10 หนังสือน่าอ่านงานหนังสือ ตุลาคม ’59

0

งานหนังสือแห่งชาติเดือนตุลาคม 2559 นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 ตุลาคม 2559 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

  1. เทคโนโยนี: ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์ ฮิสทีเรีย และออร์กัสซั่มของผู้หญิง

1

ผู้เขียน: Rachel P. Maines
ผู้แปล: นภ ดารารัตน์
สำนักพิมพ์: พารากราฟ

เทคโนโยนี: ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์ ฮิสทีเรีย และออร์กัสซั่มของผู้หญิง เล่มนี้ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของฮิสทีเรียและการต่อกรกับ “โรค” โดยบรรดาแพทย์ตลอดช่วงเวลานับพันปีที่ผ่านมา รวมทั้งเล่าถึงจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของไวเบรเตอร์จากคลินิกมาสู่ห้องนอน  ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนให้ประหลาดใจ กระตุ้นให้ฉุกคิด และหลายครั้งก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้อ่านได้อีกด้วย

 

2. เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง : ISLAMOPHOBIA

2
ผู้เขียน : จรัญ มะลูลีม ผู้เรียบเรียง
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์มติชน

“ไม่ใช่มุสลิมทุกคนที่เป็นผู้ก่อการร้าย แต่ผู้ก่อการร้ายทุกคนเป็นมุสลิม”จริงหรือ?
ทุกวันนี้ความรุนแรงและเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก มักถูกโยงใยและชี้เป้าไปยังคนกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ “ชาวมุสลิม” ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างจากการก่อวินาศกรรมต่างๆ โดยเฉพาะจากการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดของกลุ่มไอเอส ยิ่งกระตุ้น “สภาวะอิสลามโมโฟเบีย” หรือ “โรคหวาดกลัวอิสลาม”ให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทว่าการกล่าวหาโดยปราศจากความเข้าใจ และความเกลียดชังโดยไร้ซึ่งเหตุผล มิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากส่วนดำมืดในจิตใจของมนุษย์ ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวอ้างอย่างชาญฉลาดเอาไว้ “โรคกลัวอิสลาม แสดงให้เห็นว่ากลไกสังคมที่ผ่านการท้าทาย ต่อความหลากหลายยังคงทำงานได้ไม่เต็มที่ และความเลวร้ายใดๆก็ตามที่มาจากใจกลางของไอเอส ก็เป็นความเลวร้ายเดียวกันกับที่ซ่อนตัวอยู่ในใจกลางของมนุษย์ชาตินั่นเอง”

 

3. ทั้งหมด ขวา-หัน!

3
ผู้เขียน : คำ ผกา ผู้เรียบเรียง
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์มติชน

ทำไมแนวคิดขวาสุดโต่งจึงงอกงามนักในสังคมนี้ แต่ละบทความในหนังสือเล่มนี้พยายามทำความเข้าใจกับมัน ไม่ใช่เพราะอยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมเลิกขวา แต่อยากชี้ให้เห็นว่าแนวคิดขวาๆ ถูกหล่อเลี้ยงด้วยอะไร และส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของเราทั้งทางกายและทางสำนึกความคิด เพราะบางที “การไม่ไปไหน” มิหนำซ้ำยัง “ถอยหลัง” ของสังคม อาจไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้วยการรัฐประหารหรือการเลือกตั้ง แต่เกิดจากความเรืองรองของวัฒนธรรมอุดมการณ์ขวาจัด ที่ในมาตรฐานของคนไทยไม่ใช่แค่ “วัฒนธรรม” แต่มันคือสัจจะและแก่นสารที่แยกมนุษย์ออกจากเดรัจฉาน

 

 

4. ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย
4

ผู้เขียน : พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ 
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์มติชน

