10 หนังสือน่าอ่าน งานหนังสือ

0

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 44 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 14 จัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 29 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาดูกันว่ามีหนังสืออะไรน่าสนใจบ้าง

 

1.Being Mortal: Medicine and What Matters in the End

ตาย-เป็น: การแพทย์สมัยใหม่ ความตาย และความหมายของปลายทางชีวิต

1

Atul Gawande :: เขียน

บวรศม ลีระพันธ์ :: แปล

ความแก่ชราและความเจ็บป่วยคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ และการแพทย์สมัยใหม่ก็พยายามต่อสู้ขัดขืนกับความจริงของชีวิตอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งละเลยเพิกเฉยแง่มุมอื่นๆ ของชีวิต เพียงเพราะไม่อาจยอมรับได้ว่าการแพทย์สมัยใหม่นั้นไร้ความสามารถในการต่อกรกับวาระสุดท้ายของชีวิต

อาทูล กาวานดี ศัลยแพทย์ผู้เผชิญหน้ากับความตายนับครั้งไม่ถ้วน บอกเล่าเรื่องราวของความเจ็บป่วย ความแก่ชรา และความตายของผู้คนในยุคสมัยใหม่จากประสบการณ์ของตัวเขาเอง เพื่อชี้ชวนให้เราตั้งคำถามกับระบบบริการสุขภาพในยุคปัจจุบันที่มุ่งมั่นทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่สนใจคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของทั้งผู้ป่วยและคนในครอบครัว กระทั่งทำร้าย-ทำลายทั้งร่างกายและจิตใจของคนจำนวนมากจวบจนวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ

ด้วยการศึกษาค้นคว้าที่รอบด้านและเรื่องราวที่ลึกซึ้งตรึงใจ ตาย-เป็น (Being Mortal) ยืนยันว่าการแพทย์สมัยใหม่อ่อนโยนและทำอะไรได้มากกว่านั้น เพื่อช่วยให้เรามีชีวิตและตายอย่างเปี่ยมคุณค่าและความหมาย

 

2. เสรีนิยมใหม่: ความรู้ฉบับพกพา

2

ผู้เขียน: Manfred B. Steger, Ravi K. Roy

ผู้แปล: วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง

ป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่เสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) เผยตัวขึ้นมาบนโลกและได้กลายเป็น “อุดมการณ์” อันยิ่งใหญ่ที่ครอบงำวิธีคิดในการออกแบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนืออุดมการณ์ใดๆ บางคนมองมันเป็นความหวังที่ช่วยเร่งเครื่องเศรษฐกิจและฉุดผู้คนออกจากความยากจน ทว่าบางส่วนมองว่าเป็นตัวการแห่งความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศและในระดับโลก แท้จริงแล้วเสรีนิยมใหม่ส่งผลอย่างไรต่อเรากันแน่?

เสรีนิยมใหม่: ความรู้ฉบับพกพา โดย แมนเฟร็ด สเตเกอร์ และ รวี รอย สองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย RMIT จะเผยถึงจุดกำเนิดของเสรีนิยมใหม่ทั้งในทางวิชาการและทางการเมือง ผ่านคลื่นแห่งการเปิดเสรีลูกแรกสมัย โรนัลด์ เรแกน กับ มาร์กาเรต แธตเชอร์ และคลื่นลูกที่สองในยุคของ บิล คลินตัน กับ โทนี แบลร์ เจาะลึกถึงนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ทั้งการเปิดเสรี การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มันทิ้งไว้ในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เม็กซิโก ชิลี และกานา นอกจากนั้น ทั้งสองยังวิเคราะห์วิกฤตการเงินโลกในปี 2007-2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกแทบหยุดชะงัก ในฐานะผลพวงหนึ่งของเสรีนิยมใหม่ด้วย

หนังสือเล่มนี้ให้อรรถาธิบายถึงเสรีนิยมใหม่ได้อย่างกระชับรอบด้าน ทั้งในมิติของอุดมการณ์ รูปแบบการอภิบาล และชุดนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจถึงแนวคิดที่สำคัญที่สุดในโลกสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นความหวังหรือปีศาจร้ายก็ตาม

3. ยีนเห็นแก่ตัว

3

ผู้เขียน : Richard Dawkins

ผู้แปล : ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

 

