ย้อนรอยโรงงานยาสูบ!!! ปี 59 กำไร 9 พันล้าน ปี 61 ถังแตก!!??

0

ถือเป็นข่าวคราวที่ทำเอาประชาชนไทยต้องตกใจ หลังจากมีการเปิดเผยว่าโรงงานยาสูบกำลังขาดทุนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเปิดกิจการมาถึง 79 ปี โดยเรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบโรงงานยาสูบ

305202

น.ส.ดาวน้อย ระบุว่าหลังจาก พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 ก็ส่งผลทำให้ราคาบุหรี่ โดยเฉพาะบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานยาสูบต้องปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นประมาณ 3-20 บาทต่อซอง ในขณะที่บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ปรับราคาขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือบางยี่ห้อมีการปรับราคาลดลง ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดบุหรี่ของโรงงานยาสูบในเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาเหลือเพียง 55-56% จากเดิมที่มีส่วนแบ่งถึง 80%

ดาวน้อย-สุทธินิภาพันธ์

“อัตราภาษีใหม่ ทำให้บุหรี่ต่างประเทศปรับราคาลดลงเหลือซองละประมาณ 60 บาท ในขณะที่บุหรี่ไทยราคาถูกซองละ 35-40 บาท ต้องปรับราคาสูงขึ้นเป็นซองละ 60 บาท เท่ากับราคาบุหรี่ต่างประเทศ” น.ส.ดาวน้อยกล่าว

ผู้อำนวยการยาสูบกล่าวต่อไปว่า ทั้งกระทรวงการคลังและโรงงานยาสูบคาดการณ์ผิดพลาด โดยเฉพาะการตั้งโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ซึ่งต้องจ่ายค่าเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวถึง 16,000 ล้านบาท โดยยังเหลือที่ค้างชำระอีก 7,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 ต้องจ่ายอีก 2,900 ล้านบาทตามสัญญา

“เบื้องต้นคำนวณแล้วพบว่า โรงงานยาสูบจะต้องขาดทุนประมาณ 5,000 ล้านบาทถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์” น.ส.ดาวน้อยกล่าว

b.5-39

ผลจากการขาดทุนและสภาพคล่องที่ติดลบทำให้ต้องมีการขอกู้เงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยล่าสุดได้มีการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเพื่อทำเรื่องขอกู้เงินแล้ว

อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปพิจารณาผลการดำเนินการของโรงงานยาสูบในปี 2559 จะเห็นว่าการขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วมาก โดยหนังสือพิมพ์มติชน รายงานในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ว่า น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของโรงงานยาสูบปี 2559 มีผลกำไรถึง 8,863 ล้านบาท และสามารถจ่ายโบนัสให้กับพนักงานได้ถึง 7 เดือน

mSQWlZdCq5b6ZLk3cZPLtdSFuD4LL1YJ

“ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ เพราะปริมาณการผลิตลดลง แต่เป็นผลกำไรจากประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและผู้บริหารโรงงานยาสูบ” น.ส.ดาวน้อยระบุ

ถือว่าข่าวที่ให้สัมภาษณ์โดยผู้อำนวยการยาสูบคนเดียวกัน แต่ต่างปีกันเพียงปีเดียว กลับกลายเป็นหนังคนละม้วนไปได้อย่างไร? สภาพการขาดทุนที่เกิดขึ้นนี้เป็นความผิดของใคร? การบริหารที่ผิดพลาดหรือการออกกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงภาพรวมของการแข่งขันในตลาดยาสูบของประเทศ? และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ???

เรื่องเหล่านี้คงต้องหาคำตอบกันต่อไป เพราะโรงงานยาสูบนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อมีการขาดทุน ก็เท่ากับประเทศชาติเสียหาย ประชาชนผู้เสียภาษีเสียหาย!!!

Reference

https://www.thairath.co.th/content/1219627

https://www.matichon.co.th/news/452705

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.