…ประวัติศาสตร์ทุกชาติทุกภาษาต่างมี “ยุคมืด” คือกลียุคที่วุ่นวายสับสน คนตายเป็นเบือ บ้านเมืองร้าง (แต่ละชาติอาจจะมีมากกว่า ๑ ครั้ง) แต่ในขณะเดียวกัน “ยุคมืด” นั้น มักจะเป็นยุค “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ก่อกำเนิดสังคมและศิลปวัฒนธรรมใหม่.”ยุคมืด” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขาดแคลนหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเท่านั้น แต่ “ยุคมืด” ยังเป็นเรื่องปัญหาของการจัดทำโครงเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติ

จนอาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยทางประวติศาสตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดำรงอยู่ในรัฐชาติสมัยใหม่ที่กำเนิดตัวตนขึ้นเอง เพราะยุคสมัยทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากอำนาจในการเลือก
และไม่เลือก มันจึงไม่ได้มีสถานะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ — พิพัฒน์ กระแจะจันทร์

 

5. สิทธิมนุษยชน: ความรู้ฉบับพกพา
VSI-Human-RightsOutline-680x495

ผู้เขียน: แอนดรูว์ แคลปแฮม
ผู้แปล: ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล และ สุนีย์ สกาวรัตน์
สำนักพิมพ์: โอเพ่นเวิลด์ส (openworlds)

สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงคำขวัญกลวงเปล่าที่ถูกหยิบยกมาอวดโอ้บนเวทีการเมืองโลกหรือเป็นข้อเรียกร้องจริงจังเพื่อแก้ไขความอยุติธรรมทั้งปวงสำหรับมนุษยชาติ
สิทธิมนุษยชนเป็นของแปลกปลอมจากโลกตะวันตกที่เหยียบย่ำวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือเป็นพลังสากลที่ปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นต่อต้านความไม่เป็นธรรมและการดูหมิ่นศักดิ์ศรีภายในประเทศ
สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้กลบเสียงของคนส่วนใหญ่หรือเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับ “เผด็จการโดยเสียงข้างมาก”

สิทธิมนุษยชน: ความรู้ฉบับพกพา โดย แอนดรูว์ แคลปแฮม ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศแห่ง Graduate Institute of International and Development Studies จะชวนเราสำรวจข้อถกเถียงดังกล่าว พร้อมเปิดประตูความรู้สู่โลกสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่รากทางความคิดและพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน รวมถึงฉายภาพสิทธิมนุษยชนที่รวมองคาพยพของสิทธิหลากหลายประเภท อาทิ สิทธิในชีวิตและเสรีภาพ สิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิในอาหาร สุขภาพ การศึกษา ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงรวบรวมองค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนไว้อย่างกระชับรอบด้าน แต่ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนในฐานะพลังทางศีลธรรมและเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสร้างสังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพในการพัฒนาตนเองอย่างเสมอภาค… ซึ่งคนทั่วโลกยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายนี้มากนัก

 

6. ดื่มไดอะล็อก

6

ผู้เขียน: ใบพัด นบน้อม
สำนักพิมพ์: มติชน

 

รวมบทสัมภาษณ์บุคคลคัดสรร ว่าด้วยการเมือง ศาสนา เซ็กส์ บันเทิง และการใช้ชีวิตอย่างถึงแก่น
ทำไมเราต้องอ่านบทสัมภาษณ์? การอ่านคนคุยกันน่าสนใจตรงไหน อภิรมย์ เทียบกับวรรณกรรมหรือก็ไม่ ลุ้นระทึกเท่านิยาย ฆาตกรรมหรือก็เปล่า ได้ความรู้เหมือนหนังสือ วิชาการก็ไม่ใกล้เคียงนัก แต่เราไม่ปฏิเสธว่า ความรู้สึกทั้งหมดนั้นกลมกล่อมอยู่ในบนสนทนา “ใบพัด นบน้อม” ทะลุทะลวงเอาคำตอบในประเด็นที่ตอบยาก เข้าไปในพื้นที่หวงห้ามบางจังหวะ เลาะเอาเรื่องละเอียดอ่อน เช่น เซ็กส์ ศาสนา และการเมืองมาคลี่ออกให้เห็นกันชัดๆ แสดงให้เห็นว่า ถ้าจะคุยกันจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้คุยยากขนาดนั้น

