อู้ฟู่!!! รัฐบาลแจกเงินกว่า 80,000 ล้าน ประยุทธ์ยันไม่ใช่การเมือง!!!

0
  • คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และเกษตรกรรวม 86,994 ล้านบาท
  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลเห็นใจและต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
  • นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ ยืนยันมาตรการช่วยเหลือไม่ได้หวังผลทางการเมืองหรือการเลือกตั้ง

ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์กันแทบจะทันที หลังจากรัฐบาลคสช. มีมติเห็นชอบให้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุ โครงการช่วยเหลือชาวสวนยาง และรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ รวมงบประมาณกว่าแสนล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวว่า รัฐบาลจะพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งการดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำ ค่าไฟ จะทยอยเพิ่มไปเรื่อยๆ วันนี้อาจจะได้สำหรับคนที่มีบัตรแล้วเพราะเรามีเงินแค่นี้ ก็ต้องจัดหมุนเวียนเงินที่มีอยู่ให้เหมาะสม

4DQpjUtzLUwmJZZPFCPMNd4bG0tYwrrmgpEUjmzbdJpx

“ผมเห็นใจผู้มีรายได้น้อย วันนี้ก็มีโครงการบ้านล้านหลังที่จะให้มีการผ่อนชำระ แต่ทั้งนี้ต้องมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนในราคาที่มีดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ซึ่งรัฐบาลทำทุกอย่าง ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำ ค่าไฟ พลังงาน เดี๋ยวจะทยอยออกมาตามลำดับ ผมไม่อยากให้สื่อเขียนว่ารัฐบาลนี้แจกๆๆ เพื่อการเมือง ไม่ใช่เรื่อง ทุกอย่างกว่าจะออกมาได้มันต้องดูกฎหมาย ดูวิธีการ ดูงบประมาณที่มีอยู่จึงจะทยอยออกมาตามลำดับ เราก็พยายามเร่งสปีดให้เต็มที่ พอดีมันก็ออกมาในช่วงนี้ อย่าหาว่าเป็นเรื่องการเมืองไปทั้งหมดเลย มันเป็นเรื่องของการทำงาน ต่อเนื่อง วันหน้ารัฐบาลใหม่มาก็คงต้องทำ ต่อเนื่อง เพราะหลายโครงการ ผมก็ทำ ต่อเนื่องจากของเขา บางเรื่องดี แต่ดีไม่หมด เราก็มาแก้ไขให้ดีทั้งหมด ทั้งสาธารณสุข หรือการศึกษาฯ ซึ่งจะให้แต่ละกระทรวงมาชี้แจง”

สำหรับมาตรการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบได้แก่

  1. มาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการฯ (บัตรคนจน) จำนวน 14.5 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 38,730 ล้านบาท โดยจะใช้เงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 55,000 ล้านบาท การช่วยเหลือครั้งนี้จะแบ่งเป็น 4 มาตรการ คือ 1.1 บรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ สำหรับผู้ถือบัตรที่จ่ายค่าไฟไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าน้ำ 100 บาทต่อคนต่อเดือน โดยช่วยเหลือระหว่างเดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 ภายใต้วงเงิน 27,060 ล้านบาท 1.2 สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาท/คน/เดือน ในช่วงเดือนธันวาคม 2561 เพียงเดือนเดียว เงินยอดนี้สามารถถอนไปใช้ซื้ออะไรก็ได้ รวมวงเงินช่วยเหลือ 7,250 ล้านบาท 1.3 ช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) เดือนธันวาคม 2561 จำนวน 1,000 บาทต่อคน วงเงิน 3,500 ล้านบาท 1.4 ช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาท/คน/เดือน ช่วงเดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 ซึ่งสามารถถอนได้หากใช้ไม่หมด รวมงบประมาณ 920 ล้านบาท
  2. เงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ 599 ล้านบาท และเงินบำเหน็จดำรงชีพอีก 24,700 ล้านบาท
  3. เงินชดเชยดอกเบี้ย “โครงการบ้านล้านหลังราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท” อีก 3,876 ล้านบาท
  4. มาตรการช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม 525 ล้านบาท
  5. มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางพารา 18,604 ล้านบาท

            รวมใช้งบประมาณราว 86,994 ล้านบาท!!!

EyWwB5WU57MYnKOuqP0hcJYzsYjffR3uf3MoaOleqv2ZBddw5INKKu

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือทั้งหมดภายใต้กรอบงบประมาณ 86,994 ล้านบาท แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอนุมัติเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือการเลือกตั้ง แต่ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หลายโครงการไม่ได้เพิ่งคิดหรือทำในวันนี้ แต่มีกระบวนการต่างๆซึ่งใช้เวลานานพอสมควร

9f51c92caafed351bc4e980e1f52f28c8993d9da51424074ab1bd67bc088a9ee

อย่างไรก็ตามแม้มาตรการต่างๆที่ออกมาจะดูเป็นการช่วยเหลือประชาชน แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ การแจกเงินในลักษณะนี้สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้จริงหรือไม่? การให้มาตรการช่วยเหลือแบบแจกเงินกับผู้มีรายได้น้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้นสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยเหล่านั้นดีขึ้นได้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการให้เงินเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้หวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ?

CCFE25074724425183819001D38B2FC3

การให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นชาวสวนยางหรือปาล์ม ก็เช่นกัน รัฐบาลเพียงให้เงินเพื่อช่วยเหลือ แต่มีมาตรการที่จะแก้ไขให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านั้นดีขึ้นแล้วหรือยัง? อย่าลืมว่าหากมาตรการต่างๆเป็นเพียงการแจกเงินแต่ไม่ได้มีแผนการที่จะปรับโครงสร้าง หรือแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตร หรือรายได้ของประชาชน เมื่อแจกเงินหมดปัญหาเดิมๆก็จะกลับมา เพราะต้นตอของปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ไข

stock market concept , stock market crash

    ที่สำคัญที่สุดก็คือ สถานะทางการเงินของรัฐบาล ที่ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะมากถึง 6,780,953 ล้านบาท เป็นหนี้ของรัฐบาลกว่า 5,450,220 ล้านบาท รวมไปถึงการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่กลับมีโครงการแจกเงินช่วยเหลือมากกว่า 86,000 ล้านบาทเช่นนี้ น่าสนใจว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่!!!

 

Reference

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1853590

 

 

Share.

About Author

Comments are closed.