คุ้มจริงหรือ??? สิทธิประโยชน์ที่ “แจ็กหม่า” ได้กับสิ่งที่ไทยต้องเสีย!!!

0
  • รัฐบาลไทยและ Alibaba Group ลงนามใน MOU ด้านการค้าการลงทุน ECC
  • Alibaba ได้สิทธิพิเศษด้านภาษีจากการลงทุนใน ECC
  • Alibaba ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคล 8 ปี และอาจได้ลดอีก 50% ในปีที่ 9-13 หากดำเนินการตามเงื่อนไข
  • Alibaba ได้สิทธิเช่าที่ดินราชพัสดุสูงสุด 99 ปี
  • รัฐบาลไทยจะได้อะไรบ้าง???

ในช่วงเวลาอาทิตย์ที่ผ่านมา 1 ในเรื่องที่สังคมไทยให้ความสนใจ ก็คงจะหนีไม่พ้นการมาเยือนไทยของ “แจ็ค หม่า” ประธานบริหารกลุ่ม Alibaba และการเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งจบลงที่การเซ็นต์ MOU ด้านการค้าการลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การจัดตั้งสมาร์ตดิจิทัลฮับในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างกลุ่ม Alibaba และรัฐบาลไทย

kha7acceaagj5db9ajhkh

หลังจากมาเยือนและเข้าพบนายกรัฐมนตรีไทยเพียงไม่กี่วัน เว็บไซน์ Tmall ในเครือของ Alibaba ก็จัดโปรโมชั่นขายทุเรียนหมอนทอง ซึ่งสามารถขายได้ถึง 80,000 ลูกภายในเวลาเพียง 1 นาที หลังจาก Alibaba ลงนามในข้อตกลงเป็นตัวแทนจำหน่ายทุเรียนหมอนทองกับรัฐบาลไทย มูลค่ากว่า 428 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 13,400 ล้านบาท

11411

แน่นอนว่ากำลังซื้อของประชาชนจีนนั้น ถือว่าเป็นตลาดที่มีประชากรมากที่สุดของโลกหากวัดเป็นรายประเทศ แต่เมื่อมาพิจารณาถึงสิ่งที่ Alibaba จะได้จากประเทศไทย และสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเสียให้กับ Alibaba นั้น ก็น่าสนใจว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่าหรือไม่

จากการลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่างรัฐบาลไทยและ Alibaba Group นั้นมีทั้งหมด 4 เรื่อง คือ

1.ความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสำนักงานอีอีซี และ Alibaba (China) Company Limited

2.ความร่วมมือด้านการลงทุน Smart Digital Hub ในพื้นที่ อีอีซี ระหว่างสำนักงานอีอีซี กรมศุลกากร และบริษัท Cainiao Smart Logistics Network

3.ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัล และการส่งเสริมธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซ ระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Alibaba Business School

4.ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวผ่านดิจิทัลและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบริษัท Fliggy จัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทย เพื่อนำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และแผนที่ท่องเที่ยว กระจายในระบบออนไลน์เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับ Internet of Things (IOT) ที่เป็นเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการธุรกิจ นับเป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ นอกเหนือจากโครงการลงทุนนับแสนล้านบาท นอกจากนี้จะมีพิธีเปิดการซื้อขายข้าวไทยผ่าน tmall.com

ซึ่งจากข้อตกลงดังกล่าวนั้นทำให้ Alibaba Group นั้นได้รับสิทธิพิเศษด้านการยกเว้นภาษีหากนำสินค้าเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ ECC แถมยังได้ยกเว้นภาษีนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ จะได้รับการยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และได้สิทธิลดหย่อนภาษี 50% ในปีที่ 9-13 หากมีการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดด้านความร่วมมือ

นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษในการเช่าที่ดินราชพัสดุนานถึง 50 ปี และอาจได้รับพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่าอีก 49 ปี ซึ่งเท่ากับว่าอาจจะสามารถเช่าที่ดินราชพัสดุได้นานถึง 99 ปี ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ Alibaba ยังได้รับสิทธิพิเศษเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำหนดสินค้า(rules of origin) เป็นเกณฑ์ที่อนุโลมให้วัสดุที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร ยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรได้ แถมด้วยสิทธิพิเศษเรื่อง Alipay ที่ต่อไปการชำระเงินของระบบ Alipay จะสามารถชำระค่าบริการในการซื้อขายสินค้าได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องดำเนินการผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงินของไทย

Alibaba-e1415640037548

นี่คือสิทธิพิเศษที่รัฐบาลไทยให้แก่กลุ่ม Alibaba ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ให้ไป ย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยเสียประโยชน์ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วเราจะได้อะไรจากการที่ Alibaba เข้ามาลงทุนในประเทศไทยบ้าง???

หากมองจากข้อตกลง MOU ที่ลงนามกันไป สิ่งแรกที่ได้แน่ๆ คือ การเข้ามาลงทุนในเขต ECC ที่รัฐบาลคสช. คาดหวังให้เป็นผลงานด้านเศรษฐกิจชิ้นสำคัญ ต่อด้วยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิตอล การสร้างงานซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้คนไทยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ไทยจะได้ผลประโยชน์นั้น ต้องมาคิดคำนวณกันว่ามันคุ้มค่าหรือไม่กับผลประโยชน์ที่รัฐบาลคสช.ให้กับกลุ่ม Alibaba โดยเฉพาะสิทธิพิเศษด้านภาษี

30222430_1887006507984939_5953458699623202816_n-696x464

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาไปที่เศรษฐกิจโลกวันนี้ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนคือสงครามการค้า(Trade War) ระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่เพิ่มความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากการใช้กลไกด้านภาษี(Tariffs) 25% มากดดันสินค้าระหว่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศผู้ผลิตสินค้าและส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีนนั้นได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และกลุ่ม Alibaba ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจค้าขายสินค้าออนไลน์ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้กลุ่ม Alibaba ต้องหาทางรับมือกับภาวะสงครามการค้าที่กำลังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และไทยอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้กลุ่ม Alibaba สามารถหาผลกำไรไปทดแทนปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือหากรัฐบาลต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลจริงๆ แต่ทำไมกับผู้ประกอบการชาวไทยกลับไม่มีมาตรการยกเว้นหรือช่วยเหลือด้านภาษี มีแต่นโยบายที่หาทางเก็บภาษีกับธุรกิจออนไลน์ของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกับสิทธิพิเศษที่ Alibaba ได้รับราวฟ้ากับเหว

jack-ma

สุดท้ายเราคงยังตอบไม่ได้ชัดเจนนักว่าไทยได้อะไรจากการมาลงทุนของ Alibaba แต่วันนี้เราเห็นชัดเจนว่า Alibaba ได้อะไรจากประเทศไทยบ้าง ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ “เขารวยแล้ว เขามาช่วย” หรือ “เขามา เพราะเราให้เขาเยอะมาก” กันแน่!!!

 

 

Reference

http://www.bbc.com/thai/thailand-43836894

https://workpointnews.com/2018/04/26/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%87/

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_987079

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.