 

7. วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่14 ฉบับ 2 : 40ปี 6ตุลา

7

สำนักพิมพ์: ฟ้าเดียวกัน

ฆาตกรรมการเมืองโดยไม่ต้องรับผิดนั้นไม่ได้เกิดครั้งแรกในปี 2535 เพราะอย่างน้อยในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ก็ไม่มีใครต้องรับผิดเช่นกัน ขณะที่การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหลักการร่วมกันของสังคมโดยไม่ต้องรับผิดนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2490 แล้ว

การนองเลือด 6 ตุลานั้นยังเป็นประวัติศาสตร์ที่รอการสะสาง เช่นเดียวกับฆาตกรรมการเมืองอื่นๆ ในสังคมไทย แต่สิ่งที่ทำให้ 6 ตุลา ต่างออกไปเพราะเกิดท่ามกลางกระแสสูงของแนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างถึงรากเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ยังผลให้ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยรับไม่ได้ จึงร่วมกัน “สหบาทา” ศัตรูผู้เห็นต่าง ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยมิได้ฆ่า “ศัตรู” เท่านั้น แต่ยังจงใจฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณกลางทุ่งพระเมรุ นอกจากนั้น พวกเขายังได้ฆ่าความฝันและอุดมคติเพื่อการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ดังจะเห็นจากวัฒนธรรมการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยสร้างขึ้นหลัง 6 ตุลา ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวคือการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่อยู่กันอย่างสงบสุข ปราศจากความขัดแย้ง หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้างก็จะมี “ผู้ใหญ่” มาห้ามปราม พิพากษา และกลับสู่ความสงบ ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ให้ลืมๆ กันไป ดังสะท้อนผ่านแบบเรียน อนุสาวรีย์ พิธีกรรมแห่งรัฐ ฯลฯ หรือพูดอีกอย่างคือ “ความเชื่อว่าจริง” ที่เราคุ้ยเคยกันในปัจจุบัน จำนวนมากคือ “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” หลัง 6 ตุลา นั่นเอง

 

8. ถอดรหัสรักออนไลน์
8

แปลจากหนังสือ: Modern Romance
ผู้เขียน: Aziz Ansari
ผู้แปล: สุนันทา วรรณสินธ์ เบล
สำนักพิมพ์: โอเพ่นเวิลด์ส (openworlds)

 

ถอดรหัสรักออนไลน์ (Modern Romance) หนังสือที่ผสมผสานอารมณ์ขันอันเฉียบคมเข้ากับความรู้เชิงสังคมศาสตร์ได้อย่างจี๊ดจ๊าด จะพาคุณไปสำรวจเรื่องราวความรักสมัยใหม่อันหวานขมขันขื่นที่กำลังเกิดขึ้นในหลากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการเสาะหาคู่ผ่านปลายนิ้วคลิก การเลือกภาพโปรไฟล์ให้โดนใจ การปั่นหัวอีกฝ่ายให้กระวนกระวายเฝ้ารอข้อความตอบกลับ การตัดเยื่อใยความสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียล การส่งภาพติดเรตออนไลน์เพื่อให้หายคิดถึงกัน ฯลฯ พร้อมตั้งคำถามชวนขบคิดว่า ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเสาะแสวงหารักได้ไม่สุดสิ้น ความรักที่แท้จริงจะเกิดบนหน้าจอหรือในโลกจริงกันแน่

 

9. Human of New York Stories : เรื่องรัก เรื่องเศร้า เรื่องเล่าชาวนิวยอร์ก

9

แปลจากหนังสือ: Human of New York Stories
ผู้เขียน: Brandon Stanton
ผู้แปล: โตมร ศุขปรีชา
สำนักพิมพ์: Geek Book

 

