รัฐเพิ่มเพดานก่อหนี้ 2.4 แสนล้าน กับความน่าเป็นห่วงของการคลังไทย!!!

0

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังร้อนแรง และช่วงชิงตำแหน่งในการจัดตั้งรัฐบาล มีข่าวอยู่ 1 ข่าวที่เป็นข่าวซึ่งคนไทยอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก คือ กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ขยายเพดานการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเพิ่มจาก 5% เป็น 8% หรือจาก 150,000 ล้านบาทเป็น 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาท

ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เป็นประธาน โดยการขยายเพดานการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณนี้เป็นการขยายเพื่อรองรับการลงนามก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กิโลเมตร งบประมาณ 224,544 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร(กลุ่ม CPH)

figk98h9f57dd78hfk9ae

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องมีการปรับเพดานการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้การลงทุนตามกรอบวงเงินกู้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ตามปกติ แต่ภายใน 3 ปีจะต้องมีปรับเพดานลงมาให้เป็น 5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับเพดานการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณนั้น ไม่ได้มีการกำหนดเพดานไว้ แต่ให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังเป็นผู้พิจารณากำหนดอัตราที่เหมาะสม

นายลวรณ-แสงสนิท

อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีการกำหนดเพดานเอาไว้แน่นอน แต่การเพิ่มเพดานในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินไม่น้อย เพราะการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนนั้น หากรัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในทางการเงินก็คงไม่จำเป็นต้องเพิ่มเพดานในการสร้างหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ

            ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้างจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่พบว่าหนี้สาธารณะของไทยนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของหนี้รัฐบาล ซึ่งรายงานเดือนมีนาคม 2562 หนี้สาธารณะคงค้างของไทยนั้นเพิ่มไปอยู่ที่ 6,908,743 ล้านบาท เป็นหนี้รัฐบาลมากถึง 5,645,640 ล้านบาท และเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

03

ทั้งนี้เพดานของหนี้สาธารณะนั้นถูกกำหนดไว้ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยกำหนดให้มีหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP ซึ่งเมื่อพิจารณาตามรายงานหนี้สาธารณะจะพบว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยนั้นอยู่ที่ระดับ 41.78% ของ GDP ซึ่งหากดูจากตัวเลขหนี้ก็อาจจะยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายงานหนี้สาธารณะย้อนหลัง จะพบว่าทุกเดือนจะมีการขยับประมาณการ GDP ของประเทศให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

01

02

โดยในเดือนมกราคม 2562 ประมาณการ GDP อยู่ที่ 16,399,100 ล้านบาท ในขณะที่เดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ 16,535,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136,088 ล้านบาทในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งในสภาพที่เศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ เหตุใดประมาณการ GDP ของไทยจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยลดลงเลย แม้ว่าจะมีการประกาศลดประมาณการส่งออก รายได้การท่องเที่ยว และอีกหลายอย่าง แต่ประมาณการ GDP ก็ไม่เคยลดลง

นั่นอาจเป็นเพราะหากประมาณการ GDP ตามจริงแล้ว ตัวเลขหนี้สาธารณะในวันนี้อาจจะทะลุเพดานกรอบวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่???

ลองย้อนกลับไปพิจารณาประมาณการ GDP เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 พบว่า มีมูลค่า 13,050,017 ล้านบาท เทียบกับปัจจุบัน 16,535,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากถึง 3,485,171 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 26.7% ในระยะเวลา 5 ปี ในสภาพเศรษฐกิจของไทย 5 ปีมานี้ GDP ของไทยเติบโตขึ้นมากขนาดนั้นจริงหรือ???

562000005352601

ต้องไม่ลืมว่าตัวเลขประมาณการ GDP นั้นเป็นตัวเลขที่ประเมินขึ้นเท่านั้น ต่างจากตัวเลขหนี้สาธารณะและหนี้รัฐบาล ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง GDP ก็ไม่ใช่รายได้ของรัฐบาล ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าตอนนี้สถานะทางการคลังของรัฐบาลไทยกำลังมีปัญหาหรือไม่? ปริมาณหนี้ที่ภาครัฐกำลังแบกรับอยู่ เมื่อพิจารณาร่วมกับหนี้ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในอนาคต จะส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมหรือเปล่า? และที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาหนี้เหล่านี้อย่างไร???

 

Reference

http://www.thansettakij.com/content/401927

http://www.pdmo.go.th/th/public-debt/debt-outstanding?ft=monthly&ms=5&ys=2014&me=3&ye=2019

 

Share.

About Author

Comments are closed.