เอาจนได้!!! สนช. ผ่านร่างแก้ไขกฎหมาย “หนีคดี” หมดสิทธิ์ฟ้องคดีอาญา!!!

0

ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มีเนื้อหาสาระสำคัญ เป็นการตัดสิทธิ์ในการฟ้องร้องคดีอาญาของบุคคลที่ปฏิเสธอำนาจของศาลกันไปอย่างรวดเร็ว สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์เรื่องแนวคิดการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพียงชั่วข้ามคืน

วันที่ 4 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาแล้ว ด้วยคะแนนเสียง 149 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 152 คน งดออกเสียง 3 คน ซึ่งเนื้อหาสาระของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว คือ การตัดสิทธิ์บุคคลที่ปฏิเสธอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุด เช่น บุคคลที่หลบหนีการจำคุกตามคำพิพากษาของศาล

13-21-728x455-728x455

นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกสนช. ซึ่งเป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายดังกล่าว ระบุว่า สาระสำคัญของร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว คือ การแก้ไขหลักเกณฑ์ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีที่มีอัตราโทษจำคุก10 ปีขึ้นไปต้องมีหลักประกัน จากเดิมกำหนดไว้ที่คดีที่มีอัตราโทษจำคุก5ปีขึ้นไป เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีที่มีอัตราโทษสูงมีโอกาสได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้น

356087

ในส่วนของการตัดสิทธิ์ทางกฎหมายในการฟ้องร้องคดีอาญา สำหรับบุคคลที่หลบหนีคดี นายมหรรณพ ระบุว่า หากโจทย์เป็นผู้หลบหนีคดีในต่างประเทศ ย่อมไม่มีสิทธิมาฟ้องร้องพร่ำเพรื่อในคดีอาญาใดใดได้อีก แม้จะยื่นฟ้องมา ศาลก็ไม่รับฟ้อง เพราะถือว่าบุคคลใดที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ย่อมไม่ได้สิทธิได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน

            เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ากรณีเช่นนี้ ย่อมเป็นการตัดสิทธิ์ในการฟ้องร้องคดีอาญาโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายมหรรณพ กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะ อดีตนายกฯทั้งสอง แต่หมายถึงบุคคลที่หลบหนีคดีอาญาทุกคน

561000001847801

ซึ่งล่าสุดที่ประชุมสนช. ได้มีมติรับรองร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวแล้ว โดยในมาตรา 5 ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นการเพิ่มความมาตรา 161/1 ซึ่งคณะกรรมาธิการเพิ่มเติมขึ้นใหม่นั้น ระบุว่า กรณีที่ศาลพบการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบผู้ถูกฟ้อง โดยมุ่งหวังประโยชน์ที่ไม่ชอบ กำหนดให้ศาลยกฟ้อง และห้ามบุคคลยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกัน ขณะที่วรรคสองของมาตราดังกล่าว ระบุพฤติกรรมที่หมายถึงการฟ้องคดีไม่สุจริต คือ กรณีที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย

กรณีเช่นนี้ เมื่อร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้เมื่อใด ย่อมทำให้บุคคลที่หลบหนีคดีในต่างประเทศทุกคน ไม่ได้รับสิทธิ์ในการฟ้องร้องคดีอาญา แม้ว่าจะมีผู้ใดทำการละเมิดซึ่งกฎหมายอาญาต่อบุคคลผู้ซึ่งหลบหนีคดี ยกตัวอย่างเช่น หากมีการหมิ่นประมาททางอาญา กับ อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนีคดีอยู่ที่ต่างประเทศ อดีตนายกฯย่อมไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้

9683CA69C20344AD89F508DEAFEFCCE4

คำถามก็คือ การตัดสิทธิ์ทางกฎหมายเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? มาตรฐานที่อ้างว่าบุคคลที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ย่อมไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม นั้นเป็นแนวคิดที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ นิติธรรมหรือไม่? นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายเช่นนี้ ยังอาจจะเป็นการสร้างความสงสัยในระบบยุติธรรมของไทยอีกด้วย เพราะบุคคลที่หลบหนีคดีในต่างประเทศจำนวนมาก คือ บุคคลที่ระบุว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมจากระบบยุติธรรมและกฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีการเมืองต่างๆ ซึ่งต่างประเทศซึ่งให้ที่พำนักแก่บุคคลเหล่านั้นก็มิได้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นภาพสะท้อนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทยในระดับสากลอยู่แล้ว การแก้ไขกฎหมายเช่นนี้ อาจจะยิ่งตอกย้ำภาพเชิงลบด้านความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายเช่นนี้ ยังอาจจะทำให้เกิดคำถามว่า แก้ไขเพื่อจงใจตัดสิทธิ์ในการฟ้องร้องคดีอาญากับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเปล่า? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 2 คน ที่ต้องพ้นจากอำนาจจากการรัฐประหาร อย่าลืมว่า สนช. ซึ่งทำหน้าที่แก้ไขกฎหมายนี้ ก็มีที่มาจากการคัดเลือกโดยคณะคสช. ซึ่งเป็นผู้ก่อการยึดอำนาจนั่นเอง!!!

 

Reference

https://www.khaosod.co.th/politics/news_1907308

https://www.springnews.co.th/politics/395118

 

Share.

About Author

Comments are closed.