หนังสือทฤษฎีวิวัฒนาการผ่านมุมมองของยีน ที่สั่นสะเทือนวงกาชีววิทยาและสังคมศาสตร์เมื่อ 1976นำเสนอมุมมองใหม่ให้แก่ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน โดยมองผ่านสายตาของ ‘ยีน’ หน่วยทางชีววิทยาที่เล็กที่สุดหน่วยหนึ่ง แต่นำมาซึ่งวิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่ในธรรมชาติ ดอว์กินส์อธิบายวิวัฒนาการของพฤติกรรมอันซับซ้อนต่างๆ อย่างการเลี้ยงดูลูกหลาน การเกี้ยวพาราสี ความก้าวร้าวและการร่วมมือ หรือแม้แต่พฤติกรรมที่เป็นปริศนาที่สุดในวงการชีวะวิทยาอย่าง ‘การเสียสละเพื่อผู้อื่น’ ในธรรมชาตินั้น อันที่จริงแล้ว วิวัฒนาการขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัวของยีนได้อย่างไร

จากเป้าประสงค์ง่ายๆ คือทำสำเนาแพร่กระจายตัวเองให้มากที่สุดเหนือยีนที่เป็นคู่แข่งของมัน ยีนเริ่มพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิต เริ่มเรียนรู้เทคนิคในการทำสงครามเพื่อความอยู่รอด วิวัฒนาการขึ้นเป็นสัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั่วโลก แต่ละตัวมีเอกลักษณ์และพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากยีนเห็นแก่ตัวผู้เป็นนายของมัน รังสรรค์ออกมาเป็นสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ ทุกอย่างล้วนมาจากการบงการของยีนผู้เห็นแก่ตัว

4. การศึกษาของผู้ถูกกดขี่

4

ผู้เขียน: Paulo Freire

ผู้แปล: ภาคิน นิมมานนรวงศ์, นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ และ วิจักขณ์ พานิช

ในงานช้ินนี้เฟรเรเริ่มต้นด้วยการเช่ือมโยงการกดขี่เข้ากับความเป็นมนุษย์ เขาเสนอว่าผู้กดขี่นั้นปรารถนาจะรู้สึกเป็นมนุษย์ มากข้ึน ทว่าแท้จริงแล้วการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่นไม่ช่วยให้ผู้กดขี่มีความเป็นมนุษย์มากข้ึนแต่อย่างใด เขากล่าว ว่าในสังคมแห่งกดขี่นั้น มีเพียงผู้ถูกกดขี่เท่าน้ันที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ กระน้ันผู้ถูกกดขี่จําต้องเผชิญกับภาวะทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือตระหนักว่าการใช้ชีวิตอย่างไร้เสรีภาพก็เท่ากับไร้ชีวิต ทว่าอีกทางหน่ึงพวกเขาหวาดกลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับมัน ท้ังน้ีเพราะพวกเขากําเนิดและเติบโตมาในสังคมลําดับชั้น พวกเขาไม่เคยมีชีวิตเป็นของตนเอง ไม่เคยอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นชีวิตที่ต้องพึ่งพิงอาศัยอยู่กับความเมตตาจอมปลอมของชนชั้นนําผู้กดขี่

เพราะชีวิตมนุษย์ต้องเลือก เฟรเรต้ังคําถามว่า ผู้ถูกกดขี่จะเลือกหนทางท่ีดีที่สุดแก่ตนเองได้อย่างไร?

ข้อเสนอของเขาคือ จะต้องมีการศึกษาแบบใหม่ อันได้แก่ “การศึกษาของผู้ถูกกดขี่” การศึกษาซึ่งเน้นถึง ความเป็น มนุษย์ เปิดโอกาสให้ซักถาม คิดวิเคราะห์ มิใช่การบอกเล่าท่องจํา สถานะครู-ศิษย์ไม่ควรเป็นอย่างผู้รอบรู้-ผู้โง่เขลา ทว่าต้อง ปรับระดับให้เท่าเทียมกัน เขาเสนอว่าหนทางเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ด้วย “การเสวนา” ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันในแนวราบเปิดโอกาสให้ท้ังสองฝ่ายร่วมกันคิด เสนอแนะ ต้ังคําถาม ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในคําถามและคําตอบ และให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง มีคุณค่า การศึกษาเช่นน้ีจึงเป็นการศึกษาท่ีเน้นเสรีภาพมากกว่าพันธนาการ เพราะสําหรับเฟรเร มนษุย์ท่ีแท้นอกจากต้องตั้ง คําถามแล้ว ยังต้องอยู่ได้ด้วยตนเองและพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด เขายังนําเสนอแนวคิดเรื่อง “praxis” หรือการเช่ือมโยงทฤษฎี และการปฏิบัติเข้าด้วยกัน กล่าวคือ กระทําแล้ววิพากษ์วิจารณ์ ทบทวนเป็นทฤษฎีที่ดีข้ึนแล้วกระทําอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เฟรเรยังเน้นย้ำ ถึงแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก กล่าวคือทฤษฎีที่เปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ย่อมไร้ความหมาย