จากความสำเร็จของเพจ ‘Humans of New York’ ของ แบรนดอน สแตนตัน ช่างภาพหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ตอนนี้มีคนติดตามกว่า 17 ล้านคนทั่วโลก เขาสะท้อนภาพของผู้คนในมหานครใหญ่ออกมาได้น่าประทับใจ จนมีหนังสือโฟโต้บุ๊กเล่มแรก ‘Humans of New York’ ออกมา และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ทะยานขึ้นอันดับ 1 หนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์ สร้างแรงบันดาลใจและเข้าถึงผู้อ่านซึ่งแม้ว่าคุณจะไม่ได้อาศัยในเมืองนิวยอร์ก แต่คุณก็สัมผัสและเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้

หลังจากนั้นเรื่องราวของชาวนิวยอร์กที่แบรนดอนถ่ายทอด ได้ทำหน้าที่ไปไกลกว่าเป็นแค่ภาพสะท้อนความหลากหลายของเมืองนี้เท่านั้น หนังสือภาพเล่มล่าสุดของเขา ‘Humans of New York Stories’ ยังนำเสนอความคิด ความทรงจำ บาดแผลในใจ ของนิวยอร์กเกอร์ที่หลายเรื่องสั่นสะเทือนจิตใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กๆ ในโลกยุคใหม่ที่มีพลังพอจะขยับเขยื้อนโลกให้หมุนไปตามเสียงของพวกเขาได้บ้าง-ไม่มากก็น้อย

ถึงแม้บางเรื่องที่เมื่อเขาพูดคุยกับคนเหล่านั้นจะเป็นเรื่องที่ชวนหดหู่ หม่นหมอง เศร้าใจแค่ไหน แต่แบรนดอนก็นำเสนอพวกเขาอย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความหวังเสมอ เพราะความหวังคือสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตในนิวยอร์ก และอาจจะเป็นสิ่งสำคัญเดียวกันต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ด้วย ซึ่งทั้งหมดแบรนดอนได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มใหม่นี้แล้ว

 

10. The Filter Bubble ยิ่งหายิ่งหาย
10

แปลจากหนังสือ: The Filter Bubble
ผู้เขียน: Eli Pariser
ผู้แปล: อรพิน ผลพนิชรัศมี
สำนักพิมพ์: แมกซินคิวบ์

 

เมื่อข้อมูลที่เหมาะกับคุณที่สุด อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็ได้ The Filter Bubble ยิ่งหายิ่งหาย จะเปิดเผยเรื่องราว ของเทคโนโลยีการกรองข้อมูลให้มีความเฉพาะตัว บนโลกออนไลน์ ทำให้คุณสามารถรู้เท่าทัน และเตรียมรับมือกับผลกระทบจากการค้นหาข้อมูลต่างๆ บนโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้จะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวที่ ซุกซ่อน อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีการกรองข้อมูล เพื่อสร้างความเฉพาะตัว (Customization) ให้กับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตแต่ละคน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยยักษ์ใหญ่ในวงการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Google ก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีทีว่านี้พยายามจะคัดสรรสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับผู้ใช้งานมากที่สุดมานำเสนอ

แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ทางเทคโนโลยีนี้เลือกมาให้นั้นมีตรรกะที่ถูกต้อง แม่นยำ และควรจะนำเสนอกับแต่ละคนจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ มีผลกระทบต่อชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัว เราอาจถูกหล่อหลอมให้มีลักษณะและบุคคลิกแบบเดียวที่เหมือนๆ กัน เพียงเพราะเราชอบกดไลค์เรื่องบางเรื่องเท่านั้น แต่กับบางเรื่องที่เราควรรู้แต่ไม่ได้กดไลค์ก็อาจจะหายไปจากชีวิตเราตลอดกาลเช่นกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? แล้วเราจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร? มาร่วมค้นหาคำตอบเหล่านี้กันได้ในหนังสือ The Filter Bubble ยิ่งหายิ่งหาย

Share.

About Author

Comments are closed.