดาษยังเปลี่ยนแปลงโลกมหาศาลทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ดังที่เงินกระดาษปฏิวัติระบบเศรษฐกิจโลก หรือหนังสือกระดาษปฏิวัติวัฒนธรรมการอ่าน

ประวัติศาสตร์กระดาษโลก เล่มนี้เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์กระดาษที่คัดสรรและถ่ายทอดเรื่องราวมหัศจรรย์ของกระดาษ รวมถึงชวนขบคิดว่าในยุคที่อวสานของกระดาษกำลังก้าวมาถึง กระดาษจะยังคงบทบาทที่มีต่ออารยธรรมมนุษย์ต่อไปอย่างไร

 

9

  1. รัฐ สังคม และการเปลี่ยนแปลง: สำนักพิมพ์ศยาม

รัฐ สังคม และการเปลี่ยนแปลง การพิจารณาในเชิงอำนาจ นโยบาย และเครือข่ายความสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็ฯการเข้ามามีบทบาทนำของระบบตลาดในการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ การเติบโตของภาคประชาสังคมและพลังข้ามชาติ หรือการผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองที่ดี ส่อถึงการเสื่อมถอยของอำนาจและความเป็นอิสระของรัฐในการกำหนดนโยบายในสังคมและการขยายบทบาทของเครือข่ายประชาชนและเอกชนในสังคมและสังคมโลก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวดูเหมือนจะสั่นคลอนแนวคิดเกี่ยวกับรัฐชาติและอำนาจอธิปไตยที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลาอันยาวนาน คำถามประการหนึ่งที่หลายคนอาจจะมีอยู่ในใจสำหรับกรณีนี้ก็คือทำไมรัฐซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจอธิปไตยที่เด็ดขาดถาวรและแบ่งแยกมิได้ จึงมีทีท่าจะสูญเสียอำนาจในลักษณะนี้ไปเกือบจะโดยสิ้นเชิง แน่นอนทีเดียวคำตอบทั้งหมดไม่สามารถจะหาได้จากงานชิ้นนี้ ถึงกระนั้น คำตอบบางส่วนอาจจะพบได้ในเนื้อหาที่พยายามชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติและสังคมสมัยใหม่ ตัวแบบที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงนโยบายระหว่างรัฐกับสังคมเครือข่ายนโยบาย บทบาทและการแทรกแซงของรัฐในสังคม สภาพของรัฐในสังคมโลก และแนวโน้มของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมทั้งนี้การพิจารณาประเด็นเหล่านั้นจะมองจากแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงและอาศัยแนวคิดเชิงอำนาจนโยบาย และเครือข่ายความสัมพันธ์แนวคิดเชิงอำนาจนโยบาย และเครือข่ายความสัมพันธ์ในสังคม เป็นแกนในการอธิบาย คำตอบคร่าวๆที่อาจจะเห็นได้จากงานชิ้นนี้ก็คือการลดความสำคัญของรัฐเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนในสังคมสะท้อนให้เห็นในรูปของเครือข่ายนโยบายและเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม

 

10

  1. เจ้าพ่อ ประวัติศาสตร์ จอมขมังเวทย์ : สำนักพิมพ์ศยาม

ตลอดช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การอธิบายและงานศึกษาทางประวัติศาสตร์ในสังคมวิชาการไทย ได้ขยับขยายจากประเด็นประวัติศาสตร์การเมืองมาสู่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และภูมิปัญญา อันก่อให้เกิดมุมมองต่อ “อดีต” ที่ทั้งแตกต่างและหลากหลายมากขึ้นกว่าในอดีต ในทางเดียวกัน “พลังทางประวัติศาสตร์” หรือ “พลังการเปลี่ยนแปลง” ทางประวัติศาสตร์ ในคำอธิบายของงานศึกษาทางประวัติศาสตร์ยุคหลังก็ได้เคลื่อนย้ายจากเอกบุรุษมาสู่เหตุปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และภูมิปัญญามากยิ่งขึ้น เจ้าพ่อ ประวัติศาสตร์ จอมขวังเวทย์ มิได้เป็นเพียงหนังสือรวมบทความเนื่องใจวาระครบรอบ 60 ปี ของ รศ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ “ครูทางประวัติศาสตร์” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่บทความทางประวัติศาสตร์แต่ละชิ้นที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักวิชาการชั้นนำในหนังสือเล่มนี้ ยังสะท้อนให้เห็นภาพอันหลากหลายของคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ ที่มีทั้งความลุ่มลึกภายใต้ความซับซ้อนของเรื่องราวอันน่าติดตาม อันเปรียบเสมือนตัวแทนของแนวทางการศึกษาทางประวัติศาสตร์ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ห้วงชีวิต 60 ปีของ รศ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ ตั้งแต่เป็นนักเขียนทางประวัติศาสตร์จนถึงครูทางประวัติศาสตร์ ก็ดูจะมีลักษณะ “เดิน” ไปด้วยกันกับการค้นคว้าและคำอธิบาย “อดีต” ที่เปิดโลกและพรมแดนความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เปิดกว้างหลายมุมขึ้น และท่านก็ได้แสดงบทบาททั้งในฐานะผู้แสดง ผู้กำกับบท ผู้ชี้แนะ และผู้ติดตามกระแสธารทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว หนังสือเล่มนี้ จึงเปรียบดั่ง “ทางเดิน” ทางประวัติศาสตร์ของทั้ง รศ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และวงการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

 

Share.

About Author

Comments are closed.