5. รัฐธรรมนูญ

5

ผู้เขียน: ปิยบุตร แสงกนกกุล

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าด้วย “รัฐธรรมนูญ” และแนวความคิดของ “นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ” ที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ และวารสาร ฟ้าเดียวกัน แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ ที่ผ่านมาตำรับตำราเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญของนักวิชาการไทย ส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่ที่การอธิบายเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และที่ดีขึ้นมาหน่อย  ก็จะเป็นการศึกษารัฐธรรมนูญเปรียบเทียบของประเทศต่างๆ หรือประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการทางการเมืองของเรา

ทว่าต่างไปจากงานอื่นๆ ที่ผ่านมา งานของปิยบุตร แสงกนกกุลได้ชี้ชวนให้เราให้ความสำคัญและทำความเข้าใจต่อความหมายที่เป็นแก่นแกนของสิ่งที่เรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญ” ในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองของมนุษย์

หากกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด โดยตัวของมันเองแล้ว รัฐธรรมนูญ ก็คือ การปฏิวัติ

ท่ามกลางพัฒนาการของรัฐสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อแตกหักกับระบอบการเมืองเก่าแล้วเข้าสู่ระบอบการเมืองใหม่

ในแง่นี้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นผลงานรังสรรค์ของมนุษย์หรือ “ประชาชน”–มิใช่สิ่งที่พระเจ้าหรือผู้ปกครองอภิชนในสังคมเก่าประทานลงมาให้–อันแสดงออกซึ่งศักยภาพในการเป็นผู้ทรงอำนาจก่อตั้งรูปแบบการเมืองที่ตนปรารถนา

ดังนั้น เมื่ออาศัยข้อความคิดรัฐธรรมนูญเช่นนี้มาพิจารณาการเมืองไทยปัจจุบัน นักวิชาการหนุ่มแห่งนิติราษฎร์จึงเสนอว่า สิ่งที่สำคัญกว่าในการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญในสังคมไทย จึงไม่ใช่มุ่งจมไปยังการแสวงหารูปแบบองค์กรการเมืองหรือการออกแบบสถาบันการเมืองที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย” แต่คือการแสวงหา “ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นปมปัญหาหัวใจสำคัญแห่งยุคสมัยต่างหาก

 

6. ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

6

ผู้เขียน: ภาณุ ตรัยเวช

นับจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ไม่มีช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ใดในเยอรมนีที่เป็นประชาธิปไตยมากเท่ากับช่วงเวลาแห่งสาธารณรัฐไวมาร์ (1919-1933) ทว่าตลอดสิบสี่ปีแห่งสาธารณรัฐไวมาร์ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความยุ่งเหยิงปั่นป่วนที่สุดเช่นกัน วิทยาการต่างๆ ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการเข้ามาของเทคโนโลยี ศิลปะถูกมองว่าทั้งงอกเงยและเสื่อมทราม ผู้คนที่ทั้งบ้าคลั่งหิวโหยเสถียรภาพท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อสุดโต่งจึงไขว่คว้าหาผู้นำทางอุดมการณ์ที่จะประคองสังคมให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความหายนะไปได้ จนกระทั่งหยิบยกเอา ‘คนกลาง’ ผู้มีนามว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นมาเป็นผู้นำปกครองประเทศ

วาทกรรม ‘ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง’ กลายเป็นมายาคติในสังคมที่ไม่รู้เท่าทันการครอบงำทางความคิด โดยกลุ่มคนที่มีความเข้าใจอย่างผิดๆ และเผยแพร่ความเข้าใจนั้นให้ผู้อื่นรังเกียจประชาธิปไตย ภาพของสาธารณรัฐไวมาร์ ภาพของฮิตเลอร์ในหนังสือเล่มนี้ซึ่ง ‘ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอันชอบธรรม’ จึงเป็นการลบล้างมายาคติดังกล่าว เพื่อไม่ให้สังคมเราในยุคปัจจุบันก้าวพลาดเฉกเช่นที่สาธารณรัฐไวมาร์ประสบมาก่อน

 

7. THOU SHALL FEAR : เจ้าจงตื่นกลัว การก่อการร้าย ความรุนแรง และการครอบงำ

7

ผู้เขียน: กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

คำว่า ก่อการร้าย ได้รับความสนใจในสายตาสาธารณชนเป็นอย่างมากภายหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังการโจมตีที่ดูราวกับฝันร้ายแห่งยุคสมัยใหม่ กลับเกี่ยวพันลึกซึ้งกับระบบและโครงสร้างของความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และประชาธิปไตยที่เราต่างเฝ้าฝันหา

หนังสือเล่มนี้จะชวนมาถอดรื้อโครงสร้างของความเป็นประชาธิปไตย และวิพากษ์มายาคติของคำว่า ก่อการร้าย ผ่านเสรีภาพสมัยใหม่และกรอบคิดของความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรับรู้และให้ความหมายต่อคำว่า ก่อการร้าย จนกระทั่งทำให้การ ก่อการร้าย เป็นส่วนหนึ่งของความน่าสะพรึงกลัวในโลกยุคปัจจุบัน

 

8. ตลก รัฐธรรมนูญ

8

ผู้เขียน: ปูนเทพ ศิรินุพงศ์

หนังสือเล่มนี้ เป็นบทปฏิกิริยาสะท้อนข้อถกเถียงทางกฎหมายรัฐธรรมนูญในสังคมตลอดห้วงสามปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การแสดงบทบาทขององค์การ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่เข้ามาขวางและทำลายกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยปราศจากฐานหรือเหตุผลใดๆ ทางทฤษฎีกฎหมายที่จะยอมรับได้ ต่อเนื่องมาจนคำวินิจฉัยที่เป็นการล้มเลือกตั้งรอบสองและคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพ้นจากตำแหน่ง เพื่อ “สร้าง” สิ่งที่มักจะมีผู้เรียกว่า “วิกฤตทางรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมา อันยุติลงไปโดยอำนาจนอกระบบอย่างการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗

 

คำว่า “ตลก รัฐธรรมนูญ” ถูกใช้ครั้งแรกในฐานะปฏิกิริยาต่อการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หลายๆ ครั้งที่องค์กรนี้ใช้อำนาจหรือทำคำวินิจฉัยในเรื่องประเด็นที่สำคัญออกมาโดยไร้เหตุผลและไร้ซึ่งตรรกะหรือคำอธิบายอย่างใดๆ ในทางกฎหมายที่สามารถยอมรับได้ “ตลก” จึงเป็นการเล่นคำจาก “ตุลาการ” รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุที่ว่า หาปราศจากซึ่งการใช้อำนาจภายใต้กรอบลักษณะการเป็นองค์กรตุลาการซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเหตุผลข้อพิพาททางกฎหมายอย่างอิสระและเป็นกลางเมื่อมีผู้ฟ้องคดีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดแล้ว องค์กรนั้นแม้จะมีชื่อเรียกว่า “ตุลาการ” หรือ “ศาล” ก็ไม่ควรค่าแก่การได้รับการยอมรับหรือเคารพว่าเป็น “ตุลาการ” หรือ “ศาล” แต่อย่างใด ฯลฯ

 

9. ก่อนกำแพงเบอร์ลินจะสิ้นสูญ

9

ผู้เขียน: บรรพต กำเนิดศิริ

รัฐธรรมนูญฉบับปี 1974 ของเยอรมันตะวันออก ระบุไว้ว่า ประชาชนทุกคน “..มีสิทธิในการร่วมรังสรรค์วิถีชีวิตด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชาติ…ตรงกับหลักการพื้นฐานคือ ทำงานด้วยกัน วางแผนด้วยกัน และปกครองด้วยกัน…” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นกลับแตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ รัฐบาลเยอรมันตะวันออกได้กดขี่และสอดแนมประชาชนของตนเป็นเวลานานถึง 40 ปี รวมทั้งได้ลิดรอนเสรีภาพและสิทธิของประชาชนโดยกล่าวอ่างว่า “กระทำเพื่อประชาชน” (Im Name des Volkes) จวบจนกระทั่งเสียงเรียกร้อง “เราคือประชาชน” (Wirsind  das Volk) ดังกระหึ่มไปทั่วประเทศและได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของระบอบคอมมิวนิสต์ในเยอรมันตะวันออกนั่นเอง

ก่อนกำแพงเบอร์ลินจะสิ้นสูญ ได้ฉายภาพโดยสังเขปต่อสถานการณ์บ้านเมืองในเยอรมันตะวันออกช่วงปี 1989 จนกระทั่งถึงวันที่กำแพงเบอร์ลินถูกเปิดออก อันนำไปสู่การสิ้นสูญจากแผนที่โลกของประเทศเยอรมันตะวันออกไปตลอดกาล

 

10. การทูตทักษิณ

10

ผู้เขียน: ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ยุคการทูตเชิงรุกของทักษิณสิ้นสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เมื่อกองทัพทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม มรดกกิจการต่างประเทศของทักษิณยังได้รับการสานต่อ จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงต้องการอุดช่องว่างในการศึกษานโยบายการต่างประเทศของไทย แต่ยังต้องการประเมินความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยในยุคที่น่าสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ —- (ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์)

Share.

About Author

Comments